ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย วิษณุ เอื้อชูเกียรติ

สิ่งน่ากลัวในอวกาศไม่ใช่ผี ทุกอย่างที่น่ากลัวมีตัวตนยิ่งกว่านั้น เพราะทำให้นักท่องเที่ยวอวกาศกลายเป็นผี อย่างรังสีมรณะในรูปแบบต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวพบได้ทันทีที่หลุดออกไปจากบรรยากาศโลก ทั้งแถบรังสีแวนอัลเลน รังสีคอสมิก และถ้ามองกลับไปยังดาวแม่ของโลก คือดวงอาทิตย์ แม่ดวงนี้ก็เจ้าอารมณ์ได้เป็นครั้งคราว มีทั้งการลุกจ้าและการพ่นมวลคอโรนา

ที่บอกว่าทุกอย่างมีตัวตนนั้น จะว่าไปพวกรังสีถึงจะมีตัวตน ก็ไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็น เพราะเป็นอนุภาคที่เล็กเหลือเกิน ต่อให้ใช้แว่นขยายส่องดูก็ไม่เห็น สำหรับมฤตยูที่เราเห็นได้ เราต้องกลับหลังหันจากดวงอาทิตย์ หันไปอีกทางหนึ่ง มิฉะนั้น แสงอาทิตย์จะทำให้เราตาพร่ามัว มองใกล้ก็ไม่ดี มองไกลก็ไม่เห็น

ขยะอวกาศ
ก่อนหน้ายุคอวกาศ คือ ค.ศ. 1957 เมื่อสหภาพโซเวียตส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก โลกไม่เคยมีอันตรายจากขยะอวกาศมาก่อน แน่ละ ในเมื่อยังไม่มีใครไปทิ้งขยะมาก่อน อวกาศก็ย่อมสะอาดปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวอวกาศอย่างคุณ แต่งานนี้ไก่ต้องเกิดก่อนไข่ คือต้องมีสปุตนิก มีการพัฒนาต่อมาจนเป็นยานอวกาศสำหรับนักท่องเที่ยว แล้วจึงมีผลผลิตของเทคโนโลยีอวกาศ ซึ่งอย่างหนึ่งคือขยะในอวกาศรอบโลกนี่เอง

ดาวเทียมสปุตนิก 1 –ขยะอวกาศชิ้นแรก หลังจากถูกส่งขึ้นนสู่อวกาศเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957
และส่งสัญญาณอยู่ถึงวันที่ 26 ตุลาคม มันกลายเป็นขยะอวกาศอยู่จนถึงวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 1958 จึงตกสู่โลก
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/b0/Sputnik_1.jpg


ปริมาณและน้ำหนัก
ลองนึกภาพถนนมอเตอร์เวย์ที่เคยโล่งกว้าง รถวิ่งไปมาได้อย่างรวดเร็ว วันดีคืนดีก็มีรถบรรทุกทำกระสอบหล่นลงมากลางถนน แล้วไม่มีใครเก็บ อีกไม่กี่เดือนต่อมา รถแท๊กซี่เก่าๆ จากไหนไม่รู้ ยังมาทิ้งกันชนท้ายเอาไว้บนถนนอีก ไม่มีใครเก็บอีกเหมือนกัน ทรายตั้งมากมายก็ไม่รู้รถขนทรายที่ไหนมาทำหล่นไว้

ถ้ามีรถมาทิ้งชิ้นส่วนไว้บนมอเตอร์เวย์เยอะเข้า สักวันหนึ่งรถที่ใช้มอเตอร์เวย์จะต้องชนกับขยะพวกนั้นเข้าจนได้ ถึงไม่ชน การจราจรบนมอเตอร์เวย์ก็ต้องเคลื่อนตัวด้วยความระมัดระวัง เพื่อหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุชนิดนี้

ในทำนองเดียวกัน อวกาศรอบโลกมีขยะอยู่ไม่น้อย และนับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอวกาศ มีทั้งขยะชิ้นใหญ่ หมายถึงที่ใหญ่กว่า 10 ซม. ขึ้นไป จำนวนอย่างน้อย 19,000 ชิ้น ขนาดกลางระหว่าง 1-10 ซม. ประมาณ 500,000 ชิ้น และขนาดเล็ก คือต่ำกว่า 1 ซม. อีกหลายสิบล้านชิ้น รวมน้ำหนักของขยะทั้งหมดได้ราว 1,900 ตัน ซึ่งร้อยละ 98 เป็นน้ำหนักรวมของขยะที่หนักเกิน 100 กก. จำนวนราว 1,500 ชิ้น

วัตถุในอวกาศที่มีการเฝ้าติดตามส่วนใหญ่ (95%) เป็นขยะอวกาศ ที่เห็นเป็นวงแหวนรอบโลกคือดาวเทียมค้างฟ้า จุดขาวที่หนาแน่นห่อหุ้มโลกคือดาวเทียมและขยะอวกาศในวงโคจรใกล้โลก
NASA Orbital Debris Program Office, photo gallery
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/File:Debris-GEO1280.jpg


ขยะอวกาศชิ้นเล็กๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป สามารถป้องกันได้บางส่วนด้วยโล่วิปเพิล (Whipple shield) ผืนผ้าทอด้วยเส้นใยกระเบื้องที่ติดตั้งห่างจากพื้นผิวของยานอวกาศเล็กน้อย ขยะอวกาศขนาดเล็กหรือจุลอุกกาบาตที่พุ่งเข้าปะทะโล่วิปเพิลจะระเหิดเป็นพลาสมาซึ่งพุ่งกระจายเป็นวงกว้างเข้าใส่ยานอวกาศ การกระจายตัวและระยะห่างทำให้พลาสมาไม่เป็นอันตรายต่อพื้นผิวยานอวกาศ

หน้าต่างยานกระสวยอวกาศแชลเลนเจอร์เมื่อครั้งยังปฏิบัติงานอยู่ เคยถูกเกล็ดสีพุ่งชนในอวกาศ เกิดเป็นหลุมกว้างประมาณ 2 มม.
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/12/Space_debris_impact_on_Space_Shuttle_window.jpg


ส่วนที่ติดตั้งโล่วิปเพิลไม่ได้ คือส่วนของยานอวกาศที่จำเป็นต้องเปิดพื้นผิวเวลาใช้งาน เช่นแผงสุริยะ และหน้าเลนส์ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ ความเสียหายและความเสื่อมของอุปกรณ์จึงเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

แผงสุริยะของสถานีอวกาศนานาชาติถูกจุลอุกาบาตหรือขยะอวกาศก็ไม่ทราบพุ่งชนจนทะลุเป็นรู
Wikimedia Commons
ภาพจาก https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/7b/ISS_Solar_Array_-_Bullet_Hole.jpg


ที่มาของขยะอวกาศ
แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ

1. ดาวเทียมปลดระวาง หรือหลุดจากการควบคุม ซึ่งเมื่อไม่ใช้หรือใช้ไม่ได้แล้ว เจ้าของดาวเทียมก็มักจะปล่อยมันไว้ให้รกวงโคจรอย่างนั้นเอง นอกจากจะเป็นขยะชิ้นใหญ่แล้ว การเสื่อมสลายของวัสดุในกลุ่มนี้ยังก่อให้เกิดขยะชิ้นเล็กๆ เช่นสะเก็ดสีที่หลุดล่อนออกจากผิวดาวเทียม ได้อีกมาก

ดาวเทียมแวนการ์ด 1 ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ เมื่อ ค.ศ. 1958 และปลดประจำการในวงโคจร
กลายเป็นขยะอวกาศที่เก่าแก่ที่สุดของโลกในขณะนี้
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/7f/Vanguard_1.jpg




2. ท่อนบนของจรวดที่ใช้ส่งยานอวกาศ เป็นท่อนที่จุดขึ้นหลังจากยานอวกาศถูกส่งขึ้นจากพื้นโลกแล้ว ท่อนแรกของจรวดถูกปลดทิ้งลงสู่มหาสมุทร ท่อนที่สองและท่อนต่อมาจะถูกจุดและปลดออกจนถึงท่อนบนสุดซึ่งถูกปลดออกเมื่อยานอวกาศขึ้นสู่วงโคจรหรือออกไปพ้นแรงโน้มถ่วงของโลกแล้ว ความสูงขนาดนี้ทำให้จรวดท่อนบนไม่ตกสู่โลกในทันที แต่จะโคจรไปรอบโลกอยู่นานหลายปีกว่าจะตก เชื้อเพลิงที่ค้างอยู่ในจรวดยังอาจระเบิดเมื่อชนกับวัตถุอื่น ทำให้เกิดขยะอวกาศมากขึ้นไปอีก

จรวดเดลตาท่อนที่ 2 ที่ถูกทิ้งอยู่ในอวกาศ ถ่ายภาพได้โดยดาวเทียม XSS-10
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/e8/Delta-II_Stage2_XSS-10.jpg


3. เครื่องมือที่หลุดลอย จากมือของมนุษย์อวกาศเวลาออกไปทำงานนอกยาน เช่นไมเคิล คอลลินส์ ผู้คุมยานอะพอลโล 11 สมัยออกท่องอวกาศกับยานเจมินิ 10 เคยทำกล้องถ่ายรูปหล่น หรือคีมที่หล่นหายระหว่างการซ่อมแผงสุริยะของยานกระสวยอวกาศครั้งหนึ่ง ขยะกลุ่มนี้รวมไปถึงขยะจริงๆ ที่ถูกโยนออกจากสถานีอวกาศมีตลอดอายุการโคจรรอบโลกนานถึง 15 ปีของมันด้วย

มนุษย์อวกาศไมเคิล คอลลินส์ ขณะฝึกการควบคุมยานอะพอลโล 11
เขาเคยทำกล้องถ่ายรูปหลุดมือสมัยออกท่องอวกาศจากยานเจมินิ 10

ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/7e/Michael_collins_training_apollo_11.jpg


4. ซากจากการทดสอบอาวุธ เป็นมรดกมาจากยุคทศวรรษ ค.ศ. 1960 และ 1970 เมื่อทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตพากันสร้างอาวุธต่อต้านดาวเทียมขึ้นเป็นการใหญ่ อาวุธที่สร้างแล้วย่อมต้องมีการทดสอบยิงกันจริงๆ ในอวกาศ สิ่งที่ถูกยิงแหลกเป็นจุลในอวกาศจึงกลายเป็นขยะอวกาศอยู่ในวงโคจรต่อมาอีกนานแสนนาน

ขยะอวกาศเกือบทั้งหมดลอยอยู่ในวงโคจรใกล้โลก หมายถึงวงโคจรที่สูงจากพื้นผิวโลกไม่เกิน 2,000 กิโลเมตร แต่ไม่ต่ำกว่า 160 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่ลอยอยู่ในช่วง 750-800 กิโลเมตร ถ้าลอยต่ำกว่า 400 กิโลเมตร แรงเสียดทานของบรรยากาศที่เริ่มหนาแน่นขึ้นจะทำให้ชิ้นขยะลอยต่ำลงจนตกลงสู่โลกและเผาไหม้ไปหมด

ความเสี่ยงของนักท่องเที่ยวอวกาศที่ขึ้นไปวนรอบโลกแค่สามสี่รอบจึงมีไม่มาก เพราะขนาดสถานีอวกาศนานาชาติยังลอยอยู่สูงเพียง 300-400 กิโลเมตรเท่านั้น วงโคจรปกติของกระสวยอวกาศอยู่ที่ความสูงราว 320 กิโลเมตร ดังนั้นการทัศนาจรอวกาศระยะสั้นจึงไม่น่ากลัวนัก แต่ใช่ว่านักบินจะวางใจได้ สมัยที่กระสวยอวกาศยังปฏิบัติการอยู่ ทุกครั้งหลังจากบินขึ้นสู่วงโคจรรอบโลกแล้ว กระสวยอวกาศจะต้องโคจรโดยใช้ส่วนหางนำ เพราะเป็นส่วนที่ไม่สำคัญสำหรับการกลับโลก ถ้ามีอะไรมาชนก็ไม่ถึงกับวิกฤต แม้แต่สถานีอวกาศนานาชาติก็เคยต้องขยับหลบขยะอวกาศ ทั้งให้มนุษย์อวกาศทุกคนอพยพไปอยู่ในยานขนส่งโซยุซเพื่อความปลอดภัยอีกต่างหาก

ยานกระสวยอวกาศแอตแลนติสพลิกตัวก่อนเข้าเทียบสถานีอวกาศนานาชาติ ถ้าเป็นการโคจรรอบโลกด้วยตัวเอง ยานกระสวยอวกาศจะบินถอยหลัง คือหันหัวให้ท้ายยานพุ่งไปข้างหน้า ถ้ามีวัตถุมาชนจะได้ไม่กระทบกระเทือนส่วนที่จำเป็นสำหรับการกลับสู่โลก
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0b/STS_117_overturned_shuttle.jpg


ในที่สูงขึ้นไป ความปลอดภัยก็ชักจะน้อยลง เพราะขยะอวกาศที่ลอยสูงจะตกช้า มันอาจค้างอยู่ในวงโคจรได้นานหลายสิบปี ที่ร้ายกว่านั้นคือเมื่อขยะขนาดใหญ่ชนกับดาวเทียมที่ยังใช้งานอยู่ ดาวเทียมที่เสียหายก็จะกลายเป็นขยะไปด้วย แถมยังแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพิ่มขึ้นอีก อย่างคราวดาวเทียมคอสมอส 2251 หนัก 950 กก. ที่ปลดระวางแล้ว ชนกับดาวเทียมอิริเดียม 33 เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ดาวเทียมทั้งสองดวงแหลกสลาย กลายเป็นเมฆขยะกลุ่มมหึมาในวงโคจรต่อไป

ใครจะเก็บกวาดขยะอวกาศ
ความจริงมฤตยูนอกโลกชนิดขยะอวกาศเป็นเรื่องที่เกิดจากมนุษย์ และการเก็บกวาดขยะพวกนี้ก็น่าจะอยู่ในวิสัยของมนุษย์

ความคิดเรื่องการจำกัดและปัดกวาดขยะอวกาศมีมานานแล้ว ข้อกำหนดของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) บังคับให้ดาวเทียมสื่อสารในวงโคจรค้างฟ้าที่หมดอายุใช้งานต้องย้ายตัวเองออกไปอยู่ในวงโคจรสุสาน (graveyard orbit) จรวดสมัยใหม่บางรุ่นจะระบายเชื้อเพลิงออกจากจรวดจนหมดก่อนปิดการทำงาน และความคิดที่จะใช้ยานอวกาศไปไล่ปัดกวาดขยะอวกาศลงสู่วงโคจรต่ำๆ เพื่อให้ตกเร็วขึ้นก็ใกล้ความเป็นจริงขึ้น เมื่อมีผู้เสนอวิธีส่งยานไปจับขยะและอาศัยแรงที่ยานผลักขยะออกเป็นตัวขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายชิ้นต่อไป

ยานเก็บกวาดขยะอวกาศ สลิง-แซต แนวคิดจากมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม
การจับและเหวี่ยงขยะชิ้นหนึ่งจะทำให้เกิดโมเมนตัมที่ส่งยานไปหาขยะชิ้นต่อไป
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/12/Sling-Sat_removing_space_debris.png


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ประเทศที่มีเทคโนโลยีอวกาศบางประเทศเท่านั้นที่ปฏิบัติการจำกัดขยะอวกาศ ส่วนการปัดกวาดก็ยังไม่เกิดขึ้น ฉะนั้นไม่แน่ว่าอีกหน่อยการส่งยานไปสำรวจดาวเคราะห์ดวงอื่นจะกลายเป็นเรื่องทำได้ยาก เพียงเพราะจรวดของเราไม่สามารถบินผ่านดงขยะอวกาศที่เกิดขึ้นจากฝีมือของเราเองได้อย่างปลอดภัย

อุกกาบาตและดาวเคราะห์น้อย
ของน่ากลัวชนิดนี้มีตัวตนแน่ ขนาดของมันตั้งแต่เล็กเท่าฝุ่น ที่เรียกว่าจุลอุกกาบาต ไปจนถึงใหญ่เป็นภูเขาเลากา อย่างดาวเคราะห์น้อยที่เคยลอยมาชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนจนทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ถ้าโลกไม่มีกระบวนการกร่อนทางธรณีวิทยา โลกเราคงเต็มไปด้วยหลุมบ่อที่เกิดจากการชนของอุกกาบาตในยุคดึกดำบรรพ์

เล็กแต่ร้าย
แต่ปรากฏว่าของที่น่ากลัวสำหรับยานอวกาศไม่ใช่หินขนาดยักษ์ซึ่งเห็นได้แต่ไกล หากเป็นเมฆฝุ่นที่มองไม่เห็น ทำนายล่วงหน้าไม่ได้ สร้างความเสียหายให้แก่ยานอวกาศได้อย่างไม่สาหัส แต่นานไปอาจกลายเป็นสาเหตุแห่งความผิดพลาดในระบบที่นำไปสู่การยุติภารกิจก็เป็นได้

เมื่อค.ศ. 1967 ยานมารีเนอร์ 4 ของสหรัฐเพิ่งโคจรผ่านดาวอังคารและสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการส่งภาพชัดเจนของดาวอังคารกลับสู่โลกเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นยานมารีเนอร์ 4 ก็โคจรพ้นดาวอังคาร และหลุดเข้าไปในเมฆจุลอุกกาบาตกลุ่มหนึ่ง ยานถูกจุลอุกกาบาตพุ่งชน 17 ครั้งภายในช่วง 15 นาที ทำให้ฉนวนหุ้มยานฉีกขาด และวิถีโคจรเบี่ยงเบนไปชั่วคราว

ยานมารีเนอร์ 4 ที่ถูกปลดระวางก่อนเวลาอันควรเพราะบินไปชนกับกลุ่มฝุ่นอวกาศ
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bc/Mariner_3_and_4.jpg


นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานในภายหลังว่ากลุ่มจุลอุกกาตที่ยานมารีเนอร์ 4 ไปชนเข้านั้นคือเศษฝุ่นที่เกิดจากดาวหาง D/1895 Q1 หรือ D/Swift

อีกไม่กี่เดือนต่อมา ยานมารีเนอร์ 4 รายงานว่าถูกชนโดยจุลอุกกาบาตอีก 83 ครั้ง คราวนี้วิถีโคจรเปลี่ยนอีก และคุณภาพของสัญญาณก็เสียหาย ทำให้องค์การนาซาตัดสินใจยุติภารกิจ และปล่อยให้ยานมารีเนอร์ 4 กลายเป็นยานอวกาศเร่ร่อนในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปตลอดกาล

แถบดาวเคราะห์น้อย
ดาวเคราะห์น้อยที่มีอยู่ในปัจจุบันกระจุกตัวรวมกันอยู่ในหลายบริเวณ ที่หนาแน่นที่สุดคือในแถบดาวเคราะห์น้อยอันเป็นบริเวณที่มีดาวเคราะห์น้อยนับล้านดวงกระจายตัวอยู่ในวงโคจรเดียวกันรอบดวงอาทิตย์ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ถ้าคุณโดยสารยานอวกาศออกไปไกลเลยดาวอังคาร เช่นไปเที่ยวชมโลกใต้น้ำบนดวงจันทร์ยูโรปา รับรองว่าคุณจะต้องได้บินผ่านแถบดาวเคราะห์น้อยเป็นแน่

ดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะมีอยู่หนาแน่นที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี
แถบยาวที่ขนาบดาวพฤหัสบดีในวงโคจรเดียวกับดาวพฤหัสบดีคือดาวเคราะห์น้อยทรอย ซึ่งในภาพแยกเป็นกลุ่มทรอยกับกลุ่มกรีก
Wikimedia Commons
ภาพจาก http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/f/f3/InnerSolarSystem-en.png


อย่าคิดว่าคุณบินผ่านแถบดาวเคราะห์น้อยไปได้โดยสวัสดิภาพเพราะมีกัปตันยานอวกาศเก่งๆ ถึงกัปตันไม่เก่งคุณก็ไปรอด โอกาสที่คุณจะบินไปชนกับดาวเคราะห์น้อยมีน้อยมาก ยานอวกาศจากโลกหลายลำที่ถูกส่งไปสำรวจดาวเคราะห์รอบนอก คือตั้งแต่ดาวพฤหัสบดีออกไป ไม่เคยมีลำไหนที่บินเฉียดดาวเคราะห์น้อยในแถบดาวเคราะห์น้อยเลยด้วยซ้ำ เนื่องจากของหลายล้านชิ้นที่กระจายอยู่ในบริเวณกว้างกว่าวงโคจรของโลก จะอย่างไรก็ต้องอยู่ห่างกันลิบลับ

ภาพในหนังอวกาศที่ยานอวกาศของพระเอกบุกเข้าไปในดงดาวเคราะห์น้อยหนาแน่น แล้วหลบหลีกพ้นบ้างไม่พ้นบ้าง เป็นเพียงจินตนาการของคนทำหนัง ด้วยความตั้งใจจะให้คนดูตื่นเต้น ในความเป็นจริง พระเอกของเราคงเปิดระบบนำร่องอัตโนมัติแล้วไปทำอะไรอย่างอื่น ฉะนั้นแถบดาวเคราะห์น้อยจึงไม่นับเป็นมฤตยูนอกโลกแต่อย่างใด


Side bar
ดาวเคราะห์น้อยทรอย (Trojan asteroids)

ดาวเคราะห์น้อยกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งคือดาวเคราะห์น้อยทรอย ในที่นี้หมายถึงดาวเคราะห์น้อยที่เกาะกลุ่มอยู่ในวงโคจรของดาวพฤหัสบดี แต่อยู่ห่างจากตัวดาวเคราะห์ ที่จุดลากรานจ์แอล 4 และแอล 5 หรือจุด 60? ก่อนและหลังดาวพฤหัสบดี บนวงโคจรของดาวพฤหัสบดีเอง


จุดลากรานจ์ คือตำแหน่งในอวกาศ 5 ตำแหน่งซึ่งวัตถุมวลน้อยสามารถมีวงโคจรเสถียรภายใต้อิทธิพลแรงโน้มถ่วงของวัตถุมวลมากสองวัตถุในวงโคจรรอบศูนย์กลางมวลเดียวกัน ดาวเคราะห์น้อยทรอยโคจรอยู่ในจุดลากรานจ์แอล 4 และแอล 5
Wikimedia Commons
ภาพจากhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b8/Lagrange_very_massive.svg/1000px-Lagrange_very_massive.svg.png

เหตุที่เรียกว่าดาวเคราะห์น้อยทรอย เป็นเพราะเมื่อตอนที่ดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ถูกค้นพบใหม่ๆ พวกมันถูกตั้งชื่อตามตัวละครในมหากาพย์สงครามกรุงทรอย ธรรมเนียมปฏิบัติจะตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อยที่จุดแอล 4 (นำหน้าดาวพฤหัสบดี) ตามชื่อตัวละครฝ่ายกรีก และดาวเคราะห์น้อยที่จุดแอล 5 (ตามหลังดาวพฤหัสบดี) ตามชื่อตัวละครฝ่ายกรุงทรอย มีข้อยกเว้นอยู่สองดวงที่ถูกตั้งชื่อก่อนนักดาราศาสตร์จะถือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คือ 617 พาโทรคลัส (ฝ่ายกรีก สหายสนิทของอะคิลลีส ถูกเฮกเตอร์ฆ่าตาย) ไปอยู่ข้างแอล 5 แต่ 624 เฮกเตอร์ (ฝ่ายทรอย คนฆ่าพาโทรคลัส) กลับไปอยู่ข้างแอล 4


เฮกเตอร์ เจ้าชายนักรบผู้แกร่งกล้าที่สุดของกรุงทรอย
Wikimedia Commons
ภาพจากhttp://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/9c/Hector02.jpg

ต่อมามีการค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่จุดลากรานจ์แอล 4 และแอล 5 ในวงโคจรของดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย คำว่าดาวเคราะห์น้อยทรอยจึงขยายความไปเป็นดาวเคราะห์น้อยที่จุดลากรานจ์แอล 4 และแอล 5 ของดาวเคราะห์ใดก็ได้ เช่นโลกก็มีดาวเคราะห์น้อยทรอยกับเขาเหมือนกัน แต่มีอยู่เพียงดวงเดียวที่เพิ่งถูกค้นพบที่จุดลากรานจ์แอล 4 เมื่อค.ศ. 2010


อวกาศคืออาณาบริเวณที่เชื้อเชิญให้เราไปสำรวจ เทคโนโลยีอวกาศของมนุษย์ก้าวหน้าขึ้นทุกวัน หลายประเทศในโลกเริ่มให้ความสนใจกิจการอวกาศอย่างจริงจัง สักวันหนึ่งการเดินทางสู่อวกาศจะเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสามารถทำได้ มฤตยูนอกโลกซึ่งดูเหมือนห่างไกลจากตัวเราในวันนี้ ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มันอาจกลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปพูดกันติดปาก และเชื่อได้ว่า มันจะเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการการเดินทางในอวกาศต้องมีมาตรการป้องกันไว้แล้วอย่างแน่นอน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 28 มิถุนายน 2556

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]