ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 

หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: sompop@mut.ac.th


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
ด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงคำนวณและพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ได้อย่างถูกต้องเป็นเวลาล่วงหน้าถึงสองปี จนเป็นที่ประจักษ์ต่อชาวไทยและประเทศมหาอำนาจในขณะนั้น เพื่อเป็นการยกย่องพระปรีชาของพระองค์ท่าน รัฐบาลสมัยพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความเห็นชอบอนุมัติให้ "วันที่ ๑๘ สิงหาคม เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ" โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เป็นต้นมา และได้ประกาศยกย่องว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย"

พระบรมราชสัญลักษณ์
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย",
สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙

องค์การยูเนสโกประกาศยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นบุคคลสำคัญของโลก
วันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เป็นวันสำคัญของชาติวันหนึ่ง (วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบศีรีขันธ์ ได้อย่างแม่นยำ จนเป็นที่สรรเสริญของอารยประเทศ เป็นความภาคภูมิใจของปวงพสกนิกรชาวไทยทุกคนที่ได้มีกษัตริย์นักวิทยาศาสตร์พระองค์แรกในราชวงศ์จักรี


องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่องให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นบุคคลสำคัญของโลก เพื่อเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ นับว่าเป็นคนไทยลำดับที่ ๑๕ ที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดนี้

พระราชประวัติ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ (พ.ศ. ๒๓๔๗ - พ.ศ. ๒๔๑๑ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔ - พ.ศ. ๒๔๑๑ ) ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ฉศกจุลศักราช ๑๑๖๖ ทรงเป็นพระราชโอรส องค์ที่ ๔๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ โดยเป็นพระองค์ที่ ๒ ในสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ณ พระราชวังเดิม พระเจ้ากรุงธนบุรี [1]

พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี
ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp8/
culture/bkk/bkk112.html
ภาพถ่ายมุมสูง บริเวณพระราชวังเดิม กรุงธนบุรี
ที่มา : http://203.172.208.242/tatalad/subject/
SARA/BOOK24/B24P129.HTM

พระราชวังเดิม คือ พระราชวังหลวงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงสร้างขึ้นเมื่อครั้งที่พระองค์กู้เอกราช
และทรงตั้งกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ระหว่างปี พ.ศ.2310-2325 พระราชวังเดิม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ปากคลองบางกอกใหญ่
ขนาบด้วยวัด 2 ข้าง คือ วัดท้ายตลาด (วัดโมลีโลกยาราม) และวัดแจ้ง (วัดอรุณราชวราราม) ด้านหลังวัดอรุณฯ
ที่ตั้งเดิมของพระราชวังนี้เป็นบริเวณที่ตั้ง ของป้อมวิชาเยนทร์ ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
พระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลือกที่นี่เป็นที่ตั้งของ พระราชวังพร้อมทั้งรื้อป้อมวิชาเยนทร์ สร้างใหม่แล้วเปลี่ยนชื่อเป็นป้อมวิชัยประสิทธิ์
โดยปัจจุบันเป็นเขตกองทัพเรือที่ซึ่งตั้งอยู่ติดกับวัดอรุณราชวราราม
ที่มา : http://kanchanapisek.or.th/kp8/culture/bkk/bkk112.html

เมื่อพระชนมายุ ๙ พรรษา สมเด็จพระบรมราชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดให้มีพระราชพิธีลงสรงเป็นครั้งแรกในกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ทรงพระราชเกียรติยศรับพระราชทานพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์พงศ์อิศวร กษัตริย์ขัตติยราชกุมาร" ปรากฏตามอเนกนิกรชนสมมติ เรียกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าพระองค์ใหญ่" แต่คนทั้งหลายมักจะเรียกพระองค์ว่า "ทูลกระหม่อมใหญ่" หรือ "เจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่" หรือ "เจ้าฟ้าใหญ่" โดยเรียกกันอย่างนี้สืบมาจนเสวยราชย์ [2]

