ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวสำนัก

    ข่าวสำนัก

การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง "โครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคมของประเทศไทย" จัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2551 ณ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จ.นนทบุรี และ จ.ชลบุรี สามารถสรุปสาระสำคัญของการสัมมนาได้ดังนี้

ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีโครงข่ายพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง เนื่องจากการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในหลายด้าน ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ การสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งในประเทศและต่างประเทศ การสื่อสารโดยระบบ Internet การสื่อสารระบบเคเบิ้ล เป็นต้น ในการเยี่ยมชมสถานีส่งสัญญาณดาวเทียมดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

1. เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียมทั้งภายในและระหว่างประเทศในรูปแบบต่างๆ
2. เพื่อเสริมสร้างพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของผู้เข้ารับการสัมมนาในเรื่องการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศด้านการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ
3. เพื่อพัฒนาระดับความรู้ความสามารถของบุคคลากรในการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อสารผ่านดาวเทียมในงานและภารกิจที่ต้องปฏิบัติทั้งในปัจจุบันและอนาคต
4. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาตระหนักและเห็นความสำคัญของพัฒนาระบบโครงข่ายเทคโนโลยีด้านการสื่อสารในการพัฒนาประเทศ

หัวข้อการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ
1. รูปแบบ/ลักษณะโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศในปัจจุบัน
2. ระบบโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม
3. สถานีดาวเทียมและพื้นที่การให้บริการ
4. รูปแบบและความหลากหลายของการให้บริการในปัจจุบัน


1. รูปแบบ/ลักษณะโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศในปัจจุบัน
ปัจจุบันความต้องการวงจรการสื่อสารเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมเพียงพอกับความต้องการของผู้ใช้บริการ จึงได้มีการออกแบบระบบเคเบิ้ลใต้น้ำให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับปริมาณการจราจร (Traffic) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากใช้ระบบเก่าซึ่งเป็นเทคโนโลยีเคเบิ้ลชนิดแกนร่วม (Coaxial technology) และเป็นระบบอานาล็อก (analog) การเพิ่มขนาดของระบบทำให้เกิดความยุ่งยากในด้านความแน่นอนและการบำรุงรักษาเพราะเมื่อขนาด (capacity) ของระบบใหญ่ขึ้น จะส่งผลให้ขนาดของเคเบิ้ลใหญ่และแถบความถี่ของระบบ (system frequency band width) กว้างมากขึ้นทำให้สัญญาณในสายเคเบิ้ลถูกลดทอน (attenuation) ลงกว่าเดิมและระยะทางระหว่างตัวทวนสัญญาณ (Repeater Spacing) จะลดลงด้วย จากข้อจำกัดดังกล่าวจึงได้มีการค้นคว้าเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับระบบเคเบิ้ลใต้น้ำเพื่อปรับปรุงระบบฯ ให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ สะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และประหยัด ระบบเคเบิ้ลใต้น้ำชนิดใหม่ที่วงการโทรคมนาคมระหว่างประเทศกำลังตื่นตัวทั่วโลกคือ "ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ"

ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำเริ่มใช้งานปีพ.ศ. 2531-2533 บริเวณมหาสมุทรแอตแอนติก ทะเลเหนือและมหาสมุทรแปซิฟิค โดยใช้เคเบิ้ลใยแก้วชนิด Single-mode fiber มีความยาวคลื่นขนาด 1.3 ไมครอน (1.3 micrometer) ทำจากใยแก้วซิลิคอนที่บริสุทธิ์มาก (highly-pure silicone glass fiber) มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.1- 0.15 มิลลิเมตร ซึ่งใยแก้วนี้ทำหน้าที่เหมือนท่อนำคลื่น (waveguide) ให้กับคลื่นแสงโดยใช้หลักการสะท้อนแสงในขอบเขตของใยแก้วด้วยระบบดิจิตอล (digital system)

จากการเปรียบเทียบระบบเคเบิ้ลใต้น้ำชนิดแกนร่วมกับระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ พบว่าระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำมีข้อดีกว่าระบบเคเบิ้ลใต้น้ำชนิดแกนร่วม ดังนี้

  • ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำสามารถรับ-ส่ง สัญญาณได้ในแถบความถี่ที่กว้างกว่า
  • ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำสามารถรับ-ส่งข้อมูลที่อัตราเร็วกว่าเคเบิ้ลชนิดแกนร่วม
  • ระยะทางระหว่างตัวทวนสัญญาณ (Repeater spacing) ของเคเบิ้ลใยแก้วมากกว่า
  • ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำราคาต่อวงจรต่ำกว่าและมีน้ำหนักเบา
เมื่อพิจารณาลักษณะการทำงานของระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ สัญญาณไฟฟ้าแบบดิจิตอลจะถูก modulate เข้ากับแหล่งกำเนิดแสงในที่นี้อาจเป็นเลเซอร์ไดโอดชนิด ILD (Injection Laser Diode) หรือ LED ( Light Emitting Diode) ก็ได้ สัญญาณที่ออกมาจะเป็นสัญญาณแสงซึ่งจะถูกส่งผ่านไปตามเคเบิ้ล ใยแก้วระยะหนึ่งจนถึงตัวทวนสัญญาณ สัญญาณก็จะถูกเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า (electrical signal) โดยใช้โฟโต้ไกโกชนิด PIN หรือ APD (Avalanche photo diode) สัญญาณไฟฟ้านี้ก็จะถูกนำมาขยายและกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าใหม่ (regenerate) ใยแก้วจะเปลี่ยนเป็นสัญญาณแสง (optical signal) โดยถูก modulate กับแหล่งกำเนิดแสงอีกครั้งหนึ่งและผ่านเคเบิ้ลใยแก้วจนถึงปลายทาง (distant terminal) กับปลายทางสัญญาณแสงก็จะถูกเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้า เพื่อต่อเข้าชุมสายต่อไปลักษณะการทำงานนี้จะเป็นเช่นเดียวกันทั้งด้านรับและส่ง

สำหรับการจ่ายไฟเลี้ยงให้กับตัวทวนสัญญาณระบบการจ่ายไฟจะป้อนกระแสไฟตรงที่มีค่ากระแสไฟคงที่ผ่านตัวนำโลหะ (ทองแดง) ในสายเคเบิ้ลและครบวงจรด้วยระบบพื้นทะเล (Ocean Ground) ที่ปลายทางทั้ง 2 ด้าน ซึ่งมีลักษณะของระบบจ่ายไฟเลี้ยงเหมือนกับระบบเคเบิ้ลใต้น้ำแกนร่วมโดยที่ประเทศไทยมีการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำภายใต้ความร่วมมือกับต่างประเทศดังนี้

ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ
โดยความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและต่างประเทศ (International Submarine Cable Systems) ซึ่งบมจ.กสท. โทรคมนาคม ได้ร่วมลงทุน/ก่อสร้างระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำต่างๆ ได้แก่

1) ระบบเคเบิ้ลที่มีจุดขึ้นบกที่ประเทศไทย
  • TVH
  • APCN (Asia Pacific Cable Network )
  • FLAG
  • SEA-ME-WE 3 (South East Asia – Middle East- Western Europe 3)
  • TIS
  • SEA-ME-WE 4
  • AAG ( อยู่ระหว่างการก่อสร้าง )

ภาพที่ 1 แสดงระบบ TVH Cable

TVH Cable เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ ไทย-เวียดนาม-ฮ่องกง (T-V-H) เชื่อมโยงระหว่างไทย-เวียดนาม-ฮ่องกง มีความยาว 3, 400 กิโลเมตร หรือประมาณ 1,835.85 ไมล์ทะเล (Nautical Mile) เป็นระบบ PDH ขนาด 560 Mbps. หรือ มีจำนวนช่องสัญญาณ 15, 120 วงจร เริ่มใช้งาน ธันวาคม 2538


ภาพที่ 2 แสดงระบบ APCN (Asia Pacific Cable Network)

APCN (Asia Pacific Cable Network) เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ เชื่อมโยงระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ มีความยาว 12, 000 กิโลเมตร หรือ ประมาณ 6, 480 ไมล์ทะเล (Nautical Mile) เป็น ระบบ SDH ขนาด 5 Gbps. หรือมีจำนวนช่องสัญญาณ 60,480 วงจรโดยใช้เทคโนโลยี Optical Amplifier (OA) เริ่มใช้งาน ธันวาคม 2539


ภาพที่ 3 แสดงระบบ FLAG EURO-ASIA

FLAG EURO-ASIA เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำของบริษัท Reliance Group มีระยะทางประมาณ 28,000 กิโลเมตร จะเชื่อมโยง 12 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สเปน อิตาลี อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย มาเลเซีย ไทย ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และประเทศญี่ปุ่น มีจุดขึ้นบกที่ จ.สตูล และ จ. สงขลา ระบบนี้ใช้เทคโนโลยี OA และ SDH เช่นเดียวกับข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำ APCN เริ่มใช้งาน พฤศจิกายน 2540


ภาพที่ 4 แสดงระบบ SEA-ME-WE 3

SEA-ME-WE 3 (South East Asia-Middle East-Western Europe 3) เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียเข้าด้วยกันกว่า 30 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส โปรตุเกส โมร็อกโก อิตาลี กรีซ ตุรกี ไซปรัส อียิปต์ จีบูติ ซาอุดิอาระเบีย โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเชีย ออสเตรเลีย บรูไน เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเก๊า ฮ่องกง จีน ไต้หวัน เกาหลีและญี่ปุ่น ใช้เทคโนโลยี WDM (Wavelength Division Multiplex) ขนาด 10 Gbps หรือ มีจำนวนช่องสัญญาณ 120,960 วงจร และสามารถพัฒนาได้สูงถึง 20 Gbps หรือมีจำนวนช่องสัญญาณ 241,920 วงจร โดยประเทศไทยมีจุดขึ้นบกที่ จ.สตูล เริ่มใช้งาน สิงหาคม 2542


