ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย สมคิด จรัสกิจวิกัยกุล
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]
แก้ไขล่าสุด : 29 ตุลาคม 2550

จากตอนที่ 1 ที่ได้อธิบายถึงสาเหตุของการเกิด "ภาวะโลกร้อน" และผลกระทบที่เกิดขึ้น ซึ่งก็คงพอที่จะทำให้ผู้อ่านทุกท่านพอที่จะตระหนักได้ว่าภาวะโลกร้อนนั้นเป็นผลที่เกิดมาจากมนุษย์เราทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม มนุษย์เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายในขณะเดียวกัน มนุษย์สร้างความเจริญทางด้านวัตถุต่างๆแต่ก็เป็นผู้ทำลายโลกที่มนุษย์อาศัยอยู่โดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถึงแม้ว่าธรรมชาติมีวิธีการที่จะรักษาตัวเองได้ แต่จากการทำลายอย่างรวดเร็วของมนุษย์ธรรมชาติก็มิอาจรักษาตัวเองได้ทัน อย่างไรก็ดีตอนนี้ก็คงถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือกันช่วยกันรักษาธรรมชาติเพื่อให้มนุษย์และธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างพึ่งพาอาศัยกัน

เหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนนั้นผู้อ่านหลายท่านคงทราบดีแล้วว่าเกิดมาจาก."ปรากฏการณ์เรือนกระจก" (greenhouse effect) ผู้เขียนจำได้ว่าได้ยินคำว่าปรากฏการณ์เรือนกระจกนี้มากว่าสิบปีแล้ว เรื่องนี้เคยเป็นประเด็นร้อนอยู่ช่วงหนึ่งพักหลังเรื่องก็เงียบไป ตอนนี้ก็กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งหนึ่งหลังจากมีผู้รณรงค์เรื่องภาวะโลกร้อน จนผู้รณรงค์กลุ่มหนึ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปในปีนี้ (ค.ศ.2007) (ถึงแม้ว่าประเทศของผู้ได้รับรางวัลโนเบลนี้เป็นประเทศที่ผลิตก๊าซเรือนกระจกมากในอันดับต้นๆของโลก และเป็นประเทศที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการลดการผลิตก๊าซเรือนกระจก) ในตอนที่ 2 นี้ เราจะมาทำความรู้จักกับปรากฏการณ์เรือนกระจกนี้กันว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลดีหรือผลเสียอย่างไร

เรือนกระจก และ ปรากฏการณ์เรือนกระจก
เรือนกระจก (greenhouse) นั้นเป็นเรือนที่สร้างมาจากกระจกดังรูปด้านล่าง ซึ่งมีประโยชน์สำหรับการใช้ปลูกพืชสำหรับประเทศในเขตหนาว เนื่องจากแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องผ่านมากระทบกับกระจกส่วนหนึ่งจะสะท้อนออกไปแต่แสงส่วนใหญ่จะสามารถทะลุผ่านเข้าไปภายในเรือนกระจกได้ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นที่พื้นดินภายในเรือนกระจก รังสีความร้อนที่เกิดขึ้นนี้ (ซึ่งก็คือรังสีอินฟราเรด) ส่วนหนึ่งก็จะทะลุผ่านกระจกออกไปแต่รังสีความร้อนส่วนใหญ่จะสะท้อนไปมาอยู่ภายในเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิภายในเรือนกระจกมีความอบอุ่นมากขึ้นเหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชบางชนิด

เรือนกระจกสำหรับปลูกพืชสำหรับประเทศในเขตหนาว

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในเรือนกระจกก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน บรรยากาศของโลกที่ปกคลุมด้วยก๊าซต่างๆมากมาย ซึ่งในจำนวนนั้นก็จะมีก๊าซที่เรียกว่า "ก๊าซเรือนกระจก" (greenhouse gases) ที่ทำหน้าที่แบบเดียวกันกับกระจกของเรือนกระจก กล่าวคือแสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกส่วนใหญ่จะผ่านก๊าซเรือนกระจกนี้มายังพื้นโลก ซึ่งจะทำให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น และรังสีความร้อนที่เกิดขึ้นก็จะสะท้อนออกไปสู่อวกาศ แต่เมื่อไปกระทบกับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศรังสีความร้อนนี้ส่วนหนึ่งก็จะสะท้อนกลับมายังพื้นโลกอีกครั้ง ทำให้โลกมีความอบอุ่นมากขึ้น เราเลยเรียกปรากฏการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นกับโลกว่าปรากฏการณ์เรือนกระจกนั่นเอง

ในความเป็นจริงแล้วการที่มีก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เหมาะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้โลกเรารักษาพลังงานความร้อนไว้ได้ ทำให้โลกมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตต่างๆสามารถอาศัยอยู่ได้ โดยถ้าหากขาดซึ่งก๊าซเรือนกระจกแล้วอุณหภูมิของโลกจะมีความแปรปรวนในแต่ละวัน อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกอาจจะลดเหลือเพียง -20 องศาเซลเซียสก็ได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าก๊าซเรือนกระจกเป็นก๊าซมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก แต่ในช่วงระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาก๊าซเรือนกระจกต่างๆเหล่านี้กลับมีปริมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้รังสีความร้อนที่จะสะท้อนกลับไปขึ้นในอวกาศสะท้อนกลับมายังโลกมากขึ้นอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจึงมีค่าที่มากขึ้นด้วย เป็นสาเหตุที่มาของคำว่า "ภาวะโลกร้อน" นั่นเอง


ทำความรู้จักกับก๊าซเรือนกระจก
ก๊าซเรือนกระจกที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) กลุ่มของก๊าซฟลูออริเนต (Fluorinated gases) 3 กลุ่มคือ ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (Hydrofluorocarbons - HFCS) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (Perfluorocarbons - PFCS) และ ซัลเฟอร์เอกซะฟลูออไรด์ (SF6) ทั้ง 6 ชนิดแรกนี้ถูกระบุอยู่ใน พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และสุดท้ายคือ ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (Chlorofluorocarbons - CFCs) ที่ถูกระบุอยู่ในพิธีสารมอนทรีออล ( Montreal Protocol)


ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่เกิดจาก การเผาไหม้เชื้อเพลิง เช่น การเผาไม้ ก๊าซ ถ่านหิน และน้ำมัน เพื่อเป็นพลังงานซึ่งส่วนใหญ่ใช้สำหรับอุตสาหกรรม การเผาไม้ทำลายป่า การขนส่งเป็นต้น นอกจากนี้มนุษย์ยังตัดไม้ทำลายป่าซึ่งเป็นการทำลายต้นไม้ที่เป็นผู้กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วยทำให้เกิดความไม่สมดุลของธรรมชาติขึ้นเป็นเหตุให้ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ก๊าซมีเทน เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากมูลสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย การเผาไหม้เชื้อเพลิง ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ หรือเกิดจากนาข้าว การย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต การย่อยสลายของอินทรีย์วัตถุในดินโดยแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจน

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ เป็นก๊าซที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ได้แก่ ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ ภูเขาไฟระเบิดปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ในดิน การใช้ปุ๋ย มูลสัตว์ที่ย่อยสลาย หรืออาจเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การเผาผลาญเชื้อเพลิงอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในขบวนการผลิต เช่นอุตสาหกรรมเคมี อุตสาหกรรมพลาสติกบางชนิดอุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมการทำกรดไนตริก กรดกำมะถันการชุบโลหะและการทำวัตถุระเบิด เป็นต้น

ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เป็นสารสังเคราะห์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมประกอบด้วย คาร์บอน (C) คลอรีน (Cl) และฟลูออรีน (F) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องทำความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ โฟม กระป๋องสเปรย์ สารดับเพลิง สารชะล้างในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอนเป็นสารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนเป็นสาเหตุทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ส่องมายังผิวโลกได้มากขึ้นอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจึงสูงขึ้น ซึ่งยังส่งผลให้รังสีอุตราไวโอเล็ต (Ultraviolet) ส่งมายังผิวโลกมากขึ้นด้วย

โอโซนสำคัญอย่างไร
โอโซนเป็นรูปแบบพิเศษของออกซิเจนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในชั้นของบรรยากาศ ชั้นโอโซนจะช่วยป้องกันไม่ให้รังสีอุตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ส่องมาถึงโลกของเรามากเกินไปนัก หากมีปริมาณที่เหมาะสมรังสีอุลตราไวโอเล็ตจะปลอดภัยและมีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายของเราได้รับวิตามินอี แต่รังสีอุลตราไวโอเล็ตที่มากเกินไป เป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวหนังอักเสบเนื่องจากแพ้แดดหรืออาจเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ นอกจากนี้รังสีอุลตราไวโอเล็ตปริมาณมากยังทำลายพืชในไร่และต้นพืชเล็กๆ ในทะเลซึ่งเป็นอาหารของปลา บรรยากาศชั้นโอโซนนั้นถูกทำลายจากสารกลุ่ม CFCs เป็นหลัก จากการสำรวจโอโซนที่บริเวณขั้วโลกใต้พบหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้ (Antarctic ozone hole) ทำให้ประเทศในกลุ่มซีกโลกตะวันตกและองค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติมีมาตรการดำเนินการเพื่อป้องกันและมีข้อกำหนดต่างๆขึ้น


ภาพแสดงหลุมโอโซนที่ขั้วโลกใต้เปรียบเทียบตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 ถึง ค.ศ. 2000 (คลิกที่รูปเพื่อดูภาพขนาดใหญ่)
ภาพจาก http://soer.justice.tas.gov.au/2003/image/362/index.php


การละลายของน้ำแข็งทั่วโลก
เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเป็นที่แน่นอนว่าน้ำแข็งที่บริเวณต่างๆของโลกเช่นที่ขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ หรือแม้แต่บริเวณเทือกเขาสูงๆ ต้องละลายลง โดยมีข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาจากการสำรวจขั้วโลกเหนือด้วยดาวเทียมสำรวจของ NASA พบว่า น้ำแข็งในบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกละลายเร็วขึ้นกว่าเดิม อุณหภูมิของขั้วโลกเหนือสูงขึ้นในอัตรา 2.5 องศาเซลเซียสใน 10 ปี ซึ่งสูงกว่าในช่วง 100 ปีก่อนหน้านั้นมากส่งผลให้ทุกๆ 10 ปี น้ำแข็งขั้วโลกเหนือหายไปประมาณ 9 %


ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Polar_ice_packs



ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/Polar_ice_packs


นักวิทยาศาสตร์ทำนายว่าในทศวรรษ 2080 บริเวณขั้วโลกเหนือ และมหาสมุทรอาร์กติกจะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 10 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ในฤดูร้อนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือจะละลายไปจนหมดสิ้น เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว จึงจะมีน้ำแข็งมาปกคลุมบริเวณขั้วโลกเหนืออีกครั้ง แต่ก็หายไปถึงครึ่งหนึ่ง ขณะที่แบบจำลองด้านภูมิอากาศทำนายว่า หากการละลายของน้ำแข็งยังคงอัตราเช่นนี้ แนวโน้มที่จะไม่มีน้ำแข็งปกคลุมขั้วโลกเหนือในฤดูร้อนอาจจะเกิดขึ้นภายใน 25 ปีข้างหน้า

ในปีค.ศ. 2002 มีข่าวดังไปทั่วโลกแผ่นน้ำแข็งขนาดมหึมาแผ่นหนึ่งในขั้วโลกใต้ ชื่อ ลาร์เซน-บี (Larsen-B) หนา 200 เมตร มีพื้นที่ 3,250 ตารางกิโลเมตร (ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯ 2 เท่า) ได้แตกออกจากทวีปแอนตาร์กติกา กลายเป็นภูเขาน้ำแข็งหลายก้อน


ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงการแตกของแผ่นน้ำแข็ง ลาร์เซน-บี ก.พ. 2002 (ซ้าย) และ มี.ค. 2002 (ขวา)
ที่มา : MODIS Images/NASA’s Terra satellite


ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิบริเวณขั้วโลกใต้สูงขึ้น 2.5 องศาเซลเซียสทำให้น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกใต้ มีอัตราการละลายเพิ่มขึ้นเป็น 150 ลูกบาศก์กิโลเมตรต่อปีส่งผลให้น้ำทะเลเพิ่มระดับสูงขึ้น 0.4 มิลลิเมตรต่อปี (ปริมาณน้ำในเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลรวมกันเท่ากับ 5 ลูกบาศก์กิโลเมตร ปัจจุบันในแต่ละปีน้ำแข็งขั้วโลกใต้ละลายเป็นน้ำในปริมาณ 30 เท่าของน้ำในเขื่อนทั้งสองรวมกัน !!!)


แน่นอนว่าเมื่อน้ำแข็งที่จุดต่างๆ ทั่วโลกละลายลง ปริมาณน้ำในมหาสมุทรก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยสูงขึ้นซึ่งผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมานอกจากน้ำทะเลที่จะท่วมชายฝั่งทั่วโลกแล้ว ก็ยังส่งผลกระทบต่อสัตว์ที่อาศัยที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้เช่นในปัจจุบันหมีขั้วโลกโดนผลกระทบจากการที่ธารน้ำแข็งละลายส่งผลต่อแหล่งอาหารและแหล่งที่อยู่อาศัย


ภาพแสดงการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลปกติ (หน่วยเป็นมิลลิเมตร)
ที่มา : http://www.nasa.gov/vision/earth/environment/sealevel_multimedia.html



ภาพแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวโลก
ที่มา : http://data.giss.nasa.gov/gistemp/2005/


โปรดติดตามอ่านต่อในตอนที่ 3

เอกสารอ้างอิง

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]