เมื่อพระชนมายุ ๑๔ พรรษา (ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงผนวชเป็นสามเณรตามประเพณี โดยทรงประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ทรงศึกษาศีลธรรมและเรียนรู้ภาษาบาลีชั้นต้น พระองค์ทรงดำรงภาวะสามเณรอยู่ ๗ เดือน [2]

ทรงผนวชเป็นพระภิกษุถึง ๒๗ พรรษา
ในปีวอก พ.ศ. ๒๓๖๗ เมื่อมีพระชนมายุได้ ๒๑ พรรษา พระองค์ทรงเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุตามประเพณี โดยมีพระฉายาว่า "วชิรญาณมหาเถระ" โดยทรงอุปสมบท ณ วัดพระศรีรัตนศาสดารามภายในพระบรมมหาราชวัง แล้วเสด็จไปประทับ ณ ตำหนักในวัดมหาธาตุฯ ทำอุปัชฌายวัตร ๓ วัน และเสด็จไปจำพรรษาและทรงศึกษาวิปัสสนาธุระ ณ วัดเสมอราย (พระราชทานนามว่า วัดราชาธิราช เมื่อรัชกาลที่ ๔)

วัดพระศรีรัตนศาสดารามภายในพระบรมมหาราชวัง (ภาพถ่ายในรัชกาลที่ ๕)
ที่มา : http://www.naisoi4.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=535684

พระองค์ทรงผนวชได้เพียง ๑๕ วัน สมเด็จพระบรมชนกนาถเสด็จสวรรคต (หลังจากทรงพระประชวรอยู่ ๘ วัน) และไม่ได้ดำรัสสั่งมอบเวนราชสมบัติพระราชทานแก่เจ้านายพระองค์ใดให้เป็นที่รัชทายาท

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ที่มา : http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=rattanakosin225&group=13

พระราชวงศ์กับเสนาบดีหัวหน้าราชการทั้งปวง จึงต้องประชุมปรึกษากันตามธรรมเนียมโบราณ ว่า ควรเชิญเจ้านายพระองค์ใดขึ้นเสวยราชย์ครอบครองบ้านเมือง ในเวลานั้นถ้าว่าตามนิตินัย สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) สมควรได้รับราชสมบัติเพราะเป็นพระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้าพระองค์ใหญ่ที่ประสูติจากพระอัครมเหสี

ณ เวลานั้นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์) ซึ่งเป็นพระองค์เจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่ เจริญพระชันษากว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึง ๑๗ ปี ทรงบังคับบัญชาราชการต่างพระเนตรพระกรรณ เมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๒ ผู้คนยำเกรงนับถืออยู่โดยมาก ที่ประชุมเห็นว่าควรถวายราชสมบัติแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ บ้านเมืองจึงจะเรียบร้อยเป็นปกติ จึงอาศัยเหตุที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงพระผนวชอยู่ โดยทูลถามว่าทรงปรารถนาราชสมบัติหรือจะทรงผนวชต่อไป สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงพิจารณาเห็นว่า ถ้าพระองค์ปรารถนาราชสมบัติในเวลานั้น พระราชวงศ์คงแตกสามัคคีกัน อาจจะเกิดเหตุร้ายขึ้นในบ้านเมือง หลังจากได้ปรึกษาพระเจ้าน้าและพระปิตุลา จึงตรัสตอบว่ามีพระประสงค์จะทรงผนวชต่อไป ทำให้สิ้นความลำบากในการที่จะถวายราชสมบัติแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว [2]

เมื่อพระองค์จะต้องทรงเพศเป็นสมณะต่อไปไม่มีกำหนด ทรงพระราชดำริว่าฐานะของพระองค์ไม่ควรจะเกี่ยวข้องกับการเมือง จึงทรงตั้งพระหฤทัยศึกษาพระพุทธศาสนาให้รอบรู้ตามแก่หน้าที่ของพระภิกษุ โดยในระยะแรกทรงศึกษาทางวิปัสสนาธุระอย่างถ่องแท้ แต่ความข้อใดในตำราที่ทรงสังสัย ตรัสถามพระอาจารย์ก็ไม่สามารถชี้แจงถวายให้สิ้นสงสัยได้ จึงทรงตั้งต้นเรียนภาษามคธ (ภาษาบาลี) เพื่อใช้ในการศึกษา "คันถธุระ" โดยหมายให้สามารถอ่านพระไตรปิฎกได้โดยลำพังพระองค์เอง ทรงศึกษาอยู่ ๓ ปีก็รอบรู้ภาษามคธ จนกิตติศัพท์เลื่องลือ [3]