ภาพที่ 5 แสดงระบบ TIS Cable

TIS เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำ ไทย-อินโดนีเซีย-สิงคโปร์ เชื่อมโยงระหว่างไทย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ มีความยาว 1,100 กิโลเมตร ใช้เทคโนโลยี DWDM ขนาดความจุ 30 Gbps แต่สามารถเพิ่มความจุได้สูงสุดถึง 320 Gbit/s หรือเทียบเท่าวงจรโทรศัพท์ 3,840,000 วงจร เริ่มใช้งาน พฤศจิกายน 2546


ภาพที่ 6 แสดงระบบ SMW4 Cable

SEA-ME-WE 4 (South East Asia-Middle East-Western Europe 4) เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปกับทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านประเทศทางตะวันออกกลางกว่า 14 ประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส อัลจีเรีย ตูนีเซีย อิตาลี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ปากีสถาน ศรีลังกา อินเดีย บังกลาเทศ ซาอุดิอาระเบีย ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ มีระยะทางประมาณ 20, 000 กิโลเมตรใช้เทคโนโลยี DWDM (Dense Wavelength Division Multiplex) ที่มีความจุถึงระดับ Tbps โดยประเทศไทยจะมีจุดขึ้นบกที่ จ.สตูล เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2548


ภาพที่ 7 แสดงระบบ Asia-America Gateway (AAG) Cable

AAG (Asia-America Gateway) เป็นระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา มีจุดขึ้นบก 10 แห่ง ดังนี้ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน กวม เวียดนาม ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ฮาวาย แคลิฟอร์เนีย มีระยะทางประมาณ 20,000 กิโลเมตร ใช้เทคโนโลยี DWDM (Dense Wavelength Division Multiplex) มีความจุถึงระดับ Tbps โดยประเทศไทยมีจุดขึ้นบกที่ ศรีราชา จ.ชลบุรี ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2552

2) ระบบเคเบิ้ลที่ไม่ได้มีจุดขึ้นบกที่ประเทศไทย
  • C2C, CH-US, JAPAN-US, APCN-2 ฯลฯ

ภาพที่ 8 แสดง Network Configuration


ภาพที่ 9 แสดง Network Configuration


ภาพที่ 10 แสดง Network Configuration


ภาพที่ 11 แสดง Network Configuration


2. ระบบโครงข่ายสื่อสารผ่านดาวเทียม
ประวัติความเป็นมาของการใช้ดาวเทียมในประเทศไทย
บริการโทรคมนาคมระหว่างประเทศของประเทศไทยเริ่มจากกรมไปรษณีย์โทรเลขได้นำเอาระบบวิทยุความถี่สูง (HIGH FREQUENCY) หรือระบบคลื่นสั้นความถี่ย่าน 3-30 MHz มาเป็นสื่อในการถ่ายทอดสัญญาณกับต่างประเทศแต่ระบบนี้ไม่สะดวกเพราะไม่สามารถให้บริการได้ตลอด 24 ชั่งโมง อีกทั้งคุณภาพและประสิทธิภาพของระบบไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ใช้บริการได้ ประเทศไทยจึงเข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 49 ขององค์การอินเทลแซท (INTELSAT) เมื่อเดือน พฤษภาคม 2509 และเริ่มใช้บริการดาวเทียมครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2510

โดยกรมไปรษณีย์โทรเลขได้นำระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมเข้ามาใช้งานโดยเช่าสถานีภาคพื้นดินเป็นการชั่วคราวจากบริษัท RCA ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณทิศเหนือของที่ทำการปัจจุบันสามารถติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินฮาวายผ่านดาวเทียมอินเทลแซททางด้านมหาสมุทรแปซิฟิก คือ ดาวเทียม INTELSAT-II เพื่อให้บริการแก่ทหารอเมริกันในสงครามอินโดจีนและเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2510 ได้ทดลองเปิดให้บริการโทรศัพท์ทางไกลผ่านดาวเทียมกับสหรัฐอเมริกาเป็นผลสำเร็จ ต่อมากรมไปรษณีย์ โทรเลขได้กู้ยืมเงินจากธนาคารอิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ตของสหรัฐอเมริกา ประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสถานีโทรคมนาคมภาคพื้นดินผ่านดาวเทียมแห่งแรกของประเทศไทยที่ศรีราชาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2510 บนเนื้อที่ประมาณ 780 ไร่ โดยลงมือก่อสร้างอาคารควบคุมและจานสายอากาศศรีราชา-1 ในปี 2510 และจานสายอากาศศรีราชา-2 ในปี 2512

การสื่อสารด้วยระบบดาวเทียมเป็นระบบสื่อสารที่สามารถส่งสัญญาณให้ครอบคลุมทุกๆ พื้นที่ด้วยการส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียวระบบรับ-ส่งคลื่นไมโครเวฟที่สามารถเดินทางได้ระยะทางนับหมื่นไมล์แต่สามารถรับสัญญาณได้พร้อมกันทุกๆ จุดจึงเหมาะสำหรับใช้ในการเผยแพร่สัญญาณภาพโทรทัศน์ ตลอดจนธุรกิจที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนกลางและต้องการส่งข้อมูลไปยังสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น การส่งข้อมูลธุรกิจหลักทรัพย์ไปยังห้องค้าหลักทรัพย์ในต่างจังหวัด การส่งข้อมูลรับฝาก-ถอน-โอนเงินของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น โครงข่ายดาวเทียมที่ใช้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

2.1 โครงข่ายภายในประเทศ
กิจการดาวเทียมภายในประเทศไทยเริ่มต้นจากการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมของประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น ดาวเทียมปาลาปาเอเชียแสท เพื่อใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์จากกรุงเทพฯ ไปยังสถานีต่างจังหวัดและเพื่อให้ประเทศไทยได้มีดาวเทียมสื่อสารแห่งชาติเป็นของตนเองกระทรวงคมนาคม จึงให้สัมปทานแก่บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) ดำเนินการส่งดาวเทียมไทยคม (Thaicom) ขึ้นสู่วงโคจรโดยมีอายุสัมปทาน 30 ปี (ปี 2534-2564) ในการนี้บริษัทฯ เป็นผู้ได้รับสิทธิ์รายเดียวในการให้บริการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียม (Transponder) และกำหนดให้ผู้ที่ใช้การสื่อสารผ่านดาวเทียมในประเทศทุกรายต้องใช้บริการจากดาวเทียมดวงนี้เป็นระยะเวลา 8 ปี โดยสิทธิการคุ้มครองนี้ได้สิ้นสุดลงในปี 2542 ต่อมาบริษัทฯ ได้ส่งดาวเทียมไทยคมสู่วงโคจรรวม 3 ดวง โดยมีปริมาณวงจรดาวเทียม 66 วงจร แบ่งเป็นคลื่นความถี่ย่าน C-Band มีวงจรหลัก 44 วงจร วงจรสำรอง 2 วงจร และความถี่ย่าน KU-Band มีวงจรหลัก 18 วงจร วงจรสำรอง 2 วงจร ดังนี้

  • ดาวเทียมไทยคม 1 ส่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องตำแหน่งจึงได้มีการย้ายตำแหน่งดาวเทียมในเดือนกรกฎาคม 2540 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นดาวเทียมไทยคม 1A
  • ดาวเทียมไทยคม 2 ส่งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537
  • ดาวเทียมไทยคม 3 ส่งเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2540
ลูกค้าของดาวเทียมไทยคม 1 และ 2 กว่าร้อยละ 80 เป็นลูกค้าในประเทศ แบ่งเป็นผู้ให้บริการ VSAT: บริการสื่อสารข้อมูลผ่านดาวเทียมโดยใช้สถานีภาคพื้นดินขนาดเล็กร้อยละ 60 และร้อยละ 40 เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ เคเบิ้ลทีวี และหน่วยราชการต่างๆ สำหรับดาวเทียมไทยคม 3 เป็นการขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคโดยมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศในสัดส่วน ร้อยละ 50

2.2 โครงข่ายระหว่างประเทศ
ปี พ.ศ. 2509 ประเทศไทยโดยกรมไปรษณีย์โทรเลขเข้าร่วมเป็นสมาชิกลำดับที่ 49 ขององค์การโทรคมนาคมทางดาวเทียมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Satellite organization: INTELSAT) ปัจจุบันอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบมจ.กสท.โทรคมนาคมตามพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 และ บมจ. กสท. โทรคมนาคม ได้ก่อสร้างสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินนนทบุรี เพื่อติดต่อกับดาวเทียม INMARSAT (International Maritime Satellite) และเป็น Gateway เชื่อมต่อระหว่าง Mobile กับโครงข่ายสื่อสารต่างๆ ภายในประเทศและระหว่าง Mobile ด้วยกัน เริ่มให้บริการในเดือนตุลาคม 2539 โดยให้บริการ 2 ลักษณะ ได้แก่

  • ให้บริการสื่อสารด้วยเสียงและข้อมูล เช่น โทรศัพท์ โทรสาร Electronic Mail
  • ให้บริการสื่อสารด้วยข้อมูลเพื่อการนำร่องระหว่างยานพาหนะที่กำลังเคลื่อนที่กับสถานีควบคุม ซึ่งมีขีดความสามารถและความเหมาะสมในการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น INMARSAT-C เป็นบริการสื่อสารด้วยเทคนิค store and Forward เหมาะสำหรับเรือเดินทะเล เรือโดยสาร เรือสินค้า เครื่องบินขนาดเล็ก INMARSAT-M เป็นบริการสื่อสารระหว่าง Mobile ขนาดเล็ก เช่น เรือขนาดเล็ก รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์กระเป๋าหิ้ว โดยที่ Mobile ส่วนใหญ่ใช้งานด้านทหาร การแพทย์ การสำรวจทรัพยากรต่างๆ นอกจากนี้ประเทศไทยยังติดต่อกับดาวเทียมที่โคจรเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย ผ่านทางสถานีดาวเทียมภาคพื้นดินศรีราชา จังหวัดชลบุรี โดยติดต่อกับต่างประเทศผ่านจานสายอากาศจำนวน 6 จาน สถานีฯ ทำหน้าที่รับ-ส่งสัญญาณระหว่างพื้นโลกกับดาวเทียมและเป็นแม่ข่ายหลักในการติดต่อดาวเทียมภายในประเทศ (Domestic Satellite: DOMSAT) ช่วยให้ระบบสื่อสารโทรคมนาคมภายในประเทศมีเครือข่ายติดต่อที่กว้างขวางและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จากข้อจำกัดของการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งไม่สามารถใช้สื่อสารได้ทุกพื้นที่บนโลกประเทศที่พัฒนาแล้วจึงมีการรวมกลุ่มกันพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านดาวเทียม Global Mobile Personal Communication by Satellite: GMPCS เพื่อให้สามารถบริการรับ-ส่งโทรศัพท์ ข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ได้ทุกสถานที่ตลอดเวลา ได้แก่ โครงการ Iridium ICO และ Global star และระบบที่มีพื้นที่ให้บริการในระดับภูมิภาค ได้แก่ โครงการ APMT และ ACeS ดังตารางต่อไปนี้

ระบบ พื้นที่ให้บริการ ประเภท * /จำนวนดาวเทียม (ไม่รวมสำรอง)
Iridium ทั่วโลก LEO 66 ดวง
ICO ทั่วโลก MEO 10 ดวง
Global star ทั่วโลก LEO 48 ดวง
AceS เอเชีย GEO 1 ดวง
APMT เอเชีย GEO 1 ดวง

หมายเหตุ *
LEO : Low Earth Orbit ดาวเทียมวงโคจรระดับต่ำ ห่างจากพื้นโลก 700-1,200 กิโลเมตร
MEO : Medium Earth Orbit ดาวเทียมวงโคจรระดับปานกลาง ห่างจากพื้นโลก 10,000-20,000 กิโลเมตร
GEO : Geostationary Orbit ดาวเทียมวงโคจรระดับสูง ห่างจากพื้นโลก 36,000 กิโลเมตร
ที่มา : ทีมเกษตรกรรมและบริการ ธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย บริษัท ไทยแซทเทลไลท์ เทเลคอมมูนิเคชั่น จำกัด : TSC (ในเครือ UCOM ) ได้ร่วมทุนกับบริษัท อิริเดียม อิงค์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลุ่มธุรกิจ 17 แห่ง จากทั่วโลก ร่วมจัดตั้งโครงการอิริเดียม เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2534 ระยะเวลาดำเนินโครงการ 22 ปี (ปี 2535–2556) เริ่มให้บริการเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2541และปิดบริการเนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2543 เนื่องจากบริษัทฯ เน้นการให้บริการลูกค้าระดับสูงซึ่งมีจำนวนน้อยกอรปกับราคาเครื่องลูกข่ายและค่าบริการอยู่ในระดับสูง ผลิตภัณฑ์มีขนาดใหญ่ไม่สะดวกแก่การพกพา อย่างไรก็ตามยังมีบริการสื่อสารผ่านดาวเทียมต่างๆ อีก เช่น ดาวเทียมไอโค่ (ICO) ดาวเทียม โกลบอลสตาร์ (Global star) ดาวเทียมสำหรับภูมิภาคเอเชีย (ACeS) และดาวเทียมในภูมิภาค แปซิฟิค (APMT) ซึ่งให้บริการสื่อสารโทรคมนาคมและโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านดาวเทียมโดยโครงการต่างๆ เหล่านี้ได้รับสิทธิในการจัดตั้งสถานีภาคพื้นดินในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงด้วย


3. สถานีดาวเทียมและพื้นที่การให้บริการภาคพื้นดิน (GROUND SEGMENT)

3.1 การสื่อสารผ่านดาวเทียม มี 3 องค์ประกอบคือ
• ภาคอวกาศ (SPACE SEGMENT) ได้แก่ ดาวเทียม
• ภาคพื้นดิน (GROUND SEGMENT) ได้แก่ สถานีภาคพื้นดิน
• ภาคประชาชน (PEOPLE SEGMENT) ผู้ปฏิบัติงานควบคุมและผู้ใช้งาน

3.2 อุปกรณ์หลักของสถานีดาวเทียมภาคพื้นดิน
• อุปกรณ์มัลติเพลกซ์(Multiplexing/De-multiplexing)
• อุปกรณ์ GCE (Ground Communication Equipment)
• อุปกรณ์เครื่องรับ-ส่งกำลังสูง (High Power Amplifier)
• อุปกรณ์สายอากาศและอุปกรณ์ควบคุม (Antenna & Tracking System)
• อุปกรณ์เครื่องรับ-ส่งสัญญาณรบกวนต่ำ (Low Noise Amplifier)
• ระบบไฟฟ้ากำลังและ UPS (Uninterruptible Power Supply)
• ระบบเฝ้าดูและควบคุม (Control and Monitoring System)

3.3 ประเภทของบริการดาวเทียม
3.3.1 บริการดาวเทียมประเภทประจำที่ (Fixed Satellite Service) ได้แก่ ดาวเทียมของ INTELSAT
3.3.2 บริการดาวเทียมประเภทเคลื่อนที่ (Mobile Satellite Service) ได้แก่ ดาวเทียมของ INMARSAT

3.3.1 ดาวเทียมประจำที่ ซึ่งบมจ.กสท โทรคมนาคม ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม ดังนี้

