ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


อนุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ที่มา : http://www.nairobroo.com/76/modules.php?name=News&file=article&sid=1226

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๗๕ - พ.ศ. ๒๒๓๑ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๑๙๙ - พ.ศ. ๒๒๓๑) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยในยุคสมัยของพระองค์นั้นกรุงศรีอยุธยามีความเจริญ รุ่งเรืองทั้งด้านการทหาร วรรณคดี และการทูต โดยเฉพาะการส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ และทางฝรั่งเศสก็ได้ส่งคณะราชทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาถึง ๓ คณะ โดยสองคณะในรัชสมัยของพระองค์ และอีกหนึ่งคณะในรัชสมัยพระเพทราชา

นอกจากความเจริญรุ่งเรืองในด้านการทหาร วรรณคดี และการทูตแล้ว ในรัชสมัยของพระองค์ยังเป็นต้นกำเนิดด้านดาราศาสตร์ในประเทศไทย โดยได้มีการแลกเปลี่ยนความรู้กับบาทหลวงคณะเจซูอิตของฝรั่งเศส

ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา โดยจิตกรชาวดัช เมื่อปี ค.ศ. 1665 (พ.ศ. ๒๒๒๘ ) [1]

สัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
ตามที่สยามประเทศได้มีความขัดแย้งกับอังกฤษและฮอลันดา ซึ่งถือได้ว่าเป็นประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น โดยมีมูลเหตุมาจากการค้าขายทางเรือ ซึ่งนับว่าเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างยิ่ง ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงตระหนักถึงภัยดังกล่าว จึงได้ปรึกษาขุนนางผู้ใหญ่เพื่อพิจารณาหาพันธมิตรที่เข้มแข็งมาถ่วงดุลอำนาจของทั้งอังกฤษและฮอลันดา โดยในเวลานั้น ฝรั่งเศสเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ทำให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงโปรดที่จะสร้างสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ [2] โดยฝ่ายสยามได้ส่งทูตไปฝรั่งเศสถึงสามชุดด้วยกัน โดยชุดแรกออกเดินทางเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๓ แต่ เรือที่โดยสารไปเกิดอับปางบริเวณเกาะมาดาคัสการ์ คณะทูตไทยชุดแรกนี้เคราะห์ร้ายเสียชีวิตทั้งหมด ชุดที่สองออกเดินทางเมื่อวันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๒๒๖ ชุดนี้เดินทางถึงฝรั่งเศส แต่เนื่องจากคณะนี้ไม่ไช่คณะทูตเจริญสัมพันธไมตรีโดยตรง รัฐบาลฝรั่งเศสให้การตอบรับ แต่ไม่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แต่อย่างน้อยฝรั่งเศสได้รับทราบว่า สยามได้เคยแต่งตั้งและส่งคณะทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการแล้ว แต่ประสบอุบัติเหตุ [3]

เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ทรงทราบว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรงแต่งตั้งและส่งคณะทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีอย่างเป็นทางการแล้วแต่ประสบอุบัติเหตุ พระองค์จึงทรงเห็นสมควรแต่งคณะทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามอย่างเป็นทางการให้ถูกต้องตามประเพณี จึงทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งเชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ เป็นราชทูต พร้อมกับบาทหลวงคณะเจซูอิต

คณะทูตฝรั่งเศสมาถึงสยามเมื่อ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๘ และในวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงโปรดกล้าให้มีการต้อนรับ โดยเชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ ราชทูตได้อัญเชิญพระราชสาสน์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ มาถวายแก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ พระราชวังกรุงศรีอยุธยา ทั้งนี้ตามบันทึกของบาทหลวงตาชารด์ [4] ระบุว่า

"พระเจ้าแผ่นดินสยามประทับ ณ สีหบัญชร ที่สูงมาก การจะยื่นพระราชสาสน์ถวายให้ถึงพระองค์ท่านนั้น จำเป็นต้องจับคันพานที่ปลายด้าม และชูแขนขึ้นสูงมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาเห็นว่าการถวายพระราชสาสน์ในระยะห่างมากนั้นเป็นการไม่สมเกียรติ โดยควรที่จะถวายให้ใกล้พระองค์มากที่สุด ราชทูตจึงจับพานที่ตอนบน และยื่นขึ้นไปเพียงครึ่งแขนแค่นั้น พระเจ้าแผ่นดินสยามทรงทราบความประสงค์เหตุใดราชทูตจึงกระทำเช่นนั้น จึงทรงลุกขึ้นยืนพร้อมกับแย้มพระสรวล และทรงก้มพระองค์ออกมานอกสีหบัญชรเพื่อรับพระราชสาสน์ตรงกึ่งกลางทาง แล้วทรงนำพระราชสาสน์นั้นจบเหนือเศียรเกล้า อันเป็นการถวายพระเกียรติให้เป็นพิเศษ"

เชอวาเลียร์ เดอ โชมองต์ ราชทูตฝรั่งเศสถวายพระราชสาส์นของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔
แด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๘ [1]

ในการเข้าเฝ้าของราชทูตฝรั่งเศสครั้งนี้ นอกจากจะถวายพระราชสาสน์แก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแล้ว ทางฝรั่งเศสได้จัดเครื่องราชบรรณาการมาถวายโดยมีมูลค่าถึงสี่แสนปอนด์ โดยหนึ่งในบรรดาเครื่องราชบรรณาการที่จัดมาถวายแก่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช "แผนที่ดาราศาสตร์ เป็นลูกโลกทำด้วยทองแดงปิดทอง เส้นผ่าศูนย์กลางสองฟุตครึ่ง ฐานทำด้วยเงินอย่างงดงาม ตอนฟ้านั้นมีรอบตัว และมีสัตว์ 12 ตัวประจำฤดู มีดาว มีเดือนพร้อมทุกอย่าง ดาวและเดือนทำด้วยพลอยสีต่างๆ ใหญ่เล็กตามส่วน ใช้เครื่องจักรหมุนโลกอยู่ภายใน จะต้องการดูวัน เดือน ปี แลเวลาหรือจะดูเดือนดาวบนอากาศก็ตรงกับวันเดือนปีนั้นๆ แลบอกเวลาสุริยุปราคา แ ละจันทรุปราคา ในขณะโลกหมุนไปโดยชัดเจนแน่นอนกับแผนที่ภูมิศาสตร์ขนาดเท่ากัน บอกเวลาน้ำทะเลขึ้นลง พร้อมกับแสดงทวีปต่างๆไว้พร้อม" [3] ทั้งนี้ทางฝรั่งเศสจัดสิ่งนี้มาถวายเพราะทราบดีว่าสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงสนพระทัยวิชาดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์มาก

ลูกโลกดาว (celestial globe) ที่มีลักษณะคล้ายกับเครื่องราชบรรณาการทางดาราศาสตร์
ที่มา http://www.scheepvaartmuseum.nl/index.php?PageID=895

เมื่อคณะทูตฝรั่งเศสจะเดินทางกลับประเทศฝรั่งเศส สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งคณะทูต (นับเป็นชุดที่ ๓) อัญเชิญพระราชสาสน์และเครื่องราชบรรณาการไปเจริญพระราชไมตรีตอบแทนพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ โดยออกเดินทางเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ (หลังเหตุการณ์จันทรุปราคา) โดยมีออกพระวิสูทธสุนทร (หรือโกษาปาน) เป็นเอกอัครราชทูตสยาม โดยเดินทางถึงประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๒๒๙ และคณะทูตสยามได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙ [6]

ออกพระวิสูทธสุนทร (หรือโกษาปาน) เอกอัครราชทูตสยาม
เข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ณ พระราชวังแวร์ซายส์ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๙
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/King_Narai

