ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวสำนัก

    ข่าวสำนัก

จากการที่นายกอบชัย เจริญวิมลกุล ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมสนับสนุนการใช้ประโยชน์ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ซึ่งได้รับอนุมัติจากปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและได้รับการคัดเลือกจาก APT เพื่อเดินทางไปเข้าร่วมรับการฝึกอบรมหลักสูตร Space Communication ระหว่างวันที่ 3-12 มีนาคม 2551ณ ประเทศญี่ปุ่น นายกอบชัยฯ ได้สรุปรายงานผลการฝึกอบรมฯ ที่ได้รับมาดังนี้

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจาก APT ให้เข้าร่วมรับการฝึกอบรม
การฝึกอบรมครั้งนี้มีผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจาก APT ให้เข้าร่วมรับการฝึกอบรมทั้งสิ้น จำนวน 7 ประเทศได้แก่ สาธารณรัฐอัฟกานิสถาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และราชอาณาจักรไทย รายละเอียดผู้เข้าร่วมรับการฝึกอบรมฯ ปรากฏดังเอกสารแนบ 1




รายละเอียดการฝึกอบรม
การฝึกอบรมแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1 ส่วนแรก เป็นการฝึกอบรมซึ่งบรรยายให้ความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1.1 นโยบายการติดต่อสื่อสารด้านอวกาศในประเทศญี่ปุ่น
นโยบายการติดต่อสื่อสารด้านอวกาศในประเทศญี่ปุ่น บรรยายโดย Mr. KANDA Yoishi จากกระทรวงกิจการภายในและการสื่อสาร (Ministry of Internal Affairs and Communications) สาระสำคัญสรุปความได้ว่า ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เป็นลำดับ เช่น มีการใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงในพื้นที่ห่างไกล ในพื้นที่ที่เป็นภูเขาและในพื้นที่ที่เป็นชายฝั่ง เป็นต้น มีการวางระบบความปลอดภัยและเสถียรภาพของคนในสังคมอย่างเป็นรูปธรรม เช่น มีการติดต่อสื่อสารทุกหนทุกแห่งแม้แต่ในพื้นที่ที่ประสบภัยพิบัติก็ตาม รวมไปถึงการติดต่อสื่อสารช่วยเหลือจากสถานีเคลื่อนที่ดาวเทียม มีการคุ้มครองการอยู่แบบพึ่งพาตนเองให้ได้สำหรับการใช้เทคโนโลยีการติดต่อ สื่อสารด้านอวกาศ เพื่อเป็นมาตรการวางระบบสำรองสำหรับเครือข่ายภาคพื้นดิน ในขณะเดียวกัน ประเทศญี่ปุ่นยังมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้ความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระหว่างกัน เช่น มีการเฝ้าติดตามกลุ่มเมฆและฝุ่นอากาศ เป็นต้น นอกจากนั้น ประเทศญี่ปุ่นยังมีการพัฒนาการใช้ทรัพยากรที่ใช้คลื่นความถี่ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีการบูรณาการในการแบ่งปันการใช้คลื่นความถี่กับโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือการที่ดาวเทียมนำคลื่นความถี่เดิมกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น

อนึ่ง ในการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรมนั้น ผู้บรรยายได้พยายามชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการใหม่ ๆ ของญี่ปุ่นในเรื่องของดาวเทียมที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ เช่น

  • ดาวเทียม ETS-VIII (Engineering Test Satellite No.8) ซึ่งเป็นดาวเทียมที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (National Institute of Information and Communication Technology –NICT) กับองค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) และบรรษัทโทรศัพท์และโทรเลขญี่ปุ่น (Nippon Telegraph and Telephone Corporation –NTT) เพื่อทำการวิจัย การทดลองสาธิตด้วยการใช้เทคโนโลยีควบคุมหุ่นยนต์ระยะไกลเพื่อทำการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในคราวประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นดาวเทียมติดต่อสื่อสารเคลื่อนที่อีกด้วย

Engineering Test Satellite-8 (ETS-8/ETS-VIII)

  • ดาวเทียม WINDS (Wideband InterNetworking engineering test and Demonstration Satellite "KIZUNA") ซึ่งเป็นดาวเทียมอีกดวงหนึ่งที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่างสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (National Institute of Information and Communication Technology –NICT) กับองค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) เช่นกัน และเพิ่งมีการส่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมานี้เอง การให้บริการของดาวเทียมดวงนี้ใช้คลื่นความถี่ย่าน Ka band ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ภายในประเทศญี่ปุ่น ประเทศเพื่อนบ้านและเมืองต่าง ๆ ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ฮ่องกง มะนิลา กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ จาการ์ตา บังกาลอร์ เป็นต้น โดยมีพันธกิจเพื่อทำการวิจัยและพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นเครือข่ายติดต่อสื่อสารสำรองในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นแล้วเครือข่ายติดต่อสื่อสารภาคพื้นดินไม่สามารถให้บริการได้ นอกจากนี้ยังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีสารสนเทศโดยการใช้ในด้านการให้บริการทางการแพทย์แบบอยู่ที่บ้านได้อีกด้วย โดยนัยนี้หมายถึงการนำระบบการประชุมทางไกลผ่านทางกล้องวีดิทัศน์รวมตลอดไปถึงการให้บริการทางการศึกษาทางไกล เป็นต้น
  • กลุ่มดาวเทียม QZSS (Quasi-Zenith Satellite System) ซึ่งเป็นดาวเทียมอีก กลุ่มหนึ่งซึ่งมี 3 ดวงโดยจะทำมุมเอียงที่ 45 องศาอันจะทำให้ดาวเทียมดวงหนึ่งในกลุ่มอยู่ในตำแหน่งเดียวกับประเทศญี่ปุ่นตลอดเวลา โดยมีพันธกิจเพื่อทำการวิจัยและหาข้อมูลที่ต้องการพิกัดตำแหน่งได้อย่างถูกต้องแม่นยำซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันกับดาวเทียมที่ทำการพิกัดตำแหน่งของโลก (GPS)
  • ดาวเทียม EarthCARE เป็นดาวเทียมอีกดวงหนึ่งที่มีศักยภาพในการพยากรณ์ภาวะโลกร้อนและมีความสามารถในการตรวจจับกลุ่มเมฆได้ อันถือเป็นดาวเทียมสำรวจโลกซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างญี่ปุ่นกับ ESA
  • กลุ่มดาวเทียม GPM (Global Precipitation Measurement Project) ซึ่งเป็นกลุ่มดาวเทียมสำรวจโลก อันประกอบด้วยดาวเทียม 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นดาวเทียมหลักหนึ่งดวงและอีกกลุ่มหนึ่งเป็นดาวเทียมย่อยประมาณ 8 ดวงที่หน่วยงานของญี่ปุ่นคือ NICT JAXA ได้ร่วมมือกับหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาคือ NASA จัดสร้างขึ้น โดยดาวเทียมหลักจะส่งสัญญาณด้วยการใช้คลื่นความถี่ย่าน Ka-band และ Ku-band และการแผ่รังสีด้วยคลื่นไมโครเวฟ ส่วนดาวเทียมย่อยที่เหลือนั้นจะส่งสัญญาณด้วยการแผ่รังสีด้วยคลื่นไมโครเวฟ พื้นที่ที่สำรวจจะมุ่งไปที่พื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ รวมไปถึงพื้นที่ที่อยู่เหนือขึ้นไปหรือต่ำลงมาจากเส้นศูนย์สูตร
  • STICS (Satellite/Terrestrial Integrated Mobile Communication System) จะเป็นระบบของการติดต่อสื่อสารของดาวเทียมซึ่งทำงานแบบผสมผสานกับระบบติดต่อสื่อสารภาคพื้นดินในพื้นที่ชนบท พื้นที่ภูเขาและชายฝั่ง ในกรณีเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้น จะมีการนำระบบ STICS มาใช้เพื่อการติดต่อสื่อสารที่เชื่อถือได้ในข้อมูลที่เกี่ยวข้องภัยพิบัติ ตลอดจนเพื่อเป็นการติดต่อสื่อสารในภาวะเร่งด่วนด้วยดาวเทียมระหว่างผู้ได้รับข้อมูลข่าวสารรายแรกกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ


1.2 การศึกษาถึงภาวการณ์ติดต่อสื่อสารด้านอวกาศในช่วงที่ผ่านมา
การศึกษาถึงภาวการณ์ติดต่อสื่อสารด้านอวกาศในช่วงที่ผ่านมา (Recent Study of Space Communication) ซึ่งบรรยายโดย Mr. FUJINO Yoshiyuki จากสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติ (National Institute of Information and Communication Technology) สาระสำคัญพอสรุปความได้ว่า บทบาทของดาวเทียมสื่อสารเพื่อจัดการกับภัยพิบัติทางธรรมชาติได้ทวีความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากไม่อาจรอคอยให้มีการจัดตั้งองค์กรใด ๆ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวได้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการที่จะต้องนำระบบติดต่อสื่อสารกับดาวเทียมด้วยเฮลิคอปเตอร์ (Helicopter Satellite Communication System) มาใช้งาน อันเป็นการส่งและรับข้อมูลด้วยการใช้เฮลิคอปเตอร์จากพื้นที่ที่เป็นภูเขาซึ่งยากแก่การเข้าถึงข้อมูลหรือทราบสภาวการณ์ที่แท้จริงของภัยพิบัติได้ โดยที่เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวจะทำการบันทึกภาพถ่ายวีดิทัศน์เอาไว้แล้วทอดสัญญาณข้อมูลไปยังสถานีแม่ข่ายที่เป็นพาหนะเคลื่อนที่เพื่อส่งสัญญาณข้อมูลต่อขึ้นไปยังดาวเทียม จากนั้นก็ใช้ดาวเทียมที่รับสัญญาณข้อมูลมานั้นทำการถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลลงมายังสถานีแม่ข่ายประจำที่ภาคพื้นดินอีกต่อหนึ่ง

แต่วิธีนี้จะมีข้อจำกัดเรื่องระยะทางในส่วนที่เฮลิคอปเตอร์จะต้องติดต่อกับสถานีแม่ข่ายที่เป็นพาหนะเคลื่อนที่ เนื่องจากสัญญาณข้อมูลที่เฮลิคอปเตอร์จะถ่ายทอดลงมาสถานีแม่ข่ายที่เป็นพาหนะเคลื่อนที่นั้นจะต้องไม่เกิน 20-30 กิโลเมตร ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นจึงได้พัฒนาระบบติดต่อสื่อสารขึ้นมาใหม่เพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้นกับสภาพพื้นที่ที่ติดต่ออย่างยากลำบากเช่นเป็นพื้นที่ภูเขาด้วยการทำให้เฮลิคอปเตอร์สามารถทำการถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลไปยังดาวเทียมได้โดยตรง อันเป็นเทคโนโลยีใหม่และเป็นความภาคภูมิใจของญี่ปุ่นที่สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ในเรื่องของการถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลซึ่งจะต้องทำการส่งสัญญาณข้อมูลผ่านใบพัดที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาไปยังดาวเทียม จากนั้นก็ให้ดาวเทียมดวงนี้ถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลไปยังสถานีแม่ข่ายประจำที่อีกต่อหนึ่ง วิธีการนี้ยังไม่มีชาติใดคิดค้นขึ้นได้มาก่อน

1.3 การสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมที่อยู่ในพื้นที่ชนบทโดยการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม
การสร้างเครือข่ายโทรคมนาคมที่อยู่ในพื้นที่ชนบทโดยการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม (Construction of Rural Telecommunication Network utilizing Satellite) ซึ่งบรรยายโดย Mr. UMEZAWA Yuki จากบรรษัท KDDI (KDDI Corporation) สาระสำคัญสรุปความได้ว่า รูปแบบเครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมโดยทั่วไปนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบ ดังนี้

1.3.1 แบบ Trunk Line คือเป็นกรณีของการเดินท่อขนาดใหญ่ไปยังพื้นที่ต่าง ๆ อันถือเป็นเครือข่ายสำคัญหลักของประเทศ (National Backbone Network) กรณีนี้จะเป็นการเดินสายที่มีระยะทางยาวไกล

1.3.2 แบบ Middle Line คือเป็นกรณีของการเชื่อมต่อประสานกันระหว่างผู้ให้บริการแบบ Trunk Line กับผู้ให้บริการแบบ Access Line กรณีนี้จะเป็นการเดินสายที่มีระยะทางยาวปานกลาง

1.3.3 แบบ Access Line คือเป็นกรณีของการเดินสายเพื่อเชื่อมต่อช่วงสุดท้ายซึ่งมีระยะทางสั้น ๆ ระหว่างผู้ให้บริการด้านการติดต่อสื่อสารกับประชาชนที่เป็นลูกค้า

โดยนัยนี้ ผู้บรรยายได้ให้มุมมองว่ารูปแบบของผู้ให้บริการนั้นอาจแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ คือ

    ก. รูปแบบของผู้ให้บริการที่ทำการให้บริการเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น กล่าวคือ Trunk Line ก็เป็นผู้ให้บริการรายหนึ่ง ส่วน Middle Line ก็เป็นผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง และ Access Line ก็เป็นผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง
    ข. รูปแบบของผู้ให้บริการที่ทำการให้บริการแบบ 2 อย่างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ Trunk Line กับ Middle Line เป็นผู้ให้บริการรายเดียวกัน ส่วน Access Line ก็เป็นผู้ให้บริการอีกรายหนึ่ง
    ค. รูปแบบของผู้ให้บริการที่ทำการให้บริการทั้ง 3 อย่างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ Trunk Line, Middle Line และ Access Line เป็นผู้ให้บริการรายเดียว
อนึ่ง ในแง่นี้ ผู้บรรยายก็ได้ชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมเองในปัจจุบันก็มีทั้งแบบมีสาย (Wired) กับแบบไร้สาย (Wireless) ซึ่งยังประโยชน์ต่อการปรึกษาหารือทางไกล (Tele-Consulting) ในเกาะอมามิของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2001 การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) แบบไร้สายในพื้นที่ชนบทของเปรูในปี 2003 หรือการแพทย์ทางไกลในจังหวัดฮาตินของเวียดนามในปี 2003 หรือการศึกษาทางไกลที่เกาะลอมบ็อกของอินโดนีเซียในปี 2004 รวมไปถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ของกัมพูชาในปี 2005 หรือโครงการนำร่องการเรียนรู้แบบอิเล็กทรอนิกส์ในฟิลิปปินส์ในปี 2006 เป็นต้น


ภาพจาก http://www.geocities.com/Athens/Parthenon/2686/networking.htm

1.4 การใช้ประโยชน์จากดาวเทียมเพื่อการศึกษา
การใช้ประโยชน์จากดาวเทียมเพื่อการศึกษา (Satellite Application for Education) ซึ่งบรรยายโดย Prof. Dr.KONDO Kimio จากสถาบันการศึกษาสื่อผสมแห่งชาติ (National Institute of Multimedia Education) สาระสำคัญพอสรุปความได้ว่า การร่วมมือกันในกิจกรรมเชิงสังคมก่อให้เกิดการรวมตัวและระดมสมองเพื่อช่วยเหลือกัน มีการปฏิสัมพันธ์กันถึงแม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง อันก่อให้เกิดความเข้าใจและร่วมมือช่วยเหลือกันโดยเฉพาะในด้านการศึกษา เช่น สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งอาจจะขาดผู้บรรยายที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ซึ่งก็ไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป เพราะการร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยสถาบันการศึกษาอีกแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้บรรยายที่เชี่ยวชาญในสาขาวิชานั้นโดยเฉพาะได้เข้ามาเกื้อหนุนโดยใช้ระบบการประชุมผ่านทางวีดิทัศน์ กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งซึ่งไม่มีผู้บรรยายที่เชี่ยวชาญประจำอยู่โดยเฉพาะ ก็สามารถที่จะเปิดหลักสูตรสาขาวิชานั้น ๆ ได้โดยอาศัยความร่วมมือ ช่วยเหลือกันระหว่างสถาบันกับสถาบันโดยใช้เทคโนโลยีจากดาวเทียมเข้ามาช่วย อันก่อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน มีการแสดงออกทางสีหน้า ภาษากายและมีเสียงโต้ตอบกันเสมือนได้มีการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวในห้องเรียน และเป็นเหตุให้เกิดมหาวิทยาลัยเสมือนจริง (Virtual University) โดยผ่านระบบความร่วมมือช่วยเหลือกัน

1.5 แนวโน้มล่าสุดในการทำงานของการแพทย์ทางไกลในพื้นที่ที่ห่างไกลกับสถานการณ์ที่มีภัยพิบัติ
แนวโน้มล่าสุดในการทำงานของการแพทย์ทางไกลในพื้นที่ที่ห่างไกลกับสถานการณ์ที่มีภัยพิบัติ (The recent trend to perform telemedicine in isolated area and disaster situation) ซึ่งบรรยายโดย Prof. Dr. NAKAJIMA Isao จากมหาวิทยาลัยโตไก (Tokai University) และเป็นผู้ช่วยสรุปรายงานการประชุมด้านสารธารณสุขอิเล็กทรอนิกส์ของ ITU (Vice President for e-Health of ITU-D) สาระสำคัญพอสรุปความได้ว่า หลักสูตรการอบรมผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ทางไกลได้เริ่มต้นขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union-ITU) กับมหาวิทยาลัยโตไกของญี่ปุ่นโดยเสนอโอกาสอันดีเลิศให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขและการแพทย์จากประเทศกำลังพัฒนาเพื่อความรู้ความเข้าใจในแนวโน้มและเทคโนโลยีล่าสุดในด้านการแพทย์และสาธารณสุขอิเล็กทรอนิกส์ อันเป็นจุดเริ่มต้นในการเปิดตัวให้รู้จักการแพทย์ในประเทศกำลังพัฒนา โดยนัยนี้หมายความว่าได้มีการใช้ระบบติดต่อสื่อสารเพื่อการปรึกษาหารือผ่านทางเครือข่ายสื่อสารของโลกหรือที่เรียกว่าอินเทอร์เน็ตได้ เช่น แพทย์สามารถที่ตรวจคนไข้ได้ที่บ้านของคนไข้เอง หรือแพทย์สามารถที่จะขอความเห็นในทางปรึกษาหารือจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านได้ เป็นต้น นอกจากนี้ APT เองก็มีการจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการด้านการแพทย์ทางไกลหลายกิจกรรมด้วยกัน เช่น ครั้งแรกที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อเดือนตุลาคม 2545

ครั้งที่สองที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2547
ครั้งที่สามที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนมกราคม 2548
ครั้งที่สี่ที่กรุงราวัลปินดี ประเทศปากีสถาน เมื่อเดือนมกราคม 2549
ครั้งที่ห้าที่เชียงใหม่ ประเทศไทย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้น

2 ส่วนที่สอง เป็นการนำเสนอ Country Report ของผู้เข้าร่วมรับการอบรมแต่ละประเทศซึ่งประกอบด้วย 7 ประเทศ อันได้แก่ สาธารณรัฐอัฟกานิสถาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และราชอาณาจักรไทย สาระสำคัญของ Country Report ของประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมรับการอบรมฯ ต่างก็รายงานความก้าวหน้ากิจการโทรคมนาคมและกิจการอวกาศเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของประเทศตนซึ่งสรุปความที่น่าสนใจได้ดังนี้

2.1 สาธารณรัฐอัฟกานิสถาน
  • เพิ่งเริ่มนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งชาติและโทรคมนาคมแห่งชาติเมื่อปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546)
  • ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลเรื่องกฎระเบียบด้านโทรคมนาคมเฉพาะกิจ (Telecom Regulatory Board-TRB) ขึ้นแล้วเพื่อทำหน้าที่ออกใบอนุญาตให้อย่างโปร่งใส
  • ได้มีการจัดตั้งกรมวางแผนบริหารจัดการคลื่นความถี่วิทยุขึ้นแล้ว
  • ได้มีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้าน ICT ไปแล้วหลายจังหวัด
  • กำลังจะมีการผ่านกฎหมายเกี่ยวกับโทรคมนาคมในช่วงเวลาอีก 3 เดือนข้างหน้านี้
  • ได้มีการให้บริการด้านโทรคมนาคมไปแล้วประมาณ 15% และได้มีการออกใบอนุญาตเพื่อให้บริการมือถือระบบ GSM ไปแล้วจำนวน 2 ราย และจะจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ CDMA อย่างเต็มรูปแบบใน 34 จังหวัด รวมทั้งได้มีการเครือข่ายสื่อสารที่เป็นไฟเบอร์ออฟติค(Obtical Fibre) อันเป็นเครือข่ายหลักของประเทศไปแล้วกว่า 3,100 กิโลเมตร
  • ที่สำคัญคือได้มีการวางเครือข่ายสื่อสารด้านดาวเทียมไปแล้ว 34 จังหวัด และอยู่ในระหว่างการวางระบบเครือข่ายสื่อสารด้านดาวเทียมไปยังอำเภอต่าง ๆ อีกจำนวน 355 อำเภอ มีการตั้งสถานี แม่ข่ายภาคพื้นดินแล้วที่กรุงคาบูล รายละเอียดตามเอกสารแนบ 2

ภาพจาก http://honors.rit.edu/amitraywiki/index.php/User:Ens3401

2.2 สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ
  • ได้มีการจัดตั้งกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม (Ministry of Post and Telecommunication –MOPT) เพื่อวางนโยบายสำหรับธุรกิจด้านโทรคมนาคมของประเทศ
  • ได้มีการออกพระราชบัญญัติด้านโทรคมนาคม ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประกันการเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง เท่าเทียมและประชาชนสามารถใช้บริการอินเทอร์เน็ตได้ในราคาที่สมเหตุสมผลและมากเท่าที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และในเวลาต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลกฎระเบียบด้านโทรคมนาคมของบังกลาเทศ (Bangladesh Telecommunication Regulatory Commission –BTRC) ขึ้น
  • ในปี ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545) ได้มีการวางนโยบายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารขึ้น โดยมุ่งหมายที่จะสร้างชาติให้ขับเคลื่อนไปด้วย ICT ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยสังคมแห่งการเรียนรู้ให้ได้ในปี ค.ศ. 2006 ( พ.ศ. 2549)
  • ในปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคมของบังกลาเทศก็ได้เริ่มต้นเปิดเสรีด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศขึ้น ระบบการให้บริการโทรคมนาคมทางไกลระหว่างประเทศก็ได้ถือกำเนิดขึ้น อันเป็นผลให้เกิดผู้ประกอบการซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจโทรศัพท์จำนวนหลายราย ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบการด้านการเชื่อมต่อเครือข่ายในประเทศ (National Level Interconnection) จำนวน 2 ราย และอีกหนึ่งรายสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตเพื่อประกอบการด้านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศ (International Internet Connectivity)
  • นอกจากนั้น บังกลาเทศได้เห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลง อีกทั้งจะเป็นการประกันความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและเท่าเทียมของคนในชาติโดยการส่งเสริมการใช้ประโยชน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นวิธีการใช้สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศน์วิทยาและทรัพยากรอย่างยั่งยืน จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสียใหม่เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อดูแลงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รายละเอียดตามเอกสารแนบ 3
2.3 สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิ
  • มีกระทรวงการสื่อสาร (Ministry of Communication) ที่เป็นผู้ดูแลการกำหนดกฎระเบียบด้านโทรคมนาคมของประเทศ รวมถึงการให้ใบประกาศนียบัตร การตรวจจับ การให้ใบอนุญาตคลื่นความถี่วิทยุ
  • ได้มีการวางรูปแบบการรวมตัวกันของบริษัทต่าง ๆ ที่ประกอบการด้านโทรคมนาคมระหว่างประเทศขึ้นโดยรัฐบาลที่เรียกว่า ATH ซึ่งย่อมาจาก Amalgamated Telecom Holdings อันประกอบด้วยบริษัท Telecom Fiji, Vodafone Fiji และ Connect Fiji โดยสามารถมีสิทธิถือหุ้นได้ 51 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์ในประเทศและบริการระบบ PSTN รายเดียวของประเทศอีกด้วย
  • ระบบการติดต่อสื่อสารทั่วทั้งประเทศเป็นไฟเบอร์ออฟติคและไมโครเวฟ
  • ระบบเครือข่ายโทรศัพท์เป็นแบบดิจิตอลทั้งหมดซึ่งสามารถรองรับระบบเทคโนโลยีที่เรียกว่า PDH และ SDH
  • มีการให้บริการรองรับดาวเทียม VSAT โดยจัดให้มีระบบติดต่อสื่อสารด้วยโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงไปยังพื้นที่ห่างไกลแล้ว ปัจจุบันมีการติดตั้งไปแล้วจำนวน 150 ราย รายละเอียดตามเอกสารแนบ 4
2.4 สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
  • มีกฎระเบียบกี่ยวกับโทรคมนาคม กฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารจัดการคลื่นความถี่แล้ว
  • มีการให้บริการอินเทอร์เน็ต การติดต่อธนาคารทางอินเทอร์เน็ต (Internet Banking) การติดต่อสื่อสารระบบเซลลูล่าร์ 3G, GSM และ CDMA
  • การติดต่อสื่อสารอวกาศได้มีผู้ประกอบการในด้านนี้มาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ และมีดาวเทียมเป็นของตนเองแล้วทั้งหมดจำนวน 7 ดวงคือ Palapa 1-2 (2 ดวง), Garuda (1 ดวง), Telkom 1-3 (3 ดวง) และ Chakrawata (1 ดวง ) ส่วนดาวเทียมที่ได้รับอนุญาตและอยู่ในความร่วมมือกับชาติอื่นมีทั้งหมด 20 ดวง
  • ได้มีการประสานงานความร่วมมือในด้านการติดต่อสื่อสารอวกาศทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี รายละเอียดตามเอกสารแนบ 5

ดาวเทียม MEASAT-3

2.5 มาเลเซีย
  • ได้มีผู้ประกอบการดาวเทียมเชิงพาณิชย์ที่ได้รับอนุญาตในขณะนี้มีอยู่เพียงรายเดียว
  • มีดาวเทียมที่ปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้จำนวน 3 ดวง (คือ MEASAT-1, MEASAT-2, MEASAT-3) ดาวเทียมดวงที่ 4 (MEASAT-3a) อยู่ในระหว่างการจัดสร้างเพื่อเพิ่มศักยภาพและจัดให้อยู่ในวงโคจรเดียวกันในอนาคต
  • ขณะนี้กำลังมีการขยายเครือข่ายไปยังแอฟริกาด้วยดาวเทียม MEASAT-1 ด้วยการย้ายตำแหน่งไปที่ 46 องศาตะวันออกและเตรียมการไว้ว่าจะส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปวางไว้ที่ตำแหน่ง 5.7 องศาตะวันออกหรือ 46 องศาตะวันออก
  • ดาวเทียมสื่อสาร MEASAT เป็นดาวเทียมที่รองรับการติดต่อสื่อสารได้ในหลายมิติ เช่น รองรับระบบบริการ GSM ใช้ประโยชน์ในสถานีบริการเติมน้ำมันรถยนต์ ที่ตั้งขุดเหมืองแร่ การเชื่อมต่อไปยังชุมชนที่ห่างไกล รองรับเครือข่ายสื่อสารด้านการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย (เครือข่ายการศึกษาทางไกลที่เป็นสาขาของมหาวิทยาลัย) แพร่ภาพทางทีวี การนำเสนอข่าวสาร เป็น IP Backbone ตลอดจนเป็นการให้บริการโทรทัศน์ส่งตรงถึงบ้าน (Direct-to-Home Television Services) เป็นต้น รายละเอียดตามเอกสารแนบ 6
2.6 สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา
  • มีคณะกรรมการกำหนดกฎระเบียบโทรคมนาคมของศรีลังกา (Telecommunications Regulatory Commission of Sri Lanka –TRCSL) เพื่อกำกับดูแลการให้บริการของภาคเอกชน
  • จำนวนผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายของศรีลังกาซึ่งสามารถแยกเป็นประเภทได้ดังนี้
    ก. บริการโทรศัพท์พื้นฐานจำนวน 4 ราย
    ข. บริการเคลื่อนที่แบบเซลูล่าร์จำนวน 5 ราย
    ค. บริการการติดต่อสื่อสารข้อมูลด้วยอินเทอร์เน็ตจำนวน 25 ราย
    ง. บริการวิทยุติดตามตัวเคลื่อนที่จำนวน 2 ราย
    จ. บริการโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญจำนวน 1 ราย
    ฉ. บริการเชื่อมต่อต่างประเทศจำนวน 33 ราย
  • ปัจจุบัน สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกายังไม่มีดาวเทียมเป็นของตนเอง
  • แนวโน้มในอนาคต ตั้งเป้าที่จะส่งดาวเทียมสักดวงหนึ่งขึ้นไปในอวกาศ รวมถึงการจัดตั้งเครือข่ายการติดต่อสื่อสารหลักแห่งชาติด้วยไฟเบอร์ออฟติค (National Fiber Optic Backbone) และการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยการให้ความสำคัญ ICT เป็นลำดับแรก รายละเอียดตามเอกสารแนบ 7

ดาวเทียม ไทยคม-4

2.7 ราชอาณาจักรไทย
  • มีการนำเสนอพัฒนาการความก้าวหน้าระบบติดต่อสื่อสารด้านอวกาศของไทยซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ ตั้งแต่ดาวเทียมไทยคม 1- ไทยคม-2 ไทยคม-3 ไทยคม-4 (ไอพีสตาร์) และไทยคม-5 (ซึ่งส่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2549 เพื่อแทนที่ดาวเทียมไทย-3 ซึ่งใช้การไม่ได้แล้วและได้มีการดีดตัวออกไปจากวงโคจรแล้ว)
  • มีการนำเสนอรายละเอียดการประยุกต์ใช้ประโยชน์ การให้บริการจากดาวเทียม และพื้นที่ที่ครอบคลุมการให้บริการของดาวเทียมสื่อสารไทยคม-4(ไอพีสตาร์) ซึ่งถือว่าเป็นดาวเทียมสื่อสารที่มี ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้และมีบทบาทอย่างสำคัญในยุคของการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วสูงในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านการศึกษาทางไกล ด้านการแพทย์ อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ฯลฯ
  • มีการสรุปสถานะปัจจุบันของดาวเทียมติดต่อสื่อสารของไทย รวมทั้งดาวเทียมเอนกประสงค์ขนาดเล็ก (SMMS) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือพหุภาคีของกลุ่มประเทศเอเชีย-แปซิฟิก (ระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี มองโกเลีย ปากีสถานและราชอาณาจักรไทย) โดยมีวัตถุประสงค์ด้านการศึกษาและการวิจัย
  • มีการนำเสนอแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของไทย (Guideline for Space Affairs Development) โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองเป็นผู้นำในการสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ด้านพัฒนาและวิจัย (R&D) ตลอดจนได้มีการนำเสนอวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ในการที่บรรลุเป้าหมาย รวมถึงการนำเสนอสถานะปัจจุบันของแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของไทยอีกด้วย รายละเอียดตามเอกสารแนบ 8
กล่าวโดยสรุป ผู้แทนประเทศที่นำเสนอ Country Report ในการเข้าร่วมรับการอบรมฯ ครั้งนี้ ปรากฏว่าต่างฝ่ายต่างก็พยายามนำเสนอพัฒนาการระบบการติดต่อสื่อสารของตนเองให้มีความก้าวหน้าและหลากหลายช่องทาง แต่ในด้านการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารด้วยดาวเทียมต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้น จึงทำให้บางประเทศยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารด้วยดาวเทียม สำหรับประเทศที่มีการพัฒนาระบบติดต่อสื่อสารโดยมีดาวเทียมเป็นของตนเองแล้วมีจำนวน 3 ประเทศ คือ ประเทศไทย มาเลเซียและสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ส่วนอีก 4 ประเทศที่เหลือได้แก่ สาธารณรัฐอัฟกานิสถาน สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ สาธารณรัฐหมู่เกาะฟิจิและสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา ยังไม่มีดาวเทียมเป็นของตนเองในขณะนี้

3 ส่วนที่สาม เป็นการพาไปเยี่ยมชมงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมที่สำคัญ 2 แห่ง ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

3.1 NEC Corporation


NEC Corporation มีสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาในญี่ปุ่นจำนวน 70 แห่ง มีโรงงานทั้งหมดจำนวน 4 แห่ง สำหรับสำนักงานในต่างประเทศจำนวน 15 แห่งใน 13 ประเทศ โดยเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการติดต่อสื่อสารทั้งในด้านการผลิตและให้บริการ ดังนี้

3.1.1 ด้านการผลิตได้แก่ การผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตคอมพิวเตอร์ที่เป็น Mainframe คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) เป็นผู้สร้างสถานีดาวเทียมติดต่อสื่อสารภาคพื้นดินของสวิสเซอร์แลนด์ ฯลฯ

3.1.2 ด้านการให้บริการ ได้แก่

    ก. IT/Network Solutions Business ซึ่งให้บริการด้านบูรณาการระบบ (System Integration) สามารถให้บริการรองรับคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายประเภท (Computer Platform) ระบบเครือข่ายติดต่อสื่อสาร (Network System) และระบบโครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (Social Infrastructure) เป็นต้น
    ข. Mobile/Personal Solutions Business ซึ่งให้บริการด้านการให้คำปรึกษาหารือเกี่ยวกับการใช้งานของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น
นอกจากนั้น ได้มีการพาเข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่ปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ประกอบชิ้นส่วนของดาวเทียม ตลอดจนพาชมอุปกรณ์ที่เป็นตัวภาครับและขยายสัญญาณดาวเทียม ฯลฯ เป็นต้น



3.2 องค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น
องค์กรสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (Japan Aerospace Exploration Agency-JAXA) ซึ่งเป็นศูนย์ควบคุมอวกาศที่เมืองซูคูบา (Tsukuba Space Center –TKSC) โดยได้มีการแนะนำโครงสร้างองค์กรของ JAXA ว่าแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ก. ส่วนประสานนโยบาย ข. ส่วนบริหารงานทั่วไป ค. ส่วนบริหารงานวิชาการ

องค์กรนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1972(พ.ศ. 2515) ตั้งอยู่ที่เมืองวิทยาศาสตร์ ซูคูบา (Tsukuba Science City) มีพื้นที่ประมาณ 530,000 ตารางเมตร มีบุคลากรที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำจำนวน 763 คนและที่เป็นผู้รับเหมางานอีกจำนวน 872 คน ศูนย์ที่พาไปดูงานครั้งนี้จัดว่าเป็นศูนย์ภาคสนามที่ใหญ่ที่สุดของ JAXA

บทบาทและหน้าที่ของ JAXA คือ

    ก. ส่งเสริมโครงการพัฒนาอวกาศและการใช้ประโยชน์อวกาศ เช่น จัดส่งยานอวกาศและดาวเทียม ส่งเสริมโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station –ISS) ฯลฯ เป็นต้น
    ข. ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศชั้นสูงและเชื่อถือได้
    ค. ทำการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศสำหรับมนุษย์
    ง. ทำการฝึกอบรมมนุษย์อวกาศ
    จ. ทำการทดสอบประสิทธิภาพของดาวเทียมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของยานอวกาศที่เป็นพาหนะนำดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศ
    ฉ. ทำการติดตามตรวจหาการโคจรดาวเทียมที่ JAXA เป็นผู้สร้างขึ้น


การพัฒนาดาวเทียมที่สำคัญเมื่อไม่นานมานี้มี 2 ดวงคือ

    ก. ดาวเทียม KIZUNA หรือ WINDS ซึ่งเป็นดาวเทียมที่จัดให้มีการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตด้วยความเร็วสูง (155 Mbps สำหรับผู้ใช้ตามบ้าน และ 1.2 Gbps สำหรับภาคธุรกิจ) มีรัศมีครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยได้มีการส่งขึ้นไปในอวกาศเป็นผลสำเร็จเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ผ่านมานี้เอง
    ข. ดาวเทียม GOSAT ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจโลกหรือสำรวจด้านสิ่งแวดล้อม เช่น สำรวจความหนาแน่นของภาวะเรือนกระจก (Greenhouse Gases) โดยได้มีการประมาณการไว้ว่าจะสามารถจัดส่งขึ้นไปในอวกาศได้ประมาณฤดูหนาวของปี 2552
นอกจากนั้น ได้มีการพาเข้าเยี่ยมชมแบบจำลอง (Model) ของดาวเทียมต่าง ๆ รวมไปถึงการพาเข้าเยี่ยมชมสถานที่ที่ทำการทดสอบภาวการณ์สั่นสะเทือน (Vibration Test) ของดาวเทียมหลังจากที่สร้างแล้วเสร็จ จากนั้น ก็ได้พาเข้าเยี่ยมชมแบบจำลอง (Model) ของดาวเทียม GOSAT และดาวเทียม GOSAT ที่จะส่งจริง (GOSAT Flight Module) ตลอดจนได้พาเข้าเยี่ยมชมอาคารสถานที่ที่เป็นส่วนควบคุมสถานีอวกาศนานาชาติซึ่งสามารถควบคุม Module ได้บางส่วนอีกด้วย


ข้อคิดเห็นของสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ
การเข้าร่วมรับการฝึกอบรมฯ ครั้งนี้นับว่าได้ประโยชน์มาก ไม่เพียงแต่ได้เรียนรู้พัฒนาการและความก้าวหน้าด้านกิจการอวกาศของประเทศชั้นนำและบุกเบิกด้านกิจการอวกาศอย่างประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นการทราบถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านกิจการอวกาศของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอีกด้วย อันจะทำให้ประเทศไทยได้แนวคิด วิธีการและรูปแบบในการที่จะนำมาปรับปรุงกิจการอวกาศของชาติให้มีก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ

ในทำนองเดียวกัน การนำเสนอโครงสร้างสำนักกิจการอวกาศของไทยและแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของไทยต่อที่ประชุมนั้น ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมากจากสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ และสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา โดยเฉพาะผู้แทนจากสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาจะขอมาเยี่ยมสำนักกิจการอวกาศของไทยในภายหน้าเพื่อไปพัฒนาและปรับปรุงองค์กรกิจการอวกาศของตนเอง และถ้าหากเป็นไปได้ก็จะขอแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศของไทยไปศึกษาเพื่อพัฒนาแนวทางกิจการอวกาศของศรีลังกาในอนาคต

ดังนั้น หากมีการจัดฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวขึ้นอีกและได้มีการเชิญประเทศไทยเพื่อส่งผู้แทนเข้ารับการคัดเลือกเข้ารับการฝึกอบรมฯ ก็เห็นสมควรที่จะจัดส่งบุคลากรของไทยที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศเข้าร่วมรับการฝึกอบรมฯ ในลักษณะเดียวกันนี้อีก อันเป็นการติดตามความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศอื่น ๆ และความรุดหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นการสร้างความตื่นตัวในแวดวงกิจการอวกาศของไทยให้ก้าวทันประเทศอื่น ๆ รวมไปถึงการแสดงศักยภาพของไทยที่มุ่งมั่นและผลักดันกิจการอวกาศของชาติให้ก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาอารยประเทศต่อไป


เอกสารแนบ
เอกสารแนบ 1
เอกสารแนบ 2
เอกสารแนบ 3
เอกสารแนบ 4
เอกสารแนบ 5
เอกสารแนบ 6
เอกสารแนบ 7
เอกสารแนบ 8

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]