ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ แนะนำหนังสือ

    แนะนำหนังสือ

โดย ประสูตร เดชสุวรรณ
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


หนังสือ : The LAST LECTURE
ผู้แต่ง : Randy Pausch and Jeffery-Zaslow
ผู้แปล : วนิษา เรซ
สำนักพิมพ์ : อมรินทร์ HOW TO
จำนวนหน้า : 223 หน้า

หลายท่านคงเคยตั้งคำถามนี้มาแล้วว่า หากคุณมีเวลาที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่เดือน คุณจะทำอย่างไร หลายคนคงคิดคล้ายๆกันว่า จะอยู่กับคนที่เรารักให้มากที่สุด ทำทุกวินาทีให้มีค่าให้มากที่สุด แล้วทุกวินาทีจะเป็นวินาทีแห่งความสุขได้กระนั้นหรือ ถ้าเราพบว่าตัวเราป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายมีเวลาอีก 6เดือนเป็นอย่างมาก เวลาส่วนใหญ่คงจะถูกใช้ไปกับการรักษาสุขภาพ คงจะทำตามใจตัวเองไม่ได้มากนัก เวลา 6 เดือนของคุณใช่ว่าจะเป็นเวลาที่มีแต่ความสุข เวลาที่ไม่การเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ วันดีๆ คงมีไม่มากถึง 6เดือน

ตัวผู้แนะนำเองอยากให้คุณลองอ่านเรื่องของ แรนดี เพาซ์ ศาสตราจารย์หนุ่มวัย 40ปีเศษ ที่มีชื่อเสียงจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของอเมริกา ซึ่งได้แต่งงานกับหญิงในฝัน มีลูกๆวัยกำลังน่ารัก สามคน ที่มีอายุ 5 ขวบ 2 ขวบ และ 1ขวบ ตามลำดับ ต้องทราบข่าวร้ายว่าตนเองเป็นมะเร็งในตับอ่อนขั้นสุดท้าย ที่จะมีเวลาใช้ชีวิตร่วมกับภรรยา และลูกๆ พร้อมทั้งงาน และเพื่อนร่วมงานที่เขารักอีกเพียงแค่ 6เดือน มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเพียงใด เราจะยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และจัดการกับเวลาที่เหลืออย่างไรให้ดีที่สุด แรนดี ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวที่เขารัก และได้คิดถึงว่าลูกๆจะจดจำเขาได้อย่างไร ว่าพ่อเป็นคนเช่นไร มีความคิดอย่างไร เขาจึงเลือกที่จะ ปาฐกถาครั้งสุดท้าย เพื่อให้ลูกๆได้จดจำเขาไว้ตลอดไป

ปาฐกถาที่ชื่อ "เลกเซอร์ครั้งสุดท้าย" เป็นไปตามธรรมเนียมปฎิบัติที่ มหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน จัดขึ้นเพื่อให้ ศาสตราจารย์ประจำของมหาวิทยาลัย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และแนวคิดแก่ผู้เข้ารับฟัง โดยเหมือนประหนึ่งว่าหากตนต้องจากโลกนี้ไปแล้วจะครุ่นคิดถึงสิ่งใดบาง แล้วจะบรรยายถึงสิ่งที่คิดว่าสำคัญที่สุดในชีวิต ที่มีคุณค่าที่สุดสำหรับเขานำมาถ่ายทอดเป็น ปาฐกถาหัวข้อ "เลกเซอร์ครั้งสุดท้าย"


ศาสตราจารย์ ดร.แรนดี เพาซ์

โดย "เลกเซอร์ครั้งสุดท้าย" ของ แรนดี ไม่ได้หากเป็นเพียงเรื่องสมมุติ แต่เขาต้องจากโลกใบนี้ไปแล้วในเวลาอีกไม่ถึง 6 เดือนจากคนที่รัก เพื่อนที่ผูกพัน เมื่อ แรนดี พบว่าเขาเป็นมะเร็งในตับอ่อน และมีเวลาเหลือเพียง 6 เดือนที่จะได้อยู่กับภรรยา ที่เขาเปรียบเธอว่าเป็นเสมือนหญิงในฝันของเขามาตลอดชีวิต พร้อมกับลูกๆทั้ง 3 คน เขาเลือกที่จะใช้เวลาที่เหลือทุกวันกับครอบครัวที่เขารัก อยากอยู่กับภรรยา โดยแสดงให้เห็นว่าทุกวันที่เขาเหลืออยู่ เขารักเธอมากเพียงใด อยากอยู่กับลูกๆทั้ง 3 คน พูดคุย และเล่นด้วยทุกวันเพื่อให้ความอบอุ่นกับเด็กๆ ซึ่งอีก 6 เดือนจากนี้ไปเขาจะไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีกแล้ว แต่ทุกวันที่เหลือจะมีความสุขได้จริงหรือ มันคงเป็นไปไม่ได้เลย เพราะทุกวันที่เหลือเวลามันสั้นลงทุกที มีแต่ความเครียดจากความคิดมากมายว่าภรรยาจะอยู่อย่างไร เธอจะดูแลลูกๆ ได้ดีโดยลำพังได้หรือไม่ ลูกทั้ง 3 คนจะโตขึ้นเป็นคนแบบไหน คิดแม้กระทั่งลูกๆ จะจดจำเขาได้อย่างไร เพราะลูกๆมีวัยเพียง 5 ขวบ 2 ขวบและ1 ขวบ เท่านั้น ซึ่งคนโตอาจจะจำเขาได้เพียงลางๆ และอีก 2 คนไม่มีทางจำได้เลย แรนดี ก็ทำเหมือนกับ ผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่นั่งอัดวิดีโอเทป ไว้ให้ลูกๆ ได้ดู เพื่อระลึกถึงเขา ว่าเขามีความรักมากมายเพียงใดให้แก่ลูกทั้ง 3 คน

เมื่อวันหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัยได้มอบโอกาส ให้เกียรติเชิญ แรนดี ในฐานะศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัย ได้ปาฐกถาหัวข้อ "เลกเซอร์ครั้งสุดท้าย" และทางมหาวิทยาลัย เข้าใจถึงสถานะทางสุขภาพของแรนดีเป็นอย่างดีจึงให้ แรนดี ตัดสินใจด้วยตนเองว่าจะตอบรับคำเชิญครั้งนี้ หรือไม่ตอบรับก็ได้ เพราะหากตอบรับแสดงว่า แรนดี ต้องให้เวลาส่วนหนึ่งกับการเตรียมงานในครั้งนี้เป็นเวลานานนับเดือนเลยทีเดียว


แรนดี เพาซ์ และครอบครัว เจ(ภรรยา) ดีแลน โลแกน โคลอี้ ลูกๆ

แน่นอนภรรยาของแรนดี(เจ) ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เลกเชอร์ครั้งสุดท้ายนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ด้วยเหตุผลที่แสนจะเรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง

"ตอนนี้ดีแลนอายุห้าขวบ ผมว่าโตขึ้นเขาคงจะมีความทรงจำเรื่องพ่ออยู่บ้าง แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วเขาจะจำได้สักแค่ไหน แล้วตอนเราห้าขวบเราจำอะไรได้บ้าง และโลแกนกับโคลอี้ล่ะ ลูกสองคนนี้อาจจำอะไรเกี่ยวกับพ่อไม่ได้เลย จำไม่ได้แม้สักนิดเดียวด้วยซ้ำ โดยเฉพาะโคลอี้ ผมบอกคุณได้เลยว่า เมื่อลูกของเราโตขึ้นเขาจะต้องผ่านช่วงชีวิตที่เจ็บปวด ซึ่งเขาจำเป็นต้องรู้ให้ได้ว่า พ่อของฉันคือใคร พ่อของฉันเป็นคนแบบไหน และการปาฐกถาครั้งนี้อาจช่วยตอบคำถามเหล่านั้นให้ลูกๆได้" เมื่อ เจ(ภรรยา) ฟังผมจนจบและถามกลับว่า "ถ้าคุณมีสิ่งที่คุณต้องการพูดให้กับลูกๆ ฟัง หรือมีคำแนะนำให้ลูก ทำไมไม่แค่ตั้งกล้องวิดีโอไว้แล้วก็บันทึกกันในห้องนั่งเล่นที่บ้านเลยล่ะค่ะ" ผมบอก เจ ว่า "สิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้ ก็คือว่า เวลาพ่อแม่สอนอะไรลูก แล้วถ้าเรื่องนั้นได้รับการยอมรับจากสังคมภายนอกด้วย มันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะ ถ้าผมสามารถทำให้กลุ่มผู้ฟังหัวเราะหรือปรบมือในเวลาที่เหมาะสม ก็อาจทำให้สิ่งที่ผมจะบอกลูกของผมมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น" เจ ยิ้มให้ผม และในที่สุด เธอก็ยอม

แรนดี เลือกหัวข้อที่จะปาฐกถาไม่เหมือนใครๆ โดยเขาไม่พูดถึงตนเองในแง่มุมวิชาการ หรือแม้จะยกทฤษฎีใดๆทางวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่เขาเชี่ยวชาญมาพูดเลย เขากับเลือกหัวข้อที่ว่า "ความฝันวัยเด็กของผม" โดย แรนดี มีความฝัน 6 เรื่องที่เขาอยากทำให้สำเร็จ จาก 6 ข้อมีเพียงข้อเดียวที่ทำไม่ได้คือ การได้เล่นในทีมอเมริกันฟุตบอลอาชีพ แต่แรนดี ก็ได้ให้ข้อคิดที่น่าทึ่งทีเดียว เกี่ยวกับการที่เขามักถูกเคี่ยวเข็นจากโค้ชอย่างหนักเพียงคนเดียวเสมอ แรนดี มักจะไม่เข้าใจหัวหน้าโค้ชว่าทำไมโค้ช ต้องเคี่ยวเข็นเขานัก ซึ่งวันนึงเขาก็ได้รับคำตอบจากผู้ช่วยโค้ชว่า "เมื่อเราทำอะไรพลาดและไม่มีใครเตือนเราเลย นั่นแปลว่าเขาหมดความหวังในตัวเราแล้ว" เป็นประโยคที่อ่านแล้วประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้แนะนำเองคิดไปถึงจากการที่ ลูกๆหลายคนมักจะบ่นเมื่อ พ่อ แม่ เอาแต่บ่นโน่น บ่นนี่ ทำราวกับว่าเราทำอะไรก็เหมือนไม่ถูกไปซะหมด ก็เป็นเพราะท่านยังมีความหวังในตัวลูกเสมอ หวังที่จะให้ลูกมีการงานที่ดี หวังให้ลูกมีชีวิตที่ดี จึงเคี่ยวเข็นเสียในทุกเรื่อง ในวัยเด็กเรามักจะต่อต้าน ไม่ยอมปฎิบัติตามคำสอนแต่โดยดี แต่เมื่อเราเติบโตขึ้นมา ก็ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ท่านสอนนั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และคงไม่มีใครหวังดีที่จะคอยเตือนด้วยความจริงใจ และสละเวลาได้มากเท่านี้อีกแล้ว เพราะท่านยังคงหวังในตัวเราเสมอนั่นเอง

มีหลายเรื่องที่ แรนดี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความฝันให้เป็นจริงได้อย่างน่าสนใจ เช่นความฝันที่จะอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ล่องลอยอยู่ในแรงโน้มถ่วงเท่ากับศูนย์ โดยเขาเองก็ไม่ได้หวังว่าตนเองจะเป็นนักบินอวกาศ แต่เมื่อนาซ่า ได้จัดประกวดโครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องทดลองในสภาพไร้น้ำหนัก แรนดี เข้าร่วมประกวดทันทีพร้อมกับทีมนักศึกษาของเขา และก็ชนะการประกวด แต่เขาซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการกลับไม่ได้ขึ้นไปด้วยตามเงื่อนไขของนาซ่าที่วางไว้ แรนดี เองก็พยายามศึกษาเงื่อนไขว่าพอจะมีช่องทางให้เขาได้ขึ้นไปด้วยได้หรือไม่ และเขาก็ค้นพบ หากเพียงแต่ว่าเขาต้องลาออกจากการเป็นอาจารย์เสียก่อนนั่นเอง แล้วเขาจะทำอย่างไร ผู้แนะนำอยากลองให้ผู้อ่านได้ติดตามดูเองว่าเรื่องราวน่าสนุกแค่ไหน กับความคิดที่จะทำความฝันให้เป็นจริงได้

หากท่านผู้อ่านได้อ่านจนจบ จะเห็นว่า แรนดี จะมีข้อคิดที่สามารถนำไปปฎิบัติได้จริงๆ โดย แรนดี จะเน้นไปที่การทำงาน ร่วมกัน และเรื่องการจัดการบุคคลเป็นสำคัญ เพราะคนเรานั้นจะไม่สามารถทำสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่ได้โดยปราศจาก ทีมงานที่ดีได้ แรนดี ยังมีมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับคนอีกมากมายที่น่าสนใจทีเดียว

แต่ถ้าหากคุณหวังว่า แรนดี จะเล่าว่ามะเร็งเป็นอย่างไร ทรมานเพียงใด ต้องรักษาตัวอย่างไร ผู้ป่วยต้องปฎิบัติตัวอย่างไร เรื่องราวเหล่านั้นคุณจะไม่พบในหนังสือเล่มนี้เลย เพราะคุณสามารถหาข้อมูลทางการแพทย์ และรักษาตัวของผู้ป่วยโรคมะเร็ง ความหดหู่ของชีวิตที่เหลืออยู่ได้จากใน อินเทอร์เน็ต ในเว็บไซด์เกี่ยวกับสุขภาพได้มากมายอยู่แล้ว แต่ประสบการณ์ของ แรนดี ที่ทำให้ความฝันเป็นจริงได้อย่างไรต่างหากที่มีประโยชน์มากมายเหลือเกิน

สุดท้ายการได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทำให้ ตัวผู้แนะนำเองได้รับแนวคิด และประสบการณ์ที่ดีในมุมมองของ อาจารย์ที่มีต่อลูกศิษย์ มุมมองของการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือแม้แต่กระทั่งการพูดที่ต้องเลือกประโยคที่เหมาะสมด้วยในแต่ละสถานการณ์ มีเรื่องหนึ่งที่ แรนดี ยกตัวอย่างง่ายๆ เล่าให้ฟังว่า มีวันนึงที่เขาได้พาครอบครัวไปเที่ยวสวนสนุกแห่งหนึ่ง โดยที่เมื่อเขาและครอบครัวเดินทางมาถึงสวนสนุกตอนหนึ่งทุ่ม ซึ่งคาดว่าสวนสนุกใกล้จะปิดแล้ว แล้วเขาก็ถามพนักงานสวนสนุกว่า สวนสนุกปิดกี่ทุ่ม พนักงานคนนั้นตอบกลับได้อย่างน่าฟังว่า "สวนสนุกเราเปิดถึงสองทุ่ม" เป็นประโยคที่ยังคงชักชวนให้เราลองเข้าไปเล่นเพราะเรายังมีเวลาถึงสองทุ่ม แต่ถ้าพนักงานตอบว่า "สวนสนุกปิด 2ทุ่ม" ความรู้สึกกับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ตัวผู้แนะนำเองก็เคยมีเรื่องราวที่ประทับใจกับการพูดของชายคนนึงที่ไม่ได้เรียนสูงนัก เขาเป็นคนขับรถเข็นขายขนมโตเกียวคนนึง ซึ่งตอนนั้น ตัวผู้แนะนำเอง และเพื่อนๆที่ซื้อขนมโตเกียวคงยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี ที่หลายๆคนคิดว่าเราคือปัญญาชน ขณะที่เราซื้อขนมกันอยู่นั้นมีเพื่อนคนนึงไม่ได้ซื้อ ก็เลยถามไปว่าไม่ซื้อไปกินเหรอ เพื่อนตอบกลับว่า "ไม่อร่อย" ทำให้ชายคนที่ขายขนมพูดว่า "พี่น่าจะพูดว่าไม่ชอบนะครับ" ประโยคนี้ยังคงทำให้ผมไม่ลืมมาทุกวันนี้ เพราะหากคนอื่นที่เป็นลูกค้ากำลังจะมาซื้อขนม แล้วได้ยินประโยคที่ว่าไม่อร่อย ชายขายขนมคงลำบากแน่ๆ ในหนังสือยังมีเรื่องราว และประโยคที่เป็นข้อคิดที่ดีอีกมากมาย โดยเชื่อว่าเราจะไม่ได้รับจากตำราวิชาการเล่มใดเลย จริงอยู่ที่การอ่านตำราวิชาการทำให้เรามีความรู้มากขึ้นก็จริง แต่กลับไม่ได้รับประสบการณ์ใดๆ ในแง่มุมของการดำเนินชีวิตเลย การได้อ่าน และรับรู้ประสบการณ์ของใคร คนใดคนหนึ่งที่มีมุมมองที่ดี กลับทำให้เราประหยัดเวลาไปได้มาก ตัวผู้แนะนำเองรู้สึกได้ว่าการที่เราได้นั่งคุย เรื่องราวต่างๆกับบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถหรือแม้แต่ใครก็ตามจะทำให้เราได้รับรู้สิ่งที่เราหาไม่ได้ในตำราวิชาการ ประสบการณ์เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม ฉะนั้นหากคุณได้นั่งลง และพูดคุย หรือแม้การอ่านหนังสือที่เล่าเรื่องราวที่ผ่านมาเกี่ยวกับตัวผู้แต่งเอง กลับทำให้เราได้รับประสบการณ์อย่างมากมาย สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ และร่วมอาลัย แรนดี เพาช์ ชายผู้ให้ประสบการณ์ดีๆ ในวันที่เขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว

แก้ไขล่าสุด 21 สิงหาคม 2552

หมายเหตุ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์ www.space.mict.go.th เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านกิจการอวกาศ
หากท่านใดจะนำข้อมูลของเว็บไซต์ไปใช้ กรุณาอ้างอิงเว็บไซต์ด้วย

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]