จันทรุปราคา
ในคณะราชทูตที่มาเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. ๒๒๒๘ ฝรั่งเศสได้ส่งบาทหลวงคณะเจซูอิตจำนวน ๖ ท่านเดินทางร่วมมาด้วย โดยคณะบาทหลวงดังกล่าวเป็นนักวิชาการที่มีความรู้ด้านภูมิศาสตร์ และดาราศาสตร์ โดยในช่วงเวลาที่อยู่ในราชอาณาจักรสยาม คณะบาทหลวงเจซูอิตได้สังเกตการณ์และบันทึกจันทรุปราคาไว้ถึง ๒ ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ และเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๒๒๙ ตามลำดับ[5]

โดยในครั้งแรกนั้นมีภาพเขียนบันทึกเหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวง ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ เวลา ๐๓:๐๐ นาฬิกา

ภาพเหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จทอดพระเนตรจันทรุปราคาเต็มดวง
ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๒๒๘ [5]

โดยในครั้งนั้นบาทหลวงคณะเจซูอิตได้เตรียมกล้องโทรทรรศน์ยาว ๕ ฟุตไว้ให้สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงทอดพระเนตรที่ช่องพระบัญชรที่เปิดออกสู่ลานพระระเบียง นอกจากนี้มีผู้คนราว ๔๖,๐๐๐ ถึง ๔๗,๐๐๐ คนซึ่งทำการล้อมป่าและภูเขาในการล่าช้าง ได้ชมจันทรุปราคาเต็มดวงด้วย โดยคราสจับเต็มดวงเมื่อเวลา ๔:๒๒:๔๕ นาฬิกา นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงได้ทอดพระเนตรด้วยกล้องส่องดาวขนาด ๑๒ ฟุตอีกด้วย [4] สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแสดงความพระราชหฤทัยเป็นพิเศษเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นจุดจ่างๆ บนดวงจันทร์จากกล้องส่องดาว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประจักษ์ว่าแผนที่อุปราคาที่หอดูดาวที่กรุงปารีสทำขึ้นนั้นมีความถูกต้องตามที่เป็นจริงทุกประการ

พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี ในปัจจุบัน

พระที่นั่งไกรสรสีหราช (พระที่นั่งเย็น หรือตำหนักทะเลชุบศร) ตั้งอยู่ที่ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมืองลพบุรี ถือเป็นสถานที่ซึ่งมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก เนื่องจากในอดีตพระที่นั่งแห่งนี้เคยเป็นที่ประทับอีกแห่งหนึ่งของ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ณ เมืองลพบุรี องค์พระที่นั่งตั้งอยู่บนเกาะกลางทะเลชุบศร ซึ่งในสมัยโบราณเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่

ที่มา : http://www.thaicountryshop.com/th/showarticle.asp?strOVCID=16010108

หอดูดาวแห่งแรกของประเทศไทย
การเจริญสัมพันธไมตรีกับฝรั่งเศสนั้น เกิดขึ้นในช่วงห้าปีสุดท้ายของการครองราชย์ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรดที่จะประทับที่เมืองลพบุรี โดยจะเสด็จประทับนาน ๘ ถึง ๙ เดือนต่อปี ดังนั้นในช่วงพ.ศ. ๒๒๒๘ ถึง ๒๒๓๐ ที่บาทคณะหลวงจซูอิตได้เข้ามาดำเนินกิจกรรมและเผยแพร่ศาสนาและความรู้ด้านดาราศาสตร์ในราชอาณาจักรสยาม พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าพระราชทานสร้างหอดูดาว (พร้อมกับโบสถ์และที่พัก) ให้แก่บาทคณะหลวงจซูอิต ณ วัดสันเปาโล เมืองลพบุรี ซึ่งถือได้ว่าสถานที่ดังกล่าวเป็นหอดูดาวแห่งแรกของประเทศไทย

ภาพสเกตของหอดูดาวทรง 8 เหลี่ยม ณ วัดสันเปาโล ลพบุรี [5]

วัดสันเปาโล ในปัจจุบัน

บาทหลวงเดอฟองเตอเนย์ได้เขียนบรรยายหอดูดาว ณ วัดสันเปาโล ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๒๓๐ ไว้ว่า "อาคารหลังนั้นมีความงดงามมากด้านสถาปัตกรรม สูงจากพื้นดินถึงแปดฟุต และชั้นบนของหอดูดาวนั้นก็สร้างเสร็จแล้ว" [6]

สุริยุปราคา
นอกจากจะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาถึงสองครั้งในรัชสมัยของพระองค์แล้ว ในปีค.ศ. 1688 (พ.ศ. ๒๒๓๑) ยังได้เกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นในวันที่ ๓๐ เมษายน สุริยุปราคาเต็มดวงในครั้งนั้น สังเกตเห็นได้ในประเทศอินเดีย จีน ไซบีเรีย และทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ ในขณะที่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในเส้นทางเงามืด จึงสังเกตเห็นได้เป็นสุริยุปราคามืดบางส่วน

ที่มา: สมาคมดาราศาสตร์ไทย http://thaiastro.nectec.or.th/royal/narai.html

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี โดยมีภาพวาดบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว โดยปัจจุบันภาพต้นฉบับนี้เก็บรักษาอยู่ในพิพพธภัณฑสถานแห่งชาติ ณ กรุงปารีส โดยในภาพจะเห็นบาทหลวงใช้เทคนิครับภาพดวงอาทิตย์มาปรากฏบนฉากสีขาวนอกกล้อง เพื่อให้สังเกตภาพดวงอาทิตย์ได้ โดยไม่เป็นอันตรายแก่นัยน์ตา และจากภาพจะเห็นขุนางไทยที่นั่งในแถวซ้ายมือคนแรกนั้นกล่าวกันว่าเป็นพระเพทราชา และสันนิษฐานได้ว่าขุนนางไทยแต่งกายชุดขาวที่กำลังหมอบสังเกตคราสอย่างใกล้ชิดท่ามกลางคณะบาทหลวงฝรั่งเศสก็คือ ออกญาวิชาเยนต์ [6]

ภาพเหตุการณ์สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคา
ณ พระที่นั่งเย็น ทะเลชุบศร เมืองลพบุรี เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๒๓๑ [5]

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงประชวรในขณะประทับ ณ เมืองลพบุรี และได้เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฏาคม พ.ศ. ๒๒๓๑ หลังจากทรงพระเนตรสุริยุปราคา (๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๒๓๑) ได้ประมาณสองเดือนเศษ

เอกสารอ้างอิง
    [1] แม้นมาส ชวลิต, การปฏิวัติปลายแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและการล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา,กรมศิลปากร, 2548
    [2] น.ต. สมยศ จันทะวงษ์, สุริยุปราคากับวิกฤติการณ์ความอยู่รอดของสยามในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, นิตยสารอุตสาหกรรมทหาร, กันยายน – ธันวาคม, 2538
    [3] ชมนาด เสวิกุล, สมเด็จพระนารายณ์มหาราช, อักษราพิพัฒน์, 2538
    [4] สันต์ ท.โกมลบุตร, จดหมายเหตุการเดินทางสู่ประเทศสยามของบาทหลวงตาชารด์, ศิลปากร, 2445
    [5] อารี สวัสดี, จดหมายเหตุดาราศาสตร์จากฝรั่งเศสเกี่ยวกับราชอาณาจักรสยามในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช, สมาคมดาราศาสตร์ไทย, 2543
    [6] ๓๐๐ ปีดาราศาสตร์ไทย, วารสารศูนย์บริภัณฑ์เพื่อการศึกษา, ปีที่ ๑๒, ฉบับที่ ๒, เมษายน – มิถุนายน, ๒๕๓๑

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]