เมื่อทรงพิจาณาถึงพระวินัยปิฏก ปรากฏแก่พระญาณว่าวัตรปฏิบัติ เช่นที่พระสงฆ์ไทยประพฤติกันเป็นแบบแผนนั้น ผิดพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติอยู่มาก จึงเป็นเหตุให้พระองค์ทรงตั้งคณะสงฆ์ซึ่งแสวงหาสัมมาปฏิบัติ โดยมีชื่อว่า "ธรรมยุติกา" โดยที่พระองค์ย้ายไปประทับ ณ วัดสมอราย ในปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๒

วัดสมอราย (วัดราชาธิวาสวิหาร)
ที่มา : http://www.scc.ac.th/student_web/2_47/project007/Q1.htm

การที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงไม่รับราชสมบัติในครั้งนั้น ที่จริงกลับเป็นคุณแก่ประเทศสยาม เพราะในเวลานั้นสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงศึกษาวิชาความรู้แต่แบบโบราณ การงานในบ้านเมืองก็ทรงทราบเพียงเท่ากับเจ้านายองค์อื่น ถ้าได้รับราชสมบัติในเวลานั้น พระบรมราโชบายในการปกครองบ้านเมือง ก็น่าจะเป็นทางเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/religion.html

ระหว่างที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงผนวช ได้มีโอกาสเสด็จธดุงค์ไปตามหัวเมืองมณฑลนครชัยศรี มณฑลราชบุรี มณฑลอยุธยา มณฑลนครสวรรค์ ตลอดขึ้นไปถึงมณฑลพิษณุโลกทางฝ่ายเหนือ ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศและทรงทราบความสุขทุกข์ของราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ ด้วยพระองค์เอง เป็นเหตุให้ทรงทราบตระหนักมาแต่เมื่อเสด็จธดุงค์นั้นว่า รัฐบาลในกรุงเทพฯ มิใคร่ทราบความเป็นไปในบ้านเมืองตามที่เป็นจริง พระองค์ทรงเสด็จออกบิณฑบาต แสดงพระธรรมเทศนาเยี่ยงพระสงฆ์ทั่วไป เปิดโอกาสให้พบปะกับราษฎรทุกชนชั้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง และเป็นการเตรียมพระองค์อย่างดีสำหรับการปกครองประเทศในเวลาต่อมา [4]

เมื่อครั้งเสด็จธุดงค์ไปยังเมืองนครปฐม ทรงพบพระปฐมเจดีย์ ถูกทอดทิ้งอยู่ในป่ารกร้าง ต่อมาเมื่อเสวยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน จึงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์โดยก่อเจดีย์แบบลังกาครอบพระเจดีย์องค์เดิม กลายเป็นพระพระปฐมเจดีย์งดงามตราบจนถึงปัจจุบัน และเมื่อเสด็จธดุงค์ไปยังเมืองสุโขทัย ทรงพบหลักศิลาจารึก และทรงศึกษาประวัติความเป็นมาของภาษาไทยจากคำจารึกบนแท่งศิลา ปัจจุบันหลักศิลาจารึกถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

สังฆราชปาเลอกัว
เจสซี แคส
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เล่าเรื่องพระจอมเกล้า",
ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, กรมศิลปากร, ๒๕๔๘

สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ นอกจากจะทรงศึกษาพระธรรมวินัยและพระไตรปิฎกอย่างแตกฉานแล้ว พระองค์ยังทรงปราดเปรื่องหลายภาษา ทั้ง มคธ บาลี สันสกฤต ละติน อังกฤษและฝรั่งเศส โดยสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้เริ่มศึกษาภาษาละติน โดยศึกษาจากบาทหลวงอธิการวัดคอนเซปชั่น (ต่อมาเป็นสังฆราชปาเลอกัว) ครั้นต่อมาในปี พ.ศ.๒๓๗๙ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ดำรงสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะ ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าคณะรอง แล้วเชิญเสด็จมาเป็นเจ้าอาวาสครองวัดบวรนิเวศ โดยให้ห้วงเวลาดังกล่าว สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้ตระหนักว่ามหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งมิชชันนารีอเมริกันเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์ และประเทศสยามอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับฝรั่งยิ่งขึ้นในวันหน้า จึงเริ่มทรงศึกษาภาษาอังกฤษ โดยมีนายเจสซี แคสเวล มิชชันนารีอเมริกันเป็นผู้สอนถวาย (ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๕ ขณะพระชนมายุได้ ๓๘ พรรษา) จนสามารถอ่านเขียนและตรัสภาษาอังกฤษได้สะดวกดียิ่งกว่าใครๆ ที่เป็นไทยด้วยกันในสมัยนั้นทั้งสิ้น และได้ทรงตรวจหนังสือทุกฉบับที่ราชสำนักไทยติดต่อกับรัฐบาลอังกฤษในช่วงปลายรัชกาลที่ ๓ นอกจากนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงศึกษาวิชาความรู้ต่างๆ จากตำราภาษาอังกฤษ อาทิเช่น ดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และการเมือง [5]

วัดคอนเซปชั่น (อยู่ใกล้ๆวัดราชาธิราช ถนนสามเสน)
ที่มา : http://londonboi.exteen.com/20060924/bangkok
วัดบวรนิเวศวิหารราชวรวิหาร
ที่มา :http://th.wikipedia.org/wiki

ทรงขึ้นครองราชสมบัติ
ในปีจอ พ.ศ. ๒๓๙๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร โปรดฯ ให้เขียนกระแสรับสั่งไปยังเสนาบดี เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ว่า "ผู้ที่จะปกครองแผ่นดินต่อไปนั้น จะทรงมอบเวนราชสมบัติแก่พระราชวงศ์พระองค์ใดตามชอบพระราชอัธยาศัย ถ้าไม่ชอบใจผู้อื่นโดยมากก็จะเสียสามัคคีรสเกิดร้าวฉาน อาจจะเลยเป็นอุปัทวันตรายเดือดร้อนแก่บ้านเมือง เพราะฉนั้นให้เสนาบดีกับข้าราชการทั้งปวงปรึกษากัน ถ้าเห็นว่าพระราชวงศ์พระองค์ใดสมครองจะปกครองแผ่นดินให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ ก็ให้ถวายสมบัติแก่พระองค์นั้นเถิด" ทั้งนี้ได้มีบันทึกว่าในจดหมายเหตุ (พงศาวดารรัชกาลที่ ๓ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรัสแก่พระยาศรีสุริยวงศ์ จางวางมหาดเล็ก ว่า ผู้ที่จะรับราชสมบัตินั้น ทรงพระราชดำริเห็นสมควรแต่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) และเจ้าฟ้ากรมขุมอิศเรศรังสรรค์ (พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว) [2]

เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรแสดงพระราชปรารภให้เสนาบดีทราบว่าจะเสด็จสวรรคต และพระราชทานอนุญาตให้พระราชวงศ์และเสนาบดีเลือกรัชทายาทดังกล่าวมาแล้ว เสนาบดีก็ไปเฝ้าสมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ กราบทูลเชิญเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ได้ทรงศึกษาโหราศาสตร์ ทรงเชื่อตำราพยากรณ์ ตรัสว่า ถ้าจะถวายราชสมบัติแก่พระองค์ ขอให้ถวายแก่เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ด้วย เพราะสมเด็จพระอนุชา(เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์) ดวงชะตาดีวิเศษถึงฐานะที่จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เสนาบดีจึงลงเรือไปเฝ้าเจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ที่พระราชวังเดิม โดยทูลความตามที่สมเด็จเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ทรงปรารภนั้นให้ทรงทราบ

ครั้นถึงวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต พระราชวงศ์และเสนาบดี พร้อมพระราชาคณะผู้ใหญ่ในสังมณฑล เห็นพร้อมกันว่าควรