ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย วิษณุ เอื้อชูเกียรติ

นอกโลกไม่ได้มีแค่สุญญากาศอย่างที่หลายคนเข้าใจ ไม่ใช่ว่าคุณมีเงินในมือก็ซื้อตั๋วไปเที่ยวนอกโลกได้ง่ายๆ เหมือนขึ้นรถทัวร์ไปต่างจังหวัด ความจริงเจอแค่สุญญากาศอย่างเดียวคุณก็ตายแล้ว (ตายจริงๆ ไม่ใช่คำเปรียบเปรย) แต่อวกาศมีวิธีฆ่าคุณได้อีกหลายทาง

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะจัดกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมไปท่องอวกาศ ก็ควรรู้ไว้ก่อนว่ามีอะไรที่ควรระวังบ้าง ทำนองเดียวกับเวลาข้ามถนนต้องมองซ้ายมองขวานั่นแหละ

สุนัขหลุดโลก
คนสมัยนี้ส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้วว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเป็นอันดับแรก ถ้าไม่นับมด แมงมุม หรือแมลงสาบที่อาจแอบขึ้นไปกับจรวดรุ่นแรก สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ชนิดแรกในอวกาศคือสุนัขตัวเมียชื่อไลก้า ที่ถูกส่งขึ้นไปกับดาวเทียมสปุตนิก 2 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957

ไลก้าในห้องโดยสาร ดาวเทียมสปุตนิก 2
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/2f/Lajka-pies_kosmonauta.jpg

ในยุคนั้นชีวิตของหมูหมากาไก่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แน่นอนว่าไลก้าตายอยู่ในวงโคจร แต่มันไม่ได้ตายเพราะมฤตยูจากอวกาศชนิดใดเลย มันตายภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร เพราะความร้อนในห้องโดยสาร เนื่องจากความผิดพลาดในระบบดาวเทียม

แต่สมมุติว่าไลก้าไม่ตายตอนนั้น มันก็คงรอดอยู่ได้ไม่นาน เพราะยังมีอันตรายจากอวกาศอีกหลายอย่างที่ฆ่าสุนัขตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งได้สบาย

อย่างแรกที่จะทำให้ไลก้าตายได้ ความจริงไม่เกี่ยวกับอวกาศทีเดียวนัก เพราะมันคือลมหายใจของไลก้าเอง ในห้องโดยสารของมันไม่มีระบบฟอกอากาศ มันจะตายเพราะขาดออกซิเจนในที่สุด

แบบจำลองดาวเทียมสปุตนิก 2 แสดงห้องโตยสารของไลก้าที่ด้านล่าง
Moscow Polytechnical Museum
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/62/Moscow_Polytechnical_
Museum%2C_Sputnik_2_%284927173535%29.jpg/450px-Moscow_Polytechnical_Museum%2C_Sputnik_2_%284927173535%29.jpg


ทางตายอันดับถัดไปคือดาวเทียมสปุตนิก 2 จะตกจากวงโคจรเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1958 หลังจากโคจรไปรอบโลกแล้ว 2570 รอบ ดาวเทียมสปุตนิก 2 ก็ตกและสลายตัวไปหมดระหว่างเข้าสู่บรรยากาค ซากของไลก้าจึงถูกฌาปนกิจไปในคราวนั้น

การค้นพบของดาวเทียมสปุตนิก 2 นอกจากค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะขึ้นไปอยู่ในอวกาศได้แล้ว ยังค้นพบแถบรังสีที่กระจายตัวอยู่เหนือบริเวณรอบขั้วโลกเหนือด้วย การค้นพบนี้ไม่ได้รับการขยายผล จึงยังไม่มีใครทราบในขณะนั้นว่ารอบโลกเรานี้มีแถบรังสีห่อหุ้มอยู่ การค้นคว้าเกี่ยวกับแถบรังสีจะต้องรอจนมีการส่งดาวเทียมสปุตนิก 3 ตามไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1958 จึงเกิดความตระหนัก โดยร่วมมือกับดาวเทียมรุ่นแรกๆ ของสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกส่งขึ้นในช่วงเดียวกัน

แบบจำลองดาวเทียมสปุตนิก 3
ภาพจาก http://media-cache-ec2.pinimg.com/originals/89/c0/fd/89c0fd292b4731af81980c4cc7a46d0c.jpg

แถบรังสีแวนอัลเลน
วงโคจรรอบโลกของไลก้าไม่สูงพอที่จะพามันเข้าสู่แถบรังสีที่ดาวเทียมสปุตนิก 2 ค้นพบ มิฉะนั้นไลก้าก็จะได้พบกับมฤตยูในแถบรังสีนี้ ซึ่งต่อมาเรียกว่า แถบรังสีแวนอัลเลน ตามชื่อผู้ค้นพบคนแรก คือ ดร. เจมส์ แวน อัลเลน ผู้อำนวยการโครงการดาวเทียมเอกซ์พลอเรอ 1 และ 2 ของสหรัฐเมื่อต้น ค.ศ.1958

ดร. เจมส์ แวน อัลเลน
NASA Ames Resarch Center (NASA-ARC) (Pioneer 10 Media Pack) [Public domain], via Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/5b/James_Van_Allen_72400_A78-0077-9.jpg/1024px-James_Van_Allen_72400_A78-0077-9.jpg

แถบรังสีแวนอัลเลนเป็นแถบอนุภาคมีประจุที่ล้อมรอบโลก เป็นโครงสร้าง 3 ชั้น ทั้งหมดดำรงอยู่ภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก โดยลอยสูงจากพื้นโลก 1,000-60,000 กิโลเมตร แถบรังสีชั้นในประกอบด้วยโปรตอนและอิเล็กตรอนพลังงานสูง ชั้นนอกประกอบด้วยอิเล็กตรอนพลังงานสูงเป็นหลัก และมีอนุภาคชนิดอื่น เช่น อนุภาคแอลฟา อยู่บ้าง อนุภาคทั้งหมดนี้ทำให้แถบรังสีแวนอัลเลนเป็นอันตรายต่อดาวเทียมที่มีวงโคจรสูงกว่าวงโคจรใกล้โลก และยังเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วย

โครงสร้างสามมิติของแถบรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลกภายใต้อิทธิพลของสนามแม่เหล็กโลก
NASA Ames Resarch Center (NASA-ARC) (Pioneer 10 Media Pack) [Public domain], via Wikimedia Commons
ภาพจาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Radiation_belts4.jpg

ที่มาของอนุภาคมีประจุในแถบรังสีแวนอัลเลนส่วนใหญ่คือลมสุริยะและปรากฏการณ์รุนแรงอื่นๆ จากดวงอาทิตย์ เช่นการลุกจ้า อิเล็กตรอนพลังงานสูงในแถบรังสีแวนอัลเลนเมื่อพุ่งเข้าไปในดาวเทียม ก็จะทำให้ระบบไฟฟ้าของดาวเทียมเกิดความเสียหาย ยิ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ลดขนาดลงมากขึ้น ความเสียหายก็จะเกิดง่ายขึ้น

ดาวเทียมที่มีวงโคจรผ่านเข้าผ่านออกแถบรังสีแวนอัลเลนจึงจำเป็นต้องมีการติดตั้งชุดป้องกันรังสี ดังกรณีของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ที่ป้องกันตัวด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนา 3 มิลลิเมตร เป็นต้น

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ป้องกันรังสีด้วยแผ่นอะลูมิเนียมหนา 3 มม.
NASA (Great Images in NASA Description) [Public domain], via Wikimedia Commons
ภาพจาก http://media-cache-is0.pinimg.com/originals/5e/00/a0/5e00a00cd48c2b3fd4f140628d00847c.jpg

แม้ยานอวกาศที่เดินทางผ่านแถบรังสีแวนอัลเลนไปยังจุดหมายปลายทางที่ไกลกว่านั้นก็ต้องมีมาตรการป้องกันอันตรายจากรังสี ดีกว่าพบว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใช้ไม่ได้เมื่อถึงเวลาเริ่มต้นภารกิจ และถึงอย่างไร การป้องกันนี้ก็ใช้ได้กับภัยจากรังสีคอสมิกและการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ด้วย

สิ่งมีชีวิตก็ได้รับผลจากรังสีรุนแรงในแถบรังสีแวนอัลเลนด้วย นับจากการทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่สอง มนุษยชาติก็ได้รับทราบพิษภัยที่สารกัมมันตรังสีสามารถกระทำต่อมนุษย์มากมายหลายครั้ง รังสีที่รุนแรงความจริงคืออิเล็กตรอน โปรตอน หรือนิวเคลียสของอะตอม ที่พุ่งด้วยความเร็วสูง ซึ่งเมื่อกระทบกับเซลล์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต ก็จะเปลี่ยนอะตอมในเซลล์เป็นไอออน กลายเป็นเซลล์ไม่ปกติ หากความผิดปกติมีมากขึ้น โอกาสเกิดมะเร็งก็สูงขึ้น หรืออาจตายอย่างรวดเร็วจากการหยุดทำงานของอวัยวะหรือกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย

แบบจำลองซากโรงไฟฟ้าพลังปรมาณูที่เมืองเชอร์โนบิล ประเทศยูเครน ซึ่งระเบิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1986 ควันกัมมันตรังสีจากการระเบิดลอยไปไกลถึงทวีปยุโรป มีผู้ตายเพราะรังสีโดยตรงอย่างน้อย 64 คน และที่ตายเพราะมะเร็งเนื่องจากกัมมันตรังสีคราวนั้นอีกเกือบ 4 พันคน
By stahlmandesign (Flickr: Chernobyl model) [CC-BY-2.0 (creativecommons.o...], via Wikimedia Commons
ภาพจาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Chernobyl_model.jpg

ในโครงสร้าง 3 ชั้นของแถบรังสีแวนอัลเลนนั้น ถ้าไลก้าสามารถบินผ่านแถบรังสีไปได้ มันจะได้รับรังสีรุนแรงที่สุดขณะอยู่ในบริเวณแถบรังสีชั้นใน เพราะมีอนุภาคประเภทโปรตอนอยู่มาก ถ้าจะตายก็ตายจากชั้นในนี่แหละ จากนั้นมันจะผ่านเข้าสู่แถบรังสีชั้นกลาง ซึ่งเป็นเขตปลอดภัยเนื่องจากไม่มีรังสีอยู่เลย พอถึงชั้นนอกมันก็จะผ่านไปได้โดยไม่มีผลกระทบมากเท่าตอนที่มันผ่านแถบรังสีชั้นใน

ถึงตอนที่สหรัฐส่งยานอะพอลโลไปดวงจันทร์ เราก็รู้แล้วว่ามีแถบรังสีแวนอัลเลนอยู่รอบโลก และจัดการป้องกันมนุษย์อวกาศในโครงการได้อย่างเหมาะสม

ถ้าจะว่าไป แถบรังสีแวนอัลเลนก็ยังไม่ใช่เรื่องร้ายแรงที่สุดในการท่องอวกาศของคุณ เมื่อคุณออกไปนอกเขตสนามแม่เหล็กโลกแล้ว คุณถึงจะเจอของจริง นั่นคือลมสุริยะและพรรคพวกจอมมหากาฬของมัน


  Sidebar

  ปัดกวาดแถบรังสี

แถบรังสีแวนอัลเลนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบดาวเคราะห์และดวงจันทร์หลายดวงในระบบสุริยะที่มีสนามแม่เหล็ก แต่ก็มีคนรู้สึกว่าการต้องคอยระวังป้องกันรังสีทุกครั้งที่เราเดินออกจากบ้านเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นสักนิด
วาเลนติน ดานิลอฟ นักฟิสิกส์ชาวรัสเซียเสนอไว้เมื่อ ค.ศ. 1996 ว่าเราน่าจะใช้ยานมีหางไฟฟ้าไปบินในแถบรังสีแวนอัลเลนเพื่อขจัดรังสีให้หมด โดยอนุภาคมีประจุจะถูกหางไฟฟ้าผลักเข้าสู่บรรยากาศโลกและสลายตัวไปเองในที่สุด
มีคนเอาข้อเสนอนี้ไปต่อยอดและทำแบบจำลองปฏิบัติการขึ้น ปรากฏว่าแถบรังสีชั้นในจะถูกกวาดจนเหลือปริมาณรังสีเพียง 1% ของปริมาณอิเล็กตรอนในธรรมซาติภายในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น


ผลไม้พิษจากดวงอาทิตย์
สรรพชีวิตในโลกดำรงอยู่ได้เพราะดวงอาทิตย์ เปรียบเหมือนเราเก็บเกี่ยวดอกผลจากต้นไม้ใหญ่ที่มีแต่ให้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น ชีวิตปรับตัวให้อาศัยพลังงานดวงอาทิตย์ที่ผ่านการกรองโดยบรรยากาศโลกมาแล้ว ขออย่างเดียวว่าอย่าออกไปนอกโลก เพราะชีวิตในโลกไม่ได้วิวัฒนาการมาสำหรับการอยู่นอกโลก และบางครั้งแม้เมื่อเราอยู่ในโลก วิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของเราก็ทำให้สิ่งที่ถูกส่งมาจากดวงอาทิตย์กลายเป็นภัยร้ายแรงไปจนได้ ผลไม้ที่เอื้อแก่ชีวิตกลับกลายเป็นผลไม้พิษไปเสียแล้ว

เมื่อคุณออกไปนอกโลก รอดพ้นจากแถบรังสีแวนอัลเลน อันตรายขั้นถัดไปส่วนใหญ่จะมาจากดวงอาทิตย์ อันดับแรกคือลมสุริยะ ร้ายกว่านั้นคือการลุกจ้า และที่ร้ายที่สุดคือการพ่นมวลคอโรนา ตามลำดับของความรุนแรง จากตายช้า ตายเร็ว ไปถึงตายแน่ๆ

ลมสุริยะ (solar wind) คือกระแสอนุภาคมีประจุที่แผ่ออกจากบรรยากาศชั้นบนของดวงอาทิตย์ไปทุกทิศทาง บางส่วนของลมสุริยะเป็นอนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดมะเร็งในมนุษย์อวกาศที่ได้รับลมสุริยะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน การป้องกันลมสุริยะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้ออกแบบยานอวกาศให้คุณโดยสารจะต้องนึกถึง

การลุกจ้า (solar flare) คือปรากฏการณ์ในบรรยากาศชั้นโครโมสเฟียร์และคอโรนาเมื่อบริเวณใดบริเวณหนึ่งบนดวงอาทิตย์เพิ่มความสว่างขึ้นอย่างกะทันหัน เนื่องจากการปลดปล่อยพลังงานในบริเวณดังกล่าวเป็นปริมาณมากถึงราว 1 ใน 6 ของพลังงานที่แผ่ออกจากดวงอาทิตย์ในแต่ละวินาที

การลุกจ้าอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 2012 ปลดปล่อยรังสีเอกซ์และรังสีแกมมาออกมาเป็นปริมาณมากอย่างไม่เคยมีมาก่อน
NASA/Goddard Space Flight Center
ภาพจาก http://media-cache-ec2.pinimg.com/originals/eb/78/01/eb78014b663f7756bbea3382fd28f877.jpg

สิ่งที่ถูกปลดปล่อยคือรังสีในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าหลายช่วงความถี่ เช่น คลื่นวิทยุ แสงขาว รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น รังสีเหล่านี้สังเกตได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ในโลกและนอกโลก นอกจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแล้ว การลุกจ้ายังปลดปล่อยกลุ่มเมฆอิเล็กตรอน ไออน และอะตอม ออกไปพ้นชั้นคอโรนาด้วย การปลดปล่อยพลังงานเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีแล้วก็จะหายไป

สาเหตุของการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์หรือบนดาวดวงไหนก็ตาม เกิดจากความเปลี่ยนแปลงรูปแบบเส้นสนามแม่เหล็กในจุดมืด ทำให้พลาสมาที่ถูกบีบอัดอยู่ในเส้นสนามแม่เหล็กระเบิดออก พลาสมาที่ระเบิดขึ้นข้างบนจะกลายเป็นมวลอนุภาค ส่วนที่ระเบิดลงข้างล่างจะไปชนกับพื้นผิวดวงอาทิตย์และทำให้พื้นผิวร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วจนก่อกำเนิดรังสีในย่านความถี่ต่างๆ ตั้งแต่คลื่นวิทยุถึงรังสีแกมมา สองส่วนของการลุกจ้า คือรังสีและอนุภาคมีประจุที่มาพร้อมกับรังสี มีที่มาจากทิศทางการระเบิดที่แตกต่างกันของพลาสมานี่เอง

บ่วงพลาสมาบนพื้นผิวดวงอาทิตย์เกิดจากสนามแม่เหล็ก
By NASA [Public domain], via Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d4/Solar_flare_%28TRACE%29.gif

โลกของเรามีบรรยากาศเป็นเกราะกำบังพิษภัยจากการลุกจ้าให้เราอยู่แล้ว ผลกระทบของการลุกจ้าต่อโลกคือมีแสงเหนือใต้ให้เห็น และบางทีสัญญาณวิทยุกับจีพีเอสอาจรวนไปบ้าง หรืออย่างแรงอาจถึงกับไฟฟ้าดับไปทั้งเมือง แต่ถ้าคุณออกไปนอกโลก ก็ต้องดูฤกษ์ผานาทีกันหน่อย หากออกไปในช่วงต่ำสุดสุริยะ (solar minimum) ก็โชคดีไป เพราะอัตราการเกิดการลุกจ้าอยู่ที่น้อยกว่า 1 สัปดาห์ต่อครั้ง ส่วนในช่วงสูงสุดดวงอาทิตย์ (solar maximum) โอกาสเกิดการลุกจ้าจะเพิ่มเป็นวันละหลายครั้ง

การลุกจ้าที่มีปริมาณรังสีเอกซ์และรังสีแกมมามาก คือการลุกจ้าชนิดที่เป็นภัยต่อมนุษย์และอุปกรณ์ต่างๆ ในอวกาศ

คนที่ออกไปท่องอวกาศอยู่นอกยานย่อมได้รับรังสีอย่างเต็มที่ จึงเสี่ยงที่จะได้รับรังสีเกินขีดจำกัด นักท่องเที่ยวอวกาศคงไม่มีใครอุตริออกไปนอกยาน สวัสดิภาพของคุณจึงขึ้นอยู่กับมาตรฐานการป้องกันรังสีของยานอวกาศเป็นสำคัญ

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในอวกาศนอกจากอาจเสียหายเพราะมวลอนุภาคมีประจุพุ่งเข้าชนแล้ว รังสีเอกซ์ยังทำให้บรรยากาศชั้นนอกของโลกร้อนขึ้น บรรยากาศร้อนมีแรงเสียดทานมากกว่าบรรยากาศเย็น จึงอาจหน่วงดาวเทียมในวงโคจรต่ำให้เคลื่อนตัวช้าลงจนหลุดจากวงโคจรและตกสู่โลกได้ ดังเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับยานสกายแล็บของสหรัฐเมื่อ ค.ศ. 1979 ถ้ายานของคุณไปพ้นบรรยายกาศโลกแล้ว เรื่องนี้ก็ไม่เป็นปัญหา

ยานสกายแล็บขององค์การนาซาถูกส่งขึ้นปฏิบัติการในวงโคจรรอบโลกเมื่อ ค.ศ. 1973-1974 ถูกทิ้งไว้เฉยๆ ในวงโคจรเพื่อรอกระสวยอวกาศมาปรับสภาพนำไปใช้ไหม่ แต่โครงการกระสวยอวกาศล่าช้ามากจนสกายแล็บตกจากวงโคจรเสียก่อนเมื่อ
ค.ศ. 1979
NASA
ภาพจาก http://heasarc.gsfc.nasa.gov/Images/skylab/skylab4_orbit.gif

การลุกจ้าเกิดขึ้นที่ใดก็ได้บนดวงอาทิตย์ มีแนวการแผ่รังสีและมวลอนุภาคที่พุ่งไปในทิศทางเดียว ถ้าทิศทางนั้นไม่ตรงกับโลกหรือยานของคุณ การลุกจ้าก็เป็นเพียงเหตุการณ์น่าตื่นเต้น ไม่ใช่ภัยร้ายแรง ในขณะที่การพ่นมวลคอโรนาเป็นอันตรายที่เลี่ยงได้ยากกว่าและน่ากลัวกว่า

การพ่นมวลคอโรนา (coronal mass ejection หรือ CME) เป็นการปะทุขนาดใหญ่มากของแก๊สในคอโรนา ปรากฏเป็นฟองขนาดยักษ์ที่ผุดออกมาจากดวงอาทิตย์ แล้วขยายตัวจนมีปริมาตรมากกว่าดวงอาทิตย์หลายเท่า และเพิ่มอัตราเร็วขึ้นได้สูงสุดถึง 20-32,000 กิโลเมตรต่อวินาที โดยมีความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 489 กิโลเมตรต่อวินาที มักเกิดร่วมกับการลุกจ้า

การพ่นมวลคอโรนาเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ. 2003 ภาพดวงอาทิตย์ถูกซ้อนกับภาพฟองพลาสมาที่เกิดจากการพ่นมวลคอโรนาที่ถ่ายในเวลาเดียวกัน เห็นได้ว่าขณะนั้นการพ่นมวลคอโรนาขยายใหญ่กว่าดวงอาทิตย์แล้ว
Courtesy of SOHO/LASCO/EIT consortium. SOHO is a project of international cooperation between ESA and NASA.
ภาพจาก http://sohowww.nascom.nasa.gov/gallery/images/large/20031202c2eit304_prev.jpg

การพ่นมวลคอโรนาเกิดขึ้นได้ราว 3 ครั้งต่อวันในช่วงสูงสุดดวงอาทิตย์ อันป็นเวลาที่มีจำนวนจุดมืดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ปรากฏมากที่สุด และลดลงเป็นเฉลี่ย 1 ครั้งในทุก 5 วันในช่วงต่ำสุดดวงอาทิตย์ ตามวัฎจักรสุริยะที่กินเวลาคาบละ 11 ปี

สิ่งสำคัญของการพ่นมวลคอโรนาคือมวลแก๊สในสถานะพลาสมาซึ่งมีมวลเฉลี่ยคราวละ 16 ล้านล้านกิโลกรัม เมื่อพลาสมาพุ่งผ่านลมสุริยะ จะเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้อนุภาคของลมสุริยะถูกเร่งพลังงาน กลายเป็นอนุภาคพลังงานสูง ไปสมทบกับอนุภาคพลังงานสูงจากการลุกจ้าที่มีอยู่ก่อนแล้ว

โดยทั่วไปการพ่นมวลคอโรนาจะใช้เวลา 3-4 วันกว่าจะพุ่งมาถึงโลก โชคดีที่สมัยนี้เรามียานอวกาศและดาวเทียมหลายดวงที่เฝ้าดูพฤติกรรมของดวงอาทิตย์อยู่ทุกขณะ แปลว่าเรายังพอมีเวลาเตือนมนุษย์อวกาศและนักท่องเที่ยวอวกาศอย่างคุณให้เตรียมตัวป้องกันได้ทัน ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกก็พอมีเวลาโยกย้ายวงโคจรหรือหันหน้าหนีไปทางอื่นได้บ้าง

ยานโซโฮซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่จุดลากรานจ์แอล 1 เป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ใช้ในการสังเกตพฤติกรรมของดวงอาทิตย์
SOHO (ESA & NASA)
ภาพจาก http://soho.esac.esa.int/gallery/Spacecraft/large/Bottom02black_prev.jpg

ถึงกระนั้น ถ้าคุณลอยอยู่ในอวกาศ ไม่ว่าจะมีที่กำบังหรือไม่ การพ่นมวลคอโรนาก็ยังน่ากลัว เพราะที่พุ่งเข้าใส่ตัวคุณเป็นวัตถุที่มีตัวตน ไม่ใช่แค่รังสี โปรตอนที่พุ่งเข้าปะทะร่างกายคนอาจสร้างความเสียหายร้ายแรงแก่เซลล์ในร่างกาย แผงป้องกันรังสีในยานอวกาศรุ่งปัจจุบันยังไม่สามารถป้องกันกระแสอนุภาคเหล่านี้ได้ 100%

ส่วนในโลก การพ่นมวลคอโรนาอาจเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในโครงข่ายไฟฟ้าของโลก ทำให้ระบบส่งไฟฟ้าระเบิด เกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง

การพ่นมวลคอโรนาเป็นเสมือนการเหวี่ยงแหขนาดมหึมาออกจากดวงอาทิตย์ โอกาสที่คุณจะติดร่างแห ถูกอนุภาคพลังงานสูงสาดใส่ ย่อมมีมากกว่าโอกาสที่คุณจะอยู่ในเส้นทางของการลุกจ้า ไม่ว่าคุณจะแค่ไปเที่ยวโคจรรอบโลก หรือไปเที่ยวไกลถึงดวงจันทร์หรือดาวอังคาร ความเสี่ยงนี้จะยังคงอยู่

ของน่ากลัวในอวกาศไม่ได้มีแค่นี้ ถ้าคุณคิดว่าแถบรังสีแวนอัลเลน การลุกจ้า และการพ่นมวลคอโรนายังไม่น่าลัวพอให้คุณล้มเลิกแผนการท่องเที่ยวอวกาศในปีหน้า รออ่านตอนต่อไปของ มฤตยูนอกโลก บางทีคุณอาจจะเปลี่ยนใจ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 3 เมษายน 2556

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]