ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ดร.สุพรรณ กาญจนสุธรรม
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร 0-2579-9036 โทรสาร 0-2940-7244 E-mail: [email protected]


1. ความหมายของภูมิสารสนเทศ
ความหมายของภูมิสารสนเทศ มาจากภาษาอังกฤษว่า geo-informatics บางครั้งเรียกว่าgeomaticsในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา geo แปลว่า earth หรือโลก ส่วน informatics มาจาก informationคือข้อมูลที่ได้วิเคราะห์แล้ว หรือสารสนเทศ รวมความแล้ว คือ สารสนเทศที่เกี่ยวกับโลก หรือสารสนเทศเชิงพื้นที่ (geographic information) และได้มีผู้บัญญัติเป็นภาษาไทยว่าภูมิสารสนเทศ มหาวิทยาลัยนิวบุลวิก (new brunswich) ประเทศแคนาดา ได้ให้คำจำกัดความของภูมิสารสนเทศ คือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการได้มาของข้อมูล การรวบรวมข้อมูล การบูรณาการข้อมูล การวิเคราะห์ การแปลตีความหมาย การจัดการ การเผยแพร่และการใช้ข้อมูลข่าวสารเชิงพื้นที่ของโลก (geospatial information) ที่เราอาศัยอยู่ได้เป็นอย่างดี ทำให้ได้ข่าวสารที่ถูกต้องและทันสมัย ซึ่งสามารถใช้ประกอบและสนับสนุนการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการบริหารด้านสาธารณะ และด้านการบริการเชิงธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สารสนเทศเชิงพื้นที่ (geographic information) จะแตกต่างเป็นอย่างมากกับคำว่าสารสนเทศธรรมดา (ordinary information) สารสนเทศธรรมดาจะเกี่ยวข้องกับอะไร (what) และเท่าไร(how much) ของเหตุการณ์ ตัวอย่างเช่นผลผลิตของมันสำปะหลังปี2547 จำนวนสุกรที่ส่งโรงฆ่าสัตว์ เดือนกันยายน ปี2547 จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรุงเทพฯ ปี2548 เป็นต้น ทั้งหมดที่ได้กล่าวมาแล้วคือสารสนเทศธรรมดา ส่วนสารสนเทศเชิงพื้นที่เกี่ยวข้องกับที่ไหน (where) ต้องประกอบด้วยจุดพิกัด (coordinate) และขอบเขต (boundary) เช่นจังหวัดที่มีพื้นที่เหมาะสมการปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะประกอบด้วยขอบเขตและพิกัดของจังหวัดที่มีพื้นที่เหมาะสมกับการปลูกข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเขียนเป็นสมการได้ ดังนี้

สารสนเทศเชิงตัวเลข
(numerical information)
+
ลักษณะของพื้นที่
(spatial aspect)
=
สารสนเทศเชิงพื้นที่
(geospatial information)

ข้อมูลเชิงพื้นที่ มีความหมายกว้างและครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ 1) ตำแหน่งที่อ้างอิงของโลกหรือตำแหน่งฐานที่ตั้ง 2) ลักษณะธรรมชาติ ได้แก่ ลักษณะภูมิประเทศ ธรณีวิทยา ภูมิศาสตร์ ธรณีโครงสร้าง อุทกวิทยา เป็นต้น และ 3) วัฒนธรรม ได้แก่ แนวแบ่งเขตทางการเมือง สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สำมะโนประชากร เป็นต้น ฉะนั้นอาจกล่าวได้ว่า ภูมิสารสนเทศเป็นวิทยาการที่สำคัญสนับสนุนการตัดสินใจในด้านการบริการเชิงตำแหน่ง โดยนโยบายของรัฐบาล ร้อยละ 80 เกี่ยวข้องกับข้อมูลเชิงพื้นที่ภูมิสารสนเทศ

2. องค์ประกอบของภูมิสารสนเทศ
ระบบภูมิสารสนเทศ มีองค์ประกอบหลักที่สำคัญ 3 ประการหรือเรียกว่า เทคโนโลยีสามเอส (3s) ได้แก่ 1.รีโมทเซนซิงหรือการสำรวจข้อมูลจากระยะไกล (remote sensingหรือ RS) เป็นข้อมูลปฐมภูมิในเชิงพื้นที่ ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ 2.ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (geographic information systemหรือGIS ) เป็นระบบเพื่อใช้ในการจัดการฐานข้อมูล และ 3.ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (global positioning systemหรือGPS) เพื่อหาตำแหน่งที่ถูกต้องบนพื้นโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง

2. 1 การสำรวจข้อมูลจากระยะไกล
การสำรวจข้อมูลจากระยะไกล (remote sensing) เป็นวิทยาศาสตร์และศิลปะของการได้มาซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ พื้นที่และปรากฏการณ์บนพื้นโลก จากเครื่องมือบันทึกข้อมูล โดยปราศจากการเข้ามาไปสัมผัสวัตถุเป้าหมาย ทั้งนี้อาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อ ในการได้มาของข้อมูลใน 3 ลักษณะ คือ ช่วงคลื่น (spectral) รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นผิวโลก (spatial) และการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (temporal)

2.1.1 การได้มาซึ่งข้อมูลจากดาวเทียม
ข้อมูลจากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร เป็นข้อมูลบันทึกค่าการสะท้อนพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าของสรรพสิ่งบนพื้นพิภพ มีรูปร่างลักษณะสีแตกต่างกันตามคุณลักษณะการสะท้องพลังงานแต่ละพื้นผิวตามช่วงเวลาและวิธีการที่บันทึกข้อมูล รวมทั้งกระบวนในการผลิตภาพข้อมูลจากดาวเทียมแสดงให้เห็นสภาพของสิ่งต่าง ๆ ในมุมกว้าง ซึ่งไม่สามารสังเกตได้จากระดับพื้นดิน เช่น โครงสร้างทางธรณีวิทยา นอกจากนี้ยังอาจแสดงให้เห็นข้อมูลที่ยากต่อการสำรวจด้วยสายตามนุษย์ เช่น การระบาดของโรคพืช มลพิษในน้ำ ดาวเทียมระบบเรดาร์สามารถบันทึกข้อมูลทะลุเมฆ หมอกควัน ทั้งในกลางวันและกลางคืน ภาพถ่ายดาวเทียม จึงสามารถนำมาศึกษาพื้นที่กว้าง ๆ ในระดับจังหวัด ภาค หรือประเทศ โดยในปัจจุบันความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรได้พัฒนาจนมีรายละเอียดสูง สามารถตอบสนองความต้องการในระดับท้องถิ่น ได้แก่ อำเภอ ตำบล และหมู่บ้านได้ ดาวเทียม สำรวจทรัพยากร ในยุคแรก ได้แก่ ดาวเทียม LANDSAT 1-3 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีรายละเอียดภาพ 80x80 ตารางเมตร, ต่อมาดาวเทียมLANDSAT 4-5 ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้พัฒนาขีดความสามารถให้รายละเอียดภาพความคมชัดมากขึ้นเป็น 30X30 ตารางเมตร ในระบบภาพสี และ 15x15 ตารางเมตรในระบบภาพขาว-ดำ ต่อมาได้มีการพัฒนารายละเอียดภาพ ขนาดต่ำกว่า 1x1 ตารางเมตร ตัวอย่างดาวเทียมในยุคแรก ได้แก่ ดาวเทียม SPOT 1, 2, 3, และ 4 ของประเทศฝรั่งเศส ดาวเทียม MOS-1 และ 2 ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียม JERS-1ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียม IRS-1C ของประเทศอินเดีย ดาวเทียม ERS-1ของประชาคมยุโรป ดาวเทียม RADARSAT ของประเทศ แคนาดา และดาวเทียม ADEOS-1ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียมดวงอื่น ๆ ที่ถูกส่งขึ้นต่อมา ได้แก่ ดาวเทียม IRS-1D ของประเทศอินเดีย ดาวเทียม LANDSAT-7 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ดาวเทียม TERRA ของประเทศสหรัฐอเมริการ่วมกับญี่ปุ่นและแคนนาดา ดาวเทียม ENVISAT ของประชาคมยุโรป ดาวเทียม ADEOS-2 ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากร ได้พัฒนาให้มีรายละเอียดภาพมากขึ้น ได้แก่ ดาวเทียม SPOT-5 ของประเทศฝรั่งเศส รายละเอียดภาพ 2.5x2.5 ตารางเมตร ดาวเทียม IKONOS ของประเทศสหรัฐอเมริการายละเอียดภาพ 1 เมตร และดาวเทียม QUICKBIRDของประเทศสหรัฐอเมริกา รายละเอียดภาพ 0.61x0.61 ตารางเมตร และในราวปี 2550 ประเทศไทยจะส่งดาวเทียม THEOS (Thailand Earth Observation System) ที่มีรายละเอียดภาพขาวดำ 2x2 ตารางเมตร และภาพถ่ายสีรายละเอียด 15x15 ตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาระบบที่สามารถบันทึกภาพผ่านเมฆ หมอก เช่น ดาวเทียมในระบบเรดาร์ได้แก่ ดาวเทียม ERS-1ของประชาคมยุโรป ญี่ปุ่น ดาวเทียม JERS-1ของประเทศญี่ปุ่น ดาวเทียม RADARSATของประเทศแคนาดา

2.1.2 ลักษณะเด่นของข้อมูลดาวเทียมสำรวจทรัพยากร
  1. ความรวดเร็วในการได้มาซึ่งข้อมูล ภาพถ่ายดาวเทียมสามารถแสดงข้อมูลพื้นผิวโลกครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างภายในเวลาอันรวดเร็ว และการที่ดาวเทียมมีรอบการโคจรที่สม่ำเสมอ ทำให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถวางแผนการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพรวมทั้งการใช้ประโยชน์ในการเฝ้าระวังและติดตามการเปลี่ยนแปลง
  2. เป็นข้อมูลเชิงตัวเลข ภาพถ่ายจากดาวเทียมบันทึกไว้ในรูปแบบข้อมูลเชิงตัวเลข (digital) โดยใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถนำเข้าในระบบ GIS ได้โดยตรง ทำให้ไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพรวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการแปลงข้อมูล ทั้งยังสามารถปรับแก้ให้มีความถูกต้องเชิงตำแหน่งได้ค่อนข้างถูกต้องแม่นยำ
  3. ประหยัดงบประมาณ การออกสำรวจภาคพื้นดินและการบินถ่ายรูปทางอากาศสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าราคาภาพถ่ายจากดาวเทียม ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะต่ำลงเรื่อย ๆ
  4. ความทันสมัย ดาวเทียมมีการโคจรรอบโลกอยู่ตลอดเวลา ภาพถ่ายจากดาวเทียมจึงสามารถบันทึกสภาพบนพื้นโลกได้ในลักษณะที่เป็นปัจจุบันที่สุด สามารถนำไปใช้งานได้เกือบทันทีที่ดาวเทียมโคจรอยู่เหนือบริเวณนั้น ในขณะที่ข้อมูลจากแผนที่หรือรูปถ่ายทางอากาศมักจะล้าสมัย
  5. การติดตามการเปลี่ยนแปลง ดาวเทียมโคจรผ่านมาถ่ายภาพที่จุดเดิมตามช่วงระยะเวลาที่แน่นอน เช่น ทุก ๆ 16 วัน หรือสามารถเอียงกล้องมาถ่ายภาพได้ทุก ๆ 3-4 วัน จึงมีประโยชน์ในการถ่ายภาพสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้โดยอัตโนมัติ
  6. ไร้พรมแดน ดาวเทียมโคจรในอวกาศโดยไม่มีข้อจำกัดทางภูมิประเทศ หรือขอบเขตการปกครอง สามารถบันทึกข้อมูลภาพได้ทั่วโลก จึงเอื้อประโยชน์ในกิจกรรมลาดตระเวนหรือเพื่อความมั่นคง รวมทั้งพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง

2.2 ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์
ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือ geographic information system หรือ GIS คือ กระบวนการที่เกี่ยวกับข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้กำหนดข้อมูลและสารสนเทศที่มีความสัมพันธ์ กับตำแหน่งในเชิงพื้นที่ เช่น ที่อยู่ บ้านเลขที่ สัมพันธ์กับตำแหน่งในพื้นที่ตำแหน่งละติจูด ลองจิจูด ข้อมูลและแผนที่ใน GIS เป็นระบบข้อมูลสารสนเทศที่อยู่ในรูปของตารางข้อมูลและฐานข้อมูลที่มีส่วนสัมพันธ์กับข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งหลาย (spatial data) จะสามารถนำมาวิเคราะห์ด้วย GIS และทำให้สื่อความหมายในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสัมพันธ์กับเวลาได้

ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไม่เพียงแต่เป็นระบบคอมพิวเตอร์สำหรับทำแผนที่เท่านั้น แม้ว่าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์สามารถจำทำแผนที่ทุกมาตราส่วนทุกระบบเส้นโครงแผนที่และสีต่าง ๆ ที่ปรากฏในแผนที่ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ (analysis tool) ที่สามารถบอกถึงความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ของสิ่งที่ปรากฏในแผนที่นั้น ๆ ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ไม่จัดเก็บข้อมูลในรูปแบบที่ใช้กันอย่างทั่วไป หรือไม่จัดเก็บภาพของพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จะจัดเก็บข้อมูลซึ่งสามารถที่จะสร้างภาพตามที่ต้องการและเหมาะสมตามวัตถุประสงค์ และการเชื่อมโยงข้อมูลเชิงพื้นที่เข้ากับสารสนเทศภูมิศาสตร์ สารสนเทศจะถูกจัดเก็บเป็นข้อมูลคุณลักษณะ (attributes) ของลักษณะเชิงพื้นที่ เช่น เครือข่ายถนน อาจจะแทนด้วยเส้นที่มองด้วยตาเป็นภาพบนจอภาพ และสามารถจะสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับถนนไม่ว่าจะเป็นความยาว ชื่อถนน ความกว้าง จากฐานข้อมูลและเราสามารถสร้างด้วยการแสดงเป็นสัญลักษณ์ของถนนตามสารสนเทศที่ต้องการแสดง

2.3 ระบบการกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก
ระบบการกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกด้วยดาวเทียม (global positioning system หรือ GPS)ระบบ GPS มีหลักการทำงานโดยอาศัยคลื่นวิทยุ และรหัสที่ส่งมาจากดาวเทียม NAVSTAR จำนวน 24 ดวง ที่โคจรอยู่รอบโลกวันละ 2 รอบ และมีตำแหน่งอยู่เหนือพื้นโลกที่ความสูง 20,200 กิโลเมตร สามารถใช้ในการหาตำแหน่งบนพื้นโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ที่ทุก ๆจุดบนผิวโลก ใช้นำร่องจากที่หนึ่งไปที่อื่นตามต้องการ ใช้ติดตามการเคลื่อนที่ของคนและสิ่งของต่าง ๆ การทำแผนที่ การทำงานรังวัด (surveying) ตลอดจนใช้อ้างอิงการวัดเวลาที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก ระบบสำรวจหาตำแหน่งพื้นโลกด้วยดาวเทียม ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนอวกาศ (space segment) ส่วนสถานีควบคุม (control segment) และส่วนผู้ใช้ (user segment)

3. การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการจัดการด้านชุมชน
การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการจัดการด้านชุมชนโดยวิธีการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติเศรษฐกิจการเกษตร พ.ศ. 2522 ประการหนึ่งคือ การศึกษาและวิเคราะห์วางแผนการผลิตทางการเกษตร แหล่งการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ให้สอดคล้องกับสภาพดิน ฟ้า อากาศ แหล่งน้ำ ประเภทของเกษตรกรรม รายได้หลักของเกษตรกร ความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ และกำหนดเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตร เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ โดยมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เรียกว่าภูมิสารสนเทศ (Geo-informatics) มาเป็นเครื่องมือในการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจ ซึ่งผลลัพธ์ทางพื้นที่ที่ได้ สามารถระบุถึงตำแหน่งหรือสถานที่ในภาคพื้นดินได้อย่างถูกต้องตรงกับความเป็นจริง สามารถนำมาใช้ในการวางแผนเชิงพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีการผลิตที่เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิต การแปรรูป และการตลาดของสินค้าเกษตร การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลต่าง ๆ ดังนี้ เกษตรกรสามารถทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการผลิตของตัวเองได้ชัดเจน สามารถทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการผลิตของตัวเองได้ชัดเจน สามารถทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ในการผลิตของตัวเองได้ชัดเจน เป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจเลือกผลิตสินค้าเกษตรชนิดต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดต้นทุนการผลิต มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดความเสี่ยงในเรื่องการตลาด ได้รับการ สนับสนุนจากภาครัฐตรงกับความต้องการ ผู้ประกอบการมีความมั่นคงในธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เนื่องจากมีความมั่นใจถึงปริมาณของผลผลิตที่สม่ำเสมอ ทำให้สามารถตัดสินใจในเรื่องของการลงทุนและการวางแผนด้านการตลาดได้ชัดเจนขึ้น ผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากผลผลิตทางด้านการเกษตรที่มีคุณภาพดีขึ้น มีความแน่นอนในเรื่องของราคา ปริมาณ และระยะเวลาของสินค้าเกษตรที่ออกสู่ตลาด ภาครัฐ สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบในการวางแผนการผลิต เกิดดุลยภาพด้านอุปทาน เพิ่มขีดความสามารถของรัฐในการสนับสนุนส่งเสริมในเรื่องต่างๆ เนื่องจากมีเป้าหมายที่ชัดเจนและแน่นอน ส่งผลให้ระบบการผลิตมีเสถียรภาพ และ สามารถแข่งขันกับตลาดโลกได้เพิ่มขึ้น

การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร มีขั้นตอนในการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ กำหนดเป้าหมายการผลิต จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการผลิต การวิเคราะห์หาความเหมาะสมของพื้นที่ และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางเศรษฐกิจ

3.1 กำหนดเป้าหมายการผลิต
โดยดูจากแหล่งผลิต ปริมาณการผลิต ปริมาณความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แนวโน้มของตลาดในอนาคตข้างหน้า รวมทั้งเป้าหมายการผลิตที่เหมาะสมสำหรับสินค้าเกษตรแต่ละชนิด ตามแผนยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ในปี พ.ศ 2545-49 ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ชนิดและปริมาณผลผลิตพืชชนิดต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายการผลิตตามตามแผน
ยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ในปี พ.ศ 2545-49

(ที่มา : แผนยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ปี พ.ศ 2545-49 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2545)
 ชนิด
ผลผลิต
1. ข้าวนาปี
21 ล้านตัน
2. ข้าวนาปรัง
6 ล้านตัน
3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
5.2 ล้านตัน
4. มันสำปะหลัง
20.8 ล้านตัน
5. อ้อยโรงงาน
54 ล้านตัน
6. สับปะรดโรงงาน
2.2 ล้านตัน
7. ถั่วเหลือง
375,000 ตัน
8. ยางพารา
2.4 ล้านตัน
9. ปาล์มน้ำมัน
4.4 ล้านตัน
10. ทุเรียน
995,000 ตัน
11. ลำไย
427,000 ตัน
12. กาแฟ
85,000 ตัน

3.2 จัดสรรพื้นที่ให้เหมาะสมกับเป้าหมายการผลิต
เพื่อกำหนดเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรโดยใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ วิเคราะห์หาความเหมาะสมของพื้นที่ทางด้านกายภาพสำหรับการปลูกพืชชนิดต่างๆ ซึ่งมีการจัดเตรียมข้อมูล เป็นการจัดเตรียมข้อมูลที่เป็นปัจจัยสำคัญทางด้านกายภาพที่มีผลต่อการปลูกพืช ซึ่งในการดำเนินงานครั้งนี้ได้ใช้แผนที่ทั้งหมด 9 ชนิด สำหรับการวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่ คือ แผนที่ลุ่มน้ำ แผนที่ชุดดิน แผนที่ปริมาณน้ำฝน แผนที่เขตชลประทาน แผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน แผนที่ขอบเขตการปกครอง แผนที่เส้นทางคมนาคม แผนที่ขอบเขตป่าไม้ตามกฎหมาย และแผนที่ระดับความสูงของพื้นที่ โดยข้อมูลทั้งหมดอยู่ในรูปของแผนที่ขนาดมาตราส่วน 1 : 50,000 ทั่วประเทศ แปลงข้อมูลเชิงพื้นที่ที่อยู่ในรูปของแผนที่กระดาษ (hard copy) ให้อยู่ในรูปของแผนที่เชิงตัวเลข (digital map) แล้วกำหนดและสร้างข้อมูลแสดงคุณลักษณะตัวเลขหรือตัวอักษรของแผนที่ในแต่ละประเภท พร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนนำไปสร้างความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลเชิงพื้นที่ (spatial data) กับข้อมูลแสดงคุณลักษณะ (attribute data) เพื่อที่จะนำไปวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลตามเงื่อนไขที่ต้องการ

3.3 การวิเคราะห์หาความเหมาะสมของพื้นที่
นำข้อมูลแผนที่ดังกล่าวข้างต้น มาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อหาความเหมาะสมของพื้นที่ทางกายภาพสำหรับการปลูกพืช โดยทำการวิเคราะห์ตามขอบเขตของลุ่มน้ำหลักทั่วประเทศจำนวน 25 ลุ่มน้ำ ซึ่งมี 5 ขั้นตอนดังนี้

3.3.1 วิเคราะห์ข้อมูลชุดดินและระดับความสูงของพื้นที่ แบ่งระดับความเหมาะสมของชุดดินสำหรับการปลูกพืชแต่ละชนิดออกเป็น 4 ระดับ คือ เหมาะสมที่สุด เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมเล็กน้อย และไม่เหมาะสม ซึ่งการแบ่งระดับความเหมาะสมของดินนี้เป็นข้อมูลที่นำมาจากกรมพัฒนาที่ดิน และแบ่งระดับความสูงของพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชตาม ข้อจำกัดของพืชแต่ละชนิด แล้วนำข้อมูลทั้งสองชนิดที่แบ่งระดับความเหมาะสมแล้วมาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เทคนิคการซ้อนทับ (Overlay)และสร้างเงื่อนไข ผลลัพธ์ที่ได้ในขั้นตอนนี้คือ แผนที่ระดับความเหมาะสมของดินและความสูงของพื้นที่ที่มีต่อการปลูกแต่ละชนิด

3.3.2 วิเคราะห์ข้อมูลปริมาณน้ำฝนและเขตชลประทาน โดยการแบ่งระดับของปริมาณน้ำฝนเป็น 4 ระดับ ตามความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด และแบ่งระดับของพื้นที่ในเขตชลประทาน 2 ระดับ คือในเขตชลประทานเป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุด และนอกเขตชลประทานเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม และนำข้อมูลทั้ง 2 ชนิดมาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เทคนิคการซ้อนทับ ผลลัพธ์ที่ได้ในขั้นตอนนี้คือแผนที่ระดับความเหมาะสมของปริมาณน้ำสำหรับการปลูกพืชชนิดต่างๆ 4 ระดับเช่นเดียวกับข้อมูลชุดดิน กล่าวคือ เหมาะสมที่สุด เหมาะสมปานกลาง เหมาะสมเล็กน้อย และไม่เหมาะสม ซึ่งการแบ่งระดับของปริมาณน้ำนี้ ได้ทำการแบ่งจากระดับของความต้องการน้ำของพืชชนิดต่างๆที่มีความต้องการน้ำไม่เท่ากัน

3.3.3วิเคราะห์ข้อมูลดินและน้ำ โดยการนำผลลัพธ์ในข้อที่3.1 และ 3.2 มาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เทคนิคการซ้อนทับและสร้างเงื่อนไข ซึ่งจะเกิดการแบ่งพื้นที่ความเหมาะสมของดินและน้ำออกเป็น 16 ระดับ ด้วยกัน เช่น ดินเหมาะสมที่สุดและน้ำเหมาะสมที่สุด ดินเหมาะสมปานกลางและน้ำเหมาะสมที่สุด เป็นต้น หลังจากนั้นจึงได้รวมกลุ่มให้เหลือเพียง 4 ระดับ เช่นเดิม โดยมีการถ่วงน้ำหนัก(weight) หรือให้คะแนนของปัจจัยดินและน้ำตามความต้องการของพืชเป็นหลัก ผลลัพธ์ที่ได้ในขั้นตอนนี้คือ แผนที่ระดับความเหมาะสมของดินและน้ำต่อการปลูกพืชชนิดต่าง ๆ

3.3.4 วิเคราะห์และกำหนดเขตพื้นที่ตามระดับความเหมาะสมหลังจากได้แผนที่ระดับความเหมาะสมของดินและน้ำแล้ว ได้นำข้อมูลแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน และแผนที่ขอบเขตป่าไม้มาวิเคราะห์ร่วมกับระดับความเหมาะสมของพื้นที่ ผลลัพธ์ที่ได้คือ แผนที่แสดงความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับการปลูกพืชชนิดต่างๆ โดยจำแนกพื้นที่ออกเป็น 4 เขต ดังนี้

3.3.4.1 เขตเกษตรกรรม (agricultural zone) ในการวิเคราะห์หาความเหมาะสมของพื้นที่ในเขตเกษตรกรรมนี้จะพิจารณาเฉพาะพื้นที่ที่สมควรที่จะทำการเกษตรเท่านั้น โดยกันพื้นที่ที่เป็นขอบเขตป่าไม้ตามกฎหมาย ป่าที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แหล่งน้ำ ที่อยู่อาศัย สิ่งก่อสร้าง อื่น ๆ ออกไป ให้คงเหลืออยู่เฉพาะการใช้ที่ดินทางด้านการเกษตรเท่านั้น จำแนกความเหมาะสมออกเป็น 4 ระดับ คือ
  1. พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในเขตเกษตรกรรม (highly suitable)
  2. พื้นที่ที่เหมาะสมปานกลางในเขตเกษตรกรรม (moderately suitable)
  3. พื้นที่ที่เหมาะสมเล็กน้อยในเขตเกษตรกรรม (marginally suitable)
  4. พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมในเขตเกษตรกรรม (unsuitable)
3.3.4.2 เขตป่าเศรษฐกิจ (economic forest zone) ทำการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือ พื้นที่ที่คงสภาพป่าอยู่ (existing forest) และพื้นที่ป่าเศรษฐกิจที่หมดสภาพป่าแล้ว (encroachment area) โดยพื้นที่ที่คงสภาพป่าอยู่นั้นจะไม่นำมาวิเคราะห์หาความเหมาะสม จะทำการวิเคราะห์เฉพาะพื้นที่ที่หมดสภาพป่าแล้วทำการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เป็นพื้นที่ทำการเกษตรและเขตพื้นฟูสภาพป่า ในส่วนของพื้นที่ที่อนุญาตให้ทำการเกษตรแบ่งความเหมาะสมออกเป็น 2 ระดับ คือเหมาะสมที่สุด และเหมาะสมปานกลาง ที่เหลือให้พิจารณาเป็นเขตฟื้นฟูสภาพป่า

3.3.4.3 เขตป่าอนุรักษ์ (conservative forest zone ) พื้นที่ขอบเขตป่าอนุรักษ์นั้นจะไม่นำมาวิเคราะห์หาความเหมาะสมเลย แต่จะทำการจำแนกออกเป็น 2 ส่วน คือเขตป่าอนุรักษ์ที่ยังคงสภาพป่าอยู่ และเขตป่าอนุรักษ์ที่ถูกบุกรุกทำลายจนหมดสภาพป่า โดยบริเวณที่ถูกบุกรุกทำลายป่าควรกำหนดให้เป็นเขตฟื้นฟูสภาพป่ามีการปลูกป่าขึ้นมาทดแทน และไม่มีกิจกรรมใด ๆในพื้นที่บริเวณนั้น

3.3.4.4 เขตอื่น ๆ (Other Zone) เป็นพื้นที่อื่นๆ ที่นอกเหนือจากการเกษตร เช่น สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่อยู่อาศัยแหล่งน้ำ นากุ้ง บ่อปลา ที่ไม่สามาถนำมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกได้อีก หรือถ้ามีการนำมาเป็นพื้นที่เพาะปลูกพืชได้ จะต้องมีการลงทุนที่สูงมาก ผลผลิตที่ได้จะไม่คุ้มทุน

3.3.5 การคำนวณหาพื้นที่และผลิตแผนที่ความเหมาะสมของพื้นที่ทางด้านกายภาพ ดำเนินการโดยนำข้อมูลขอบเขตการปกครองมาซ้อนทับเพื่อคำนวณหาพื้นที่ของระดับความเหมาะสมต่างๆ เพื่อนำผลลัพธ์ไปวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรชนิดต่าง ๆ ในขั้นตอนต่อไป

3.4 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยทางกายภาพและปัจจัยทางเศรษฐกิจ
โดยการนำแผนที่ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับสินค้าเกษตรชนิดต่าง ๆ ที่ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ตามขั้นตอนในข้างต้น มาวิเคราะห์ร่วมกับปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่สำคัญและมีผลต่อระบบการผลิต ได้แก่ อุปสงค์ และอุปทานของสินค้า เป้าหมายการผลิต แหล่งผลิต ต้นทุนการผลิต ราคาที่เกษตรกรได้รับ กำลังการผลิต และที่ตั้งโรงงาน (สำหรับสินค้าที่ต้องส่งโรงงานเพื่อแปรรูป) ในระดับอำเภอ ซึ่งจะมีหลักเกณฑ์ การให้คะแนน การถ่วงน้ำหนัก และเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละสินค้า ซึ่งผลลัพธ์ในขั้นตอนนี้ คือแผนที่ที่แสดงถึงระดับของศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรแต่ละชนิด โดยแบ่งผลลัพธ์ออกเป็น 2 ระดับ คือ พื้นที่ศักยภาพในการผลิตระดับที่ 1 และพื้นที่ศักยภาพในการผลิตระดับที่ 2 จากนั้นวิเคราะห์ความสอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตเพื่อประกาศเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจ ซึ่งขั้นตอนในการประกาศเป็นเขตเกษตรเศรษฐกิจต้องนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างปาล์มน้ำมัน รายละเอียดทั้งหมดปรากฏในตารางที่ 2

พื้นที่ความเหมาะสมทางกายภาพ ในอำเภอนั้นมีพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุด และเหมาะสมปานกลางกับการปลูกปาล์มน้ำมัน
- ระดับที่ 1 (2 คะแนน) มีความเหมาะสมที่สุด ตั้งแต่ 25,000 ไร่ ขึ้นไป
- ระดับที่ 2 (1 คะแนน) มีความเหมาะสมปานกลาง ตั้งแต่ 25,000 ไร่ขึ้นไป

พื้นที่ปลูกในปัจจุบัน ในอำเภอนั้นมีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในปัจจุบัน
- ระดับที่ 1 (2 คะแนน) ตั้งแต่ 20,000 ไร่ขึ้นไป
- ระดับที่ 2 (1 คะแนน) ตั้งแต่ 2,000 – 19,999 ไร่

ผลผลิตต่อไร่ พื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันมีผลผลิตต่อไร่
- ระดับที่ 1 (2 คะแนน) ตั้งแต่ 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ขึ้นไป
- ระดับที่ 2 (1 คะแนน) ตั้งแต่ 2,000 – 2,499 กิโลกรัมต่อไร่

ระยะทางห่างจากโรงงาน พื้นที่ที่มีการปลูกปาล์มน้ำมันมีระยะทางห่างจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม
- ระดับที่ 1 (2 คะแนน) ไม่เกิน 50 กิโลเมตร
- ระดับที่ 2 (1 คะแนน) ตั้งแต่ 51 – 100 กิโลเมตร

4. การกำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก
เนื่องจากองค์ประกอบทั้ง 3 ประเภทดังกล่าวข้างต้นมีระดับความสำคัญที่จะนำมาพิจารณาไม่เท่ากัน จึงได้กำหนดค่าถ่วงน้ำหนัก ดังนี้

ปัจจัยที่ 1 พื้นที่เหมาะสมทางกายภาพ = 0.40
ปัจจัยที่ 2 พื้นที่ปลูกในปัจจุบัน = 0.20
ปัจจัยที่ 3 ผลผลิตต่อไร่ = 0.20
ปัจจัยที่ 4 ระยะทางห่างจากโรงงาน = 0.20
รวม
= 1.00

เมื่อเอาคะแนนคูณด้วยน้ำหนักในแต่ละอำเภอ ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 1.5-2 คะแนน กำหนดให้อยู่ในศักยภาพอันดับที่ 1 ถ้าคะแนนอยู่ระหว่าง 1-1.49 คะแนน กำหนดให้อยู่ในศักยภาพอันดับที่ 2 จากนั้นจึงพิจารณาผลผลิตในแต่ละศักยภาพให้สอดคล้องกับเป้าหมายการผลิต

ตารางที่ 2 เกณฑ์การให้น้ำหนัก คะแนนของปัจจัยต่าง ๆของสินค้าเกษตรจำนวน 12 สินค้า
ชนิดสินค้า
พื้นที่ความเหมาะสมทางกายภาพ
(ไร่)
พื้นที่ปลูกในปัจจุบัน
(ไร่)
ผลผลิตต่อไร่
(กก./ไร่)
ระยะทางห่าง
จากโรงงาน (กม.)
1.ข้าวนาปี
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 30,000
ปานกลาง > 30,000
30%
 
> 25,000
15,000-24,999
40%
 
>342
300-341
30%
 
2.ข้าวนาปรัง
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 25,000
ปานกลาง 15,000-24,999
20%
พื้นที่รับน้ำชลประทาน (ไร่)
>25,000
10,000-24,999
40%
 
>25,000
15,000-24,999
20%
 
 
 
 
 
>800
600-799
20%
 
 
 
 
 
3.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
รุ่น 1 ระดับที่ 1
รุ่น 1 ระดับที่ 2
รุ่น 2 ระดับที่ 1
รุ่น 2 ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
30%
 
>10,000
5,000-9,999
>6,000
3,000-5,999
40%
 
>650
500-649
>650
500-649
30%
 
4.มันสำปะหลัง
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 20,000
ปานกลาง > 20,000
40%
 
> 20,000
10,000-19,999
20%
 
>3,000
2,500-2,999
20%
 
ไม่เกิน 50
51-100
20%
5.อ้อยโรงงาน
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 5,000
ปานกลาง > 5,000
40%
 
> 10,000
3,000-9,999
20%
 
>9,000
8,000-8,999
20%
 
ไม่เกิน 50
51-100
20%
6.สับปะรดโรงงาน
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 5,000
ปานกลาง > 5,000
40%
 
> 850
100-849
20%
 
>4,000
3,000-3,999
20%
 
ไม่เกิน 50
51-100
20%
7.ถั่วเหลือง
รุ่นที่ 1 ระดับที่ 1
รุ่นที่ 1 ระดับที่ 2
รุ่นที่ 2 ระดับที่ 1
รุ่นที่ 2 ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
30%
 
> 3,000
1,000-2,999
> 3,000
1,000-2,999
40%
 
>240
220-239
>260
220-259
23%
 
8. ยางพารา
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
30%
 
> 10,000
5,000-9,999
40%
 
>270
230-249
30%
 
9.ปาล์มน้ำมัน
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 25,000
ปานกลาง > 25,000
40%
 
> 20,000
2,000-19,999
20%
 
>2,500
2,000-2,499
20%
 
ไม่เกิน 50
51-100
20%
10.ทุเรียน
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
30%
 
> 5,000
1,000-4,999
40%
 
>1,600
1,000-1,599
30%
 
11.ลำไย
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 10,000
30%
 
> 5,000
1,000-4,999
40%
 
>750
650-749
30%
 
12.กาแฟ
12.1 พันธุ์อาราบิก้า
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
12.2 พันธุ์โรบัสต้า
ระดับที่ 1
ระดับที่ 2
ค่าถ่วงน้ำหนัก (%)
สูงกว่าระดับทะเลปานกลาง 700เมตร
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 5,000
 
เหมาะสมที่สุด > 10,000
ปานกลาง > 5,000
30%
 
 
> 3,000
800-2,999
 
> 7,000
1,000-6,999
40%
 
 
>190
100-189
 
>250
200-249
30%
 

ผลการดำเนินงานกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรได้ดำเนินการกำหนดเขตเศรษฐกิจเป็น 2 ลักษณะ คือ

1. การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจเป็นรายสินค้า (commodities approach)
ดำเนินการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าแต่ละชนิดตามเป้าหมายของการผลิต โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตระดับที่ 1 เป็นรายอำเภอเป็นอันดับแรก ถ้ามีพื้นที่เพียงพอที่จะทำการผลิตให้ได้ตามเป้าหมายแล้วก็จะพิจารณากำหนดเขตเฉพาะในพื้นที่ระดับที่ 1 เท่านั้น แต่ถ้าไม่เพียงพอก็จะพิจารณาในศักยภาพระดับที่ 2 เพิ่มเติมตามลำดับของคะแนนที่ได้จากการวิเคราะห์ หลังจากนั้นจึงพิจารณากำหนดเขตเป็นรายตำบลต่อไป ตามพื้นที่ปลูกจริงจากข้อมูลดาวเทียม และการสำรวจภาคสนามของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรเป็นรายสินค้า เช่นข้าวนาปี ได้ตั้งเป้าหมายการผลิตไว้ที่ 21 ล้านตันจากนั้นใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จัดสรรพื้นที่เป็นรายตำบลตามการให้น้ำหนักคะแนนของแต่ละปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตามที่คณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ โดยพิจารณาจากพื้นที่ที่มีศักยภาพในการผลิตระดับที่ 1 เป็นอันดับแรก ถ้ามีพื้นที่เพียงพอที่จะทำการผลิตให้ได้ตามเป้าหมายการผลิตข้าวแล้ว (21 ล้านตัน)ก็จะพิจารณากำหนดเขตเฉพาะในพื้นที่ระดับที่ 1 เท่านั้น แต่ถ้าไม่เพียงพอก็จะพิจารณาในศักยภาพระดับที่ 2 เพิ่มเติม การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจดังกล่าวได้ดำเนินการแล้วทั้งหมด 12 สินค้า คือ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ถั่วเหลือง ยางพารา ทุเรียน ลำไย และกาแฟ ผลการกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจเป็นรายสินค้า ดังในภาพที่ 15.2-1 ถึง 15.2-12

2. การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจตามศักยภาพการผลิตของพื้นที่ (area approach) ในขั้นตอนนี้เป็นการนำเขตเกษตรเศรษฐกิจเป็นรายสินค้ามาซ้อนทับกัน จะทำให้ทราบถึงศักยภาพของพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมในการผลิตสินค้าชนิดใดได้บ้างในลักษณะเชิงพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับเกษตรเลือกว่าควรจะผลิตพืชชนิดใดที่มีความเหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ตัวเอง โดยไม่มีการบังคับ โดยพิจารณาจากสินค้าทั้งหมด12 สินค้า คือ อ้อยโรงงาน ปาล์มน้ำมัน ข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง สับปะรดโรงงาน ถั่วเหลือง ยางพารา ทุเรียน ลำไย และกาแฟ เช่นจังหวัดกำแพงเพชร บางตำบลเลือกผลิตได้ 1 สินค้า บางตำบลเลือกผลิตได้ 2 สินค้า บางตำบลเลือกผลิตได้ 3 สินค้า และบางตำบลเลือกผลิตได้ 5 สินค้า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของพื้นที่ว่ามีความเหมาะสมในการผลิตสินค้าชนิดใดได้บ้าง ดังนี้

  1. ข้าวนาปี พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับข้าวนาปี มีทั้งหมด 57 ล้านไร่ ผลผลิต 21 ล้านตัน รวม 71 จังหวัด 664 อำเภอ 5,673 ตำบล
  2. ข้าวนาปรัง พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับข้าว นาปรังมีทั้งหมด 8 ล้านไร่ ผลผลิต 6 ล้านตัน รวม 28 จังหวัด 143 อำเภอ 1,327 ตำบล
  3. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีทั้งหมด 7.5 ล้านไร่ ผลผลิต 5.2 ล้านตัน รวม 32 จังหวัด 171 อำเภอ 1,064 ตำบล
  4. มันสำปะหลัง พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับมันสำปะหลังมีทั้งหมด 6.7 ล้านไร่ ผลผลิต 20.80 ล้านตันรวม 33 จังหวัด 179 อำเภอ 1,232 ตำบล
  5. สับปะรดโรงงาน พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสับปะรดโรงงาน มีทั้งหมด 0.5 ล้านไร่ ผลผลิต 2.2 ล้านตัน รวม 8 จังหวัด 28 อำเภอ 132 ตำบล
  6. ถั่วเหลือง พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับถั่วเหลืองมีทั้งหมด 1.5 ล้านไร่ ผลผลิต 375,000 ตัน รวม 28 จังหวัด 138 อำเภอ 811 ตำบล
  7. ยางพารา พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับยางพารา มีทั้งหมด 12 ล้านไร่ ผลผลิต 2.4 ล้านตัน รวม 34 จังหวัด 237 อำเภอ 1,593 ตำบล
  8. ทุเรียน พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับทุเรียน มีทั้งหมด 0.86 ล้านไร่ ผลผลิต 995,000 ตัน รวม 12 จังหวัด 42 อำเภอ 287 ตำบล
  9. ลำไย พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับลำไยมีทั้งหมด 0.65 ล้านไร่ ผลผลิต 427,000 ตัน รวม 6 จังหวัด 30 อำเภอ 225 ตำบล
  10. กาแฟ พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับกาแฟมีทั้งหมด 0.4 ล้านไร่ ผลผลิต 85,000 ตัน รวม 8 จังหวัด 30 อำเภอ 170 ตำบล ซึ่งจำแนกเป็น พันธุ์อาราบิก้า จำนวน 2 จังหวัด 7 อำเภอ 44 ตำบล และพันธุ์โรบัสต้า จำนวน 6 จังหวัด 23 อำเภอ 126 ตำบล
  11. ปาล์มน้ำมัน พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับปาล์มน้ำมัน มีทั้งหมด 1.858 ล้านไร่ ผลผลิต 4.410 ล้านตัน รวม 13 จังหวัด 77 อำเภอ 489 ตำบล
  12. อ้อยโรงงาน พื้นที่ที่กำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับอ้อยโรงงาน มีทั้งหมด 6 ล้านไร่ ผลผลิต 54 ล้านตัน รวม 35 จังหวัด 181 อำเภอ 1,310 ตำบล

เอกสารอ้างอิง
[1] ศูนย์สารสนเทศการเกษตร สถิติการเกษตรของประเทศไทย ปี2546 เอกสารสถิติการเกษตร เลขที่ 411 กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2547
[2] เศรษฐกิจการเกษตร, สำนักงาน : แผนยุทธศาสตร์สินค้าเกษตร ปี พ.ศ 2545-49 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2545
[3] เศรษฐกิจการเกษตร, สำนักงาน การกำหนดเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตร กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2546
[4] สุพรรณ กาญจนสุธรรม หลักการวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมด้วยคอมพิวเตอร์และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2535
[5] สุพรรณ กาญจนสุธรรม การกำหนดเขตเศรษฐกิจของข้าวหอมมะลิในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2547
[6] สุพรรณ กาญจนสุธรรม การจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ด้านเศรษฐกิจทรัพยากรธรรมชาติทางการเกษตร กรุงเทพมหานคร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 2547

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]