3.3.1.1 ดาวเทียม INTELSAT มีสถานี GATEWAY 3 แห่ง คือ
    - สถานีดาวเทียม ศรีราชา จ.ชลบุรี
    - สถานีดาวเทียม นนทบุรี จ.นนทบุรี
    - สถานีดาวเทียม สิรินธร จ.อุบลราชธานี
3.3.1.2 ดาวเทียม THAICOM 1, 2, 5 บริการรับ-ส่ง สัญญาณ TV
3.3.1.3 ดาวเทียม Pan Am Sat บริการรับ-ส่ง สัญญาณ TV
3.3.1.4 ดาวเทียม Asia Sat บริการรับ-ส่ง สัญญาณ TV
3.3.1.5 ดาวเทียม ST-1 บริการรับ-ส่ง DATA
3.3.1.6 ดาวเทียม JCSAT บริการรับ-ส่ง สัญญาณ TV


Intelsat-1

Intelsat-2

Intelsat-3

Intelsat-4

Intelsat-4a

Intelsat-5
ภาพที่ 12 แสดงดาวเทียมประจำที่


3.3.2 ดาวเทียมเคลื่อนที่ ซึ่งบมจ.กสท โทรคมนาคม ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม ดังนี้

3.3.2.1 ดาวเทียม INMARSAT (International Mobile Satellite Organization) ก่อตั้งปี 1976 โดย IMO เริ่มแรกดำเนินงานในระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมกับเรือ ต่อมาดำเนินงานในรูปของบริษัทเอกชน โดยยังมีพันธะกับสาธารณะเกี่ยวกับระบบความปลอดภัยและการแจ้งสัญญาณบอกเหตุทางเรือ ดาวเทียม INMARSAT ให้บริการ Inmarsat–C, Inmarsat–mini-M, Inmarsat–HS เดิมบมจ.กสท โทรคมนาคม มีสถานี Inmarsat Gateway ที่สถานีดาวเทียม นนทบุรี ปัจจุบันปิดสถานีและให้บริการผ่านสถานี Gateway อื่น เช่น สถานีของ KDDI JAPAN


ภาพที่ 13 ดาวเทียม INMARSAT

3.4 ขอบเขตการให้บริการของศูนย์สื่อสารและโทรคมนาคม นนทบุรี
3.4.1 โครงข่ายสื่อสารสัญญาณผ่านเคเบิ้ลใยแก้ว (พื้นดินและใต้น้ำ) ให้บริการเกี่ยวกับ
E-Business, CAT CDMA ระบบสื่อสารไร้สายความเร็วสูง, International Telephone, Data Communication ผ่านโครงข่าย Fiber Optic และ I-Taxi

3.4.2 โครงข่ายสื่อสารสัญญาณภายในประเทศผ่านเคเบิ้ลใยแก้ว แบ่งเป็น 2 โครงข่ายใหญ่ๆ คือ
3.4.2.1 กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เป็นโครงข่ายต่อเนื่องกัน แบ่งเป็น 2 สาย

    สายที่ 1 เริ่มต้นจาก ศูนย์โทรคมนาคมบางรัก (อาคาร CAT Tower 30 ชั้น) ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อของ National Internet Exchange และ International Internet Gateway → ศูนย์โทรคมนาคมนนทบุรี → อาคารโทรคมนาคมคลองหลวง-ปทุมธานี → อาคารโทรคมนาคมหลักสี่-แจ้งวัฒนะ 5 → สถานีราชเทวี พระโขนงยานนาวา
    สายที่ 2 เริ่มต้นจาก ศูนย์โทรคมนาคมบางรัก → สถานีราชเทวี พระโขนง ยานนาวา → อาคารโทรคมนาคมหลักสี่-แจ้งวัฒนะ 5 → อาคารโทรคมนาคมคลองหลวง-ปทุมธานี → ศูนย์โทรคมนาคมนนทบุรี
หมายเหตุ พื้นที่ชั้นในของ กทม. เป็นโครงข่ายขนาด 2.5 MBit

3.4.2.2 ภูมิภาค ประกอบด้วยโครงข่ายใยแก้ว (บนดิน) ทั้งหมด 6 โครงข่ายหลักๆ ที่สามารถให้บริการติดต่อถึงกันได้ทั่วประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า มาเลเซีย รวมทั้งจีนด้วย

หมายเหตุ ชุมสายหลักมี 3 แห่ง ได้แก่ บางรัก นนทบุรี และศรีราชา

จานสายอากาศ Standard A C-Band ขนาด 21 เมตร ของดาวเทียม Intelsat 62°E ให้บริการวงจรระหว่างประเทศถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ BT Telecom
จานสายอากาศ Standard A C-Band ขนาด 21 เมตร ของดาวเทียม Intelsat 64°E ให้บริการรับ - ส่ง สัญญาณโทรศัพท์และวงจรข้อมูลความเร็วสูง
จานสายอากาศ C-Band ขนาด 13 เมตร และ 11 เมตร ดาวเทียม IS-2, IS-8ให้บริการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์
ดาวเทียม ASIASAT-2 ให้บริการรับ-ส่งสัญญาณโทรทัศน์
จานสายอากาศ C-Band ขนาด 9 เมตร
- ดาวเทียม THAICOM 1
• บริการโทรศัพท์ในประเทศและต่างประเทศ
• บริการข้อมูลความเร็วสูงในประเทศและต่างประเทศ
• บริการรับ/ส่ง สัญญาณโทรทัศน์
- ดาวเทียม LMI
• บริการวงจรสื่อสารข้อมูล ระหว่างประเทศ
• บริการรับ/ส่ง สัญญาณโทรทัศน์
จานสายอากาศ C-Band ขนาด 4.5 เมตร และ 3.8 เมตร
- ดาวเทียม JC SAT
• บริการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์ให้สำนักข่าว NHK (กรณีที่ใช้ KU-Band ไม่ได้)
- ดาวเทียม ST 1
• บริการวงจรสื่อสารข้อมูล ระหว่างประเทศ
• บริการรับ/ส่ง สัญญาณโทรทัศน์
จานสายอากาศ KU-Band ขนาด 4.6 เมตร และ 4.5 เมตร
- ดาวเทียม JC SAT
• ส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบ HDTV ให้กับสำนักข่าว NHK
- ดาวเทียม EUSAT
• บริการวงจรสื่อสารข้อมูล ระหว่างประเทศ
• บริการรับ/ส่ง สัญญาณโทรทัศน์
จานสายอากาศขนาดเล็ก 3.8 เมตร 2.4 เมตร 1.8 เมตร
• ใช้ Receive only เพื่อใช้ในการ Monitor รายการ TV. ต่าง ๆ พร้อมให้บริการ



4. รูปแบบและความหลากหลายของการให้บริการดาวเทียมในปัจจุบันและอนาคต
ปัจจุบันการสื่อสาระหว่างประเทศมีระบบดาวเทียมและระบบเคเบิ้ลใต้น้ำเป็นข่ายสื่อสัญญาณเมื่อเปรียบเทียบการใช้งานของทั้งสองระบบแล้วจะเห็นได้ว่า

- ต้นทุนของระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำมีแนวโน้มลดต่ำลงเพราะระบบได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงและอายุการใช้มากขึ้น ในขณะที่ระบบดาวเทียมมีราคาต้นทุนคงที่เนื่องจากต้องใช้เชื้อเพลิงเป็นพลังงานขับเคลื่อนจรวดเพื่อส่งดาวเทียม อีกทั้งอายุการใช้งานดาวเทียมแต่ละดวงไม่เท่าเคเบิ้ลใต้น้ำ

- ระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำขนาด 1 คู่ เส้นใยรุ่นใหม่มีความจุพอ ๆ กับระบบดาวเทียมสามารถรับ-ส่งสัญญาณการจราจรแบบดิจิตอลได้ถึง 1.8 Gbits/s ในขณะที่ดาวเทียมดวงหนึ่งมีแถบความถี่ใช้งานได้ (Useable band-width) ประมาณ 1000 MHz หรือใช้งานได้ 1.8 Gbits/s ซึ่งเท่ากับระบบเคเบิ้ลฯ 1 คู่เส้นใย แต่การวางเคเบิ้ลใต้น้ำระบบหนึ่งๆ จะบรรจุเส้นใยแก้วได้หลายคู่ ดังนั้นโดยทั่วๆไประบบเคเบิ้ลใยแก้ว ใต้น้ำจะสามารถแบ่งให้มีความจุมากกว่าระบบดาวเทียมได้

- ระบบดาวเทียม มีการแบ่งสรรตำแหน่งในวงโคจรคงที่ (Geostationary orbit) ซึ่งทุกประเทศแสวงหามาใช้งานและระบบดาวเทียมเป็นระบบวิทยุจึงมีขีดจำกัดเรื่องความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรที่แต่ละประเทศต้องแบ่งกันใช้และการซ่อมอุปกรณ์ดาวเทียมที่เสียหายหรือชำรุดกระทำได้ยาก ในขณะที่เคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำไม่มีปัญหาในเรื่องตำแหน่งวงโคจรเพราะมีน่านน้ำสากลกว้างใหญ่ไพศาลให้เลือกวางเคเบิ้ลได้และเป็นระบบที่ใช้ความถี่แสงรับ - ส่งเฉพาะในเส้นใยแก้วเท่านั้นไม่แผ่กระจายออกจึงไม่มีปัญหาเรื่องความถี่รบกวนกัน หรือการแบ่งกันใช้งาน อีกทั้งการซ่อมเคเบิ้ลที่เสียหายหรือชำรุดก็ทำได้ง่ายกว่า ด้วยเหตุนี้บริการหลักของดาวเทียมในปัจจุบันจึงเน้นให้บริการทั่วไป ได้แก่ การกระจายสัญญาณรายการโทรทัศน์จากดาวเทียมสู่ผู้รับชมทางบ้านหรือเรียกว่า DTH (Direct to Home) การสื่อสารผ่านระบบ Internet หรือบริการโทรศัพท์ผ่านดาวเทียม สำหรับบริการใหม่ๆ ที่เริ่มใช้งานในหลายประเทศ ได้แก่ บริการผ่านดาวเทียมบรอดแบรนด์ เช่น IPstar (Asia Pacific) และบริการ Wild Blue (US) การกระจายสัญญาณวิทยุผ่านดาวเทียม อย่างไรก็ตามการพัฒนาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมรูปแบบใหม่ๆ ยังคงดำเนินควบคู่กันไปเพื่อรองรับความก้าวหน้าและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการบริการที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งกำลังอยู่ระหว่างทดสอบประสิทธิภาพในการใช้งาน ได้แก่

  • Hybrid Satelliteหรือ Terrestrial Mobile Broadcasting เป็นระบบการใช้งานร่วมกันระหว่างสัญญาณระบบดาวเทียม (Satellite) กับระบบบนพื้นโลก (Terrestrial) ในการกระจายสัยญาณผ่านมือถือ เช่น ระบบ DVB-SH S-DMB
  • Hybrid Satelliteหรือ Terrestrial Wireless Network เป็นระบบการใช้งานร่วมกันระหว่างระบบดาวเทียมภาคพื้นดินเพื่อสร้างระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ได้แก่ ระบบMSS/ATC
สำหรับแนวโน้มของเทคโนโลยีอวกาศในต่างประเทศ ประเทศสหรัฐอเมริกาถือว่าได้เปรียบด้านเทคโนโลยีการผลิตดาวเทียมและเป็นผู้นำด้านการตลาดในขณะนี้ ในขณะที่ประเทศอินเดียและประเทศจีนเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดาวเทียมมากที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน เมื่อพิจารณาถึงความต้องการผลิตดาวเทียมในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นการผลิตดาวเทียมเพื่อการทดแทนดาวเทียมที่จะหมดอายุและผลิตดาวเทียมขนาดใหญ่เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของธุรกิจและลดต้นทุนต่อหน่วย รวมทั้งการพัฒนาระบบเพื่อให้บริการรูปแบบใหม่ๆ ในส่วนของ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีการพัฒนาระบบเคเบิ้ลใยแก้วใต้น้ำภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศและพัฒนาระบบสื่อสารทางไกลผ่านดาวเทียมเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของประเทศต่อไป


เกร็ดความรู้ที่ได้จากการสัมมนา
ถาม ทำไมจานรับสัญญาณดาวเทียมต้องจัดเรียงกันในแนวเส้นตรง ไม่เรียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรืออื่นๆ เพื่อประหยัดพื้นที่
ตอบ เนื่องจากการวางตำแหน่งจานรับสัญญาณในแนวเส้นตรงจะทำให้จานรับแต่ละอันมีทัศนวิสัยที่ดีกว่ากล่าวคือไม่บดบังการรับสัญญาณซึ่งกันและกัน
ถาม สายเคเบิ้ลใยแก้วที่วางไว้ใต้ทะเลหากเกิดความเสียหายจะทราบได้อย่างไรว่าเกิดที่จุดไหน
ตอบ สายเคเบิ้ลใยแก้วเวลาเดินสายในทะเลจะเดินควบคู่ไปกับสายไฟฟ้า ซึ่งหากเกิดความชำรุดขึ้นทางสถานีจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปเพื่อวัดปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ได้ว่าขาดหายตรงช่วงไหน ก็จะสามารถทราบตำแหน่งที่สายเคเบิ้ลขาดได้
ถาม เป็นไปได้หรือไม่ที่สายไฟฟ้าที่เดินคู่กับสายเคเบิ้ลจะขาดแล้วสายเคเบิ้ลไม่ได้ขาดด้วย
ตอบ โอกาสความเป็นไปได้มีน้อยมาก เนื่องจากสายเคเบิ้ลมีความเปราะบางกว่าสายไฟฟ้ามาก
ถาม น้ำฝนที่ค้างอยู่บนจานรับสัญญาณดาวเทียมจะส่งผลต่อการรับสัญญาณหรือไม่
ตอบ โดยปกติจะไม่มีน้ำฝนค้างอยู่บนจานรับสัญญาณ ไม่ว่าจะหมุนไปที่มุมหรือองศาใดก็ตาม เนื่องจากจานรับสัญญาณมีรูสำหรับระบายน้ำที่ค้างอยู่ จึงทำให้ไม่มีผลกระทบจากการรับสัญญาณ และที่เรามองไม่เห็นรู เพราะรูมีขนาดเล็ก และจานรับสัญญาณขนาดใหญ่ อีกทั้งอยู่สูงจึงมองเห็นเป็นจานทึบ



ขอขอบคุณวิทยากร นายกิตติศักดิ์ มะเริงสิทธิ์
ผู้จัดการส่วนบริการดาวเทียมบรอดแบนด์ ฝ่ายโครงข่ายระหว่างประเทศ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน)

บันทึกการสัมมนาโดยกลุ่มงานส่งเสริมสนับสนุนการใช้ประโยชน์ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ
นายบรรพต สุขประพฤติ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 5
นางสาวขวัญรวี ศรีสงวน เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 5
นางสาววิลาวัณย์ พิพัฒน์จิรัฐิติกาล เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 4

ตรวจและปรับแก้โดย
นายกอบชัย เจริญวิมลกุล ผู้อำนวยการกลุ่มงานส่งเสริมสนับสนุนการใช้ประโยชน์

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]