ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวสำนัก

    ข่าวสำนัก



ตามที่สำนักงานกิจการอวกาศส่วนนอกแห่งสหประชาชาติ (UN-Office for Outer Space Affairs: OOSA) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้กำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ UN-OOSA/UN-ESCAP/China Workshop on Tele-Health Development in Asia and the Pacific Region ซึ่งเป็นการติดตามความรู้ทางด้านเทคโนโลยีอวกาศในด้านสาธารณสุขระหว่างวันที่ 5-9 ธันวาคม 2548 ณ เมืองกวางเจา สาธารณรัฐประชาชนจีน และปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้เห็นชอบและมอบหมายให้ นายกอบชัย เจริญวิมลกุล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 8ว สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าวนั้น

บัดนี้ การประชุมดังกล่าวได้เสร็จสิ้นลงแล้ว นายกอบชัยฯ ได้สรุปรายงานผลการประชุมฯ ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญต่อกระทรวงฯ เพื่อทราบดังต่อไปนี้

1. การประชุมเชิงปฏิบัติการของ UN-OOSA/UN-ESCAP ครั้งนี้จัดขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนโดย CNSA (China National Space Administration) กระทรวงสาธารณสุขของจีน (China Ministry of Health) และ APMCSTA (Asia Pacific Multilateral Cooperation in Space Technology and Applications) ระเบียบวาระการประชุมปรากฏดังแนบ 1

2. ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจำนวน 14 ประเทศอันได้แก่ ประเทศอัฟกานิสถาน อินเดีย อิรัก ลาว มองโกเลีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา ประเทศไทย (ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหมและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) อุซเบกิสถาน เวียดนาม แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหรัฐอเมริกา รายชื่อผู้ที่เข้าร่วมประชุมปรากฏดังแนบ 2

3. ประเด็นที่ผู้แทนของประเทศต่าง ๆ ได้นำเสนอปัญหาด้านการสาธารณสุขของตนในแง่มุมต่าง ๆ ต่อที่ประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ซึ่งประกอบด้วยเรื่องต่อไปนี้

    3.1 ประเด็นระยะทาง ระยะทางที่ห่างไกลเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการริเริ่มโครงการสาธารณสุขทางไกล (Tele-health) ขึ้น เช่น ออสเตรเลีย ปากีสถาน อินเดีย สาธารณรัฐประชาชนจีน แอฟริกาใต้ อิหร่าน อัฟกานิสถาน สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

    3.2 ประเด็นโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม หากระบบโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ซึ่งรวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากการสื่อสารโดยระบบสาย (Fixed Line System) ยังมีข้อจำกัดเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น การสาธารณสุขทางไกลในพื้นที่ชนบทโดยใช้ระบบโทรคมนาคมที่ทันสมัยย่อมมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ออสเตรเลีย อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ เป็นต้น

    3.3 ประเด็นความหนาแน่นของประชากร หากพื้นที่ใดความหนาแน่นของประชากร มีน้อย ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้รัฐไม่ตัดสินใจที่จะเข้าไปริเริ่มหรือสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขอย่างจริงจัง

    3.4 ประเด็นความยากจน หากประชาชนมีรายได้ต่ำหรือไม่มีรายได้ก็มักจะไม่ค่อยให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพ อันเป็นเหตุผลสมควรให้ภาครัฐต้องเข้าไปดูแลหรือให้บริการขั้นพื้นฐานทางด้านสาธารณสุข เช่น ออสเตรเลีย อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ฯลฯ

    3.5 ประเด็นสมองไหล เป็นปัญหาหลักประการหนึ่งสำหรับประเทศโลกที่สามที่มีสมองไหลจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือมักมีการกระจุกตัวของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ(ประมาณ 80 %) หรือที่ปรึกษาทางการแพทย์(ประมาณ 75 %) อยู่แต่ในเมืองใหญ่เท่านั้น เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ปากีสถาน เป็นต้น

    3.6 ประเด็นค่าใช้จ่ายสำหรับการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลยังคงมีราคาสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าใช้จ่ายจากการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม เป็นต้น

    3.7 ประเด็นของซอฟต์แวร์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกทางด้านการแพทย์ พื้นที่ที่อยู่ห่างไกลมักจะไม่มีเครื่องมือ อุปกรณ์ทางด้านการแพทย์หรือทางเทคโนโลยีที่ทันสมัยเทียบเท่ากับในเมืองหลวง เช่น อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา เวียดนาม เป็นต้น

    3.8 ประเด็นของการขาดองค์ความรู้ในเรื่องคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีของระบบโทรคมนาคมซึ่งมีหลายประเทศที่ยังไม่มีโครงการการแพทย์หรือสาธารณสุขทางไกล หรือบางประเทศกำลังเตรียมการในเรื่องนี้ได้ตระหนักในความสำคัญและความจำเป็น เช่น ลาว เนปาล อัฟกานิสถาน มองโกเลีย อิรัก ฯลฯ เป็นต้น


4. ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการตระหนักในความจำเป็นของการแพทย์ทางไกล (Tele-medicine) การสาธารณสุขทางไกล (Tele-health) และการสาธารณสุขทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Health) มีองค์ประกอบดังนี้

    4.1 เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2544 (September 11th 2001)
    4.2 การก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพซึ่งควรมีมาตรการเตือนภัยล่วงหน้า (early warning system)
    4.3 โรคที่ติดเชื้อ เช่น โรคซาร์ (Sars Diseases) โรคไข้หวัดนก (Avian influenza) เป็นต้น
    4.4 ภัยธรรมชาติ เช่น สึนามิ สงครามในโคซาโวและแผ่นดินไหวที่ปากีสถาน เป็นต้น
5. วิธีการติดต่อสื่อสารเพื่อการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลสามารถดำเนินการได้ด้วยหลายวิธีดังนี้

    5.1 ด้วยการติดต่อทางอินเตอร์เน็ต (Internet)
    5.2 ด้วยการติดต่อทางสายเคเบิล (Coaxial cable)
    5.3 ด้วยการติดต่อทางท่อใยแก้วนำแสงไฟเบอร์ออพติคส์ (Fibre optics)
    5.4 ด้วยการติดต่อทางไมโครเวฟ (Microwaves)
    5.5 ด้วยการติดต่อทางดาวเทียม (Satellite) ซึ่งเป็นวิธีการติดต่อที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ เนื่องจากเป็นการติดต่อแบบ 2 ทางและเป็นไปลักษณะ real time อีกทั้งการติดต่อด้วยวิธีอื่นไม่สามารถรองรับการทำงานที่ซับซ้อนของระบบการแพทย์หรือสาธารณสุขทางไกลได้
6. รูปแบบของการแพทย์ทางไกลหรือการสาธารณสุขทางไกลสามารถดำเนินการได้ในเรื่องต่อไปนี้

    6.1 การปรึกษาหารือทางไกล (Tele-consulation) (รวมถึงการวินิจฉัยโรคและการรักษา)
    6.2 การประชุมทางไกล (Tele-conferencing)
    6.3.การให้การศึกษาทางไกล (Tele-education)
    6.4 การศัลยแพทย์ทางไกล (Tele-surgery)
    6.5 การรังสีวิทยาทางไกล (Tele-radiology )
    6.6 การดูแลรักษาฉุกเฉินทางไกล (Tele-emergent care)
    6.7 การเวชศาสตร์ทางไกล (Tele-pathology) ฯลฯ เป็นต้น
7. ประเทศที่เข้าร่วมประชุมฯ ซึ่งมีการดำเนินการในด้านการสาธารณสุขทางไกลแล้วในขณะนี้ได้แก่ ออสเตรเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น ปากีสถาน อินเดีย เวียดนาม สาธารณรัฐประชาชนจีน แอฟริกาใต้ เคนยา สาธารณรัฐโดมินิกัน ศรีลังกา อุซเบกิสถาน อิหร่าน รัสเซีย สหรัฐอเมริกา (สำหรับประเทศไทย ในอดีตได้มีการดำเนินการในด้านการสาธารณสุขทางไกลในรูปของการศึกษาทางไกลและการประชุมทางไกล แต่หลังจากนั้น 5 ปีของการดำเนินการได้มีการประเมินผลสรุปว่าไม่คุ้มค่าต่อการดำเนินการต่อ จึงได้ยุติโครงการ)

8. โครงการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศที่ได้ริเริ่มขึ้นแล้ว 2 โครงการในภูมิภาค เอเชีย-แปซิฟิกซึ่งสามารถนำมาใช้ในด้านการสาธารณสุขทางไกลได้คือ 1) โครงการ APAN (Asia-Pacific Advanced Network) และ 2) โครงการ TEIN 2 (Trans-Eurasian Information Network)

9. ประโยชน์ที่จะได้รับจากการสาธารณสุขทางไกล เช่น

    9.1 สังคม เช่น สามารถตัดค่าใช้จ่ายการดูแลสุขภาพลงไปได้อย่างมาก
    9.2 ประชาชน ก็จะได้รับการดูแลสุขภาพที่มีคุณภาพสูง โดยทุกคนสามารถออกค่าใช้จ่ายเองได้ทุกเวลาและทุกสถานที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่ห่างไกลออกไปในชนบทหรือถิ่นทุรกันดาร
    9.3 หน่วยงานด้านการแพทย์ ก็จะทำให้ทีมงานแพทย์ชนบทที่อยู่ห่างไกลได้รับประสบการณ์ตรงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อันจะทำให้ทีมงานแพทย์และพยาบาลมีความแข็งแกร่งและมีศักยภาพได้
    9.4 กลุ่มอุตสาหกรรม ผู้ผลิตหรือประกอบการด้านโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ก็จะ ต้องมีมาตรการหรือเตรียมการรองรับในเรื่องนี้ด้วย หากมีการใช้ประโยชน์ด้านนี้อย่างจริงจัง
    9.5 ตัวแทนประกันภัย ก็จะได้รับประโยชน์จากการมีสาธารณสุขที่ดีขึ้นเช่นกัน


10. นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการนำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาสาธารณสุขดังนี้

    10.1 ภาครัฐต้องพยายามร่วมมือกันเพื่อพัฒนาการสาธารณสุขอย่างเต็มที่โดยใช้ระบบโทรคมนาคมสมัยใหม่ เช่น ปากีสถาน (หน่วยงานภาครัฐ (Suparco) ให้การสนับสนุนด้านโทรคมนาคมเพื่อการสาธารณสุขทางไกลโดยใช้เทคโนโลยี VSAT ผ่านดาวเทียม Paksat ไม่คิดค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 10 ปีเป็นต้น) อินเดีย (ภาครัฐได้มีการตระหนักและให้ความสำคัญในการสาธารณสุขทางไกลโดยประสานร่วมมือกับหน่วยงานระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น ITU, WHO ฯลฯ และได้มีแผนงานโครงการในเรื่องนี้ไว้ด้วย)
    10.2 ต้องพยายามส่งเสริมให้มีระบบการเรียนรู้ทางไกล(Distance Learning) หรือฝึกอบรมหลักสูตรการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลอย่างแพร่หลาย
    10.3 ต้องพยายามส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ระบบเทคโนโลยีที่หลากหลายและเรียนรู้การใช้งานเกี่ยวกับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่เป็นซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของคอมพิวเตอร์และระบบโทรคมนาคม หากทำได้ก็จะทำให้สามารถเปลี่ยนโฉมการแพทย์ปัจจุบันไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้นเป็นลำดับ
    10.4 ต้องบูรณาการร่วมกันด้วยวิธีการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม การสำรวจระยะไกล การกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์และการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ในข้อมูลทางด้านสิ่งแวดล้อม ทางนิเวศน์วิทยาและสุขอนามัย เพื่อที่จะนำไปใช้ในการพัฒนารูปแบบการคาดการณ์เกี่ยวกับการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดหรือโรคติดต่อ เช่น โรคซาร์ (SARS Diseases) กาฬโรค (Plague) และไข้หวัดนก (Avian Influenza) เป็นต้น
    10.5 ต้องร่วมมืออย่างจริงจังร่วมกันในรูปของการแพทย์ทางไกล (Tele-medicine) การสาธารณสุขทางไกล (Tele-health) และการสาธารณสุขทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (E-Health) ทั้งหน่วยงานภายในของรัฐ เช่น องค์กรและสถาบันการศึกษาทางการแพทย์ที่เป็นของรัฐและมิใช่ของรัฐ บริษัทที่เกี่ยวข้องด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Telecom and IT Companies) หน่วยงานทหาร องค์กรและสมาคมต่าง ๆ สำหรับหน่วยงานระหว่างประเทศที่มีบทบาทในเรื่องนี้ได้แก่ UNOOSA, ITU, WHO, UNESCO, UNICEF, EHTEL และ EU เป็นต้น รายละเอียดปรากฏตามแนบ 3-36
11. ท้ายที่สุด ที่ประชุมได้มีการนำเสนอประเด็นและข้อวิตกในการที่จะดำเนินบริการสาธารณสุขทางไกลให้มีผลเป็นรูปธรรม ซึ่งพอสรุปเป็นประเด็นใหญ่ ๆ ได้ในเรื่องดังต่อไปนี้

    11.1 ประเด็นที่เกี่ยวกับนโยบายของรัฐ
    11.2 ประเด็นที่เกี่ยวกับการจัดการ
    11.3 ประเด็นที่เกี่ยวกับการเงิน
    11.4 ประเด็นที่เกี่ยวกับด้านวิชาการ (technical)
    11.5 ประเด็นอื่น ๆ (other)
ข้อคิดเห็น
ประการแรก ถึงแม้การประชุมเชิงปฏิบัติการจะเป็นเวทีการประชุมที่แสดงความคิดเห็นในประเด็นความสำคัญของการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลโดยไม่มีข้อผูกมัดให้ประเทศที่เข้าร่วมประชุมต้องดำเนินการ (implement) โดยทันที แต่ก็มีความพยายามที่จะผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ ประชุมหารือแบบประสานร่วมมือกันเพื่อดำเนินการให้เป็นรูปธรรมต่อไปในภายหน้า

ประการที่สอง ถึงแม้การสาธารณสุขหรือการแพทย์ทางไกลของไทยซึ่งได้มีการใช้ประโยชน์มาแล้วในอดีตและได้ยกเลิกโครงการไปแล้วก็ตาม เนื่องจากเห็นว่าไม่คุ้มค่าในด้านค่าใช้จ่ายกับสิ่งที่ลงทุนไป หรือการคมนาคมของไทยมิได้มีข้อจำกัดทางด้านสภาพภูมิศาสตร์หรือมีความยากลำบากในการเดินทางดังเช่นประเทศอื่นๆ เพราะสามารถนำผู้ป่วยไปรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลที่เป็นศูนย์ตามจังหวัดใหญ่ๆ หรือนำส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น แต่อย่างไรก็ดี หากหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารได้ให้ความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเป็นภาครัฐด้วยกันเองในด้านการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลในการเชื่อมต่อสัญญาณสื่อสารโทรคมนาคมให้ไม่ว่าด้วยวิธีการติดต่อสื่อสารแบบใดโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแล้ว ประโยชน์ที่ประชาชนทั้งประเทศโดยเฉพาะคนยากจนในถิ่นธุรกันดารหรือบนภูเขา ตลอดจนผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนของประเทศก็จะมีโอกาสได้รับการปฏิบัติหรือรักษาพยาบาลที่ดีได้เช่นเดียวกับคนมีรายได้หรือผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของประเทศ (อย่างน้อยที่สุดประโยชน์ที่เห็นได้ชัดในเบื้องต้นก็คือ

(1) การศึกษาทางไกล (Distance Learning) ของแพทย์และพยาบาลที่อยู่ตามภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ

(2) การฝึกอบรมวิทยาการสมัยใหม่ขณะปฏิบัติงานทางด้านการแพทย์และพยาบาล (on the job training) ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถลงไปถึงภูมิภาคในระยะแรกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยแล้วในยุคการติดต่อสื่อสารแบบไร้พรมแดนด้วยดาวเทียมในปัจจุบัน ซึ่งกำลังทวีความสำคัญและได้รับความสนใจจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้าประชุมฯ เพิ่มขึ้น ๆ ทุกขณะ (เช่น ประเทศลาว ถึงแม้ปัจจุบันนี้จะยังไม่มีการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลก็ตาม แต่ก็เห็นความจำเป็นหรือความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก) ดังนั้น หากบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากรัฐไปแล้วได้ให้สิทธิแก่หน่วยงานภาครัฐในการใช้ช่องสัญญาณของดาวเทียมเพื่อประโยชน์เป็นการสาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว และหากกระทรวงสาธารณสุขร้องขอรับการสนับสนุนในเรื่องนี้มาในภายหน้าก็เป็นสิ่งที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารน่าจะหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณาหารือหรือให้การสนับสนุนในเบื้องต้นเป็นระยะเวลาสั้นๆ ไปก่อน และหลังจากนั้นก็อาจพิจารณาดำเนินการเตรียมการเรื่องนี้ในระยะยาวต่อไปในอนาคต ทั้งนี้เพราะประเทศอื่นๆ ที่เข้าร่วมประชุมฯ ต่างตระหนักในความสำคัญและความจำเป็นของการแพทย์หรือการสาธารณสุขทางไกลเป็นอย่างมากในเรื่องของการติดต่อแบบ 2 ทาง (Two way communication) และเป็นการติดต่อแบบ Real time อีกทั้งหากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง กระทรวงฯก็จะอยู่ในสถานะที่ได้รับการเชิดชูบทบาทที่โดดเด่นอีกบทบาทหนึ่งในฐานะเป็นพันธกิจของกระทรวงฯ ที่จะต้องดำเนินการในฐานะกระทรวงนำร่อง ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ประสงค์จะให้หน่วยงานภาครัฐด้วยกันเองปฏิบัติภารกิจของตนแบบบูรณาการ (Integration) ซึ่งกันและกันอีกด้วย


เอกสารแนบ
เอกสารแนบ 3
เอกสารแนบ 4
เอกสารแนบ 5
เอกสารแนบ 6
เอกสารแนบ 7
เอกสารแนบ 8
เอกสารแนบ 9
เอกสารแนบ 10
เอกสารแนบ 11
เอกสารแนบ 12
เอกสารแนบ 13
เอกสารแนบ 14
เอกสารแนบ 15
เอกสารแนบ 16
เอกสารแนบ 17
เอกสารแนบ 18
เอกสารแนบ 19
เอกสารแนบ 20
เอกสารแนบ 21
เอกสารแนบ 22
เอกสารแนบ 23
เอกสารแนบ 24
เอกสารแนบ 25
เอกสารแนบ 26
เอกสารแนบ 27
เอกสารแนบ 28
เอกสารแนบ 29
เอกสารแนบ 30
เอกสารแนบ 31
เอกสารแนบ 32
เอกสารแนบ 33
เอกสารแนบ 34
เอกสารแนบ 35
เอกสารแนบ 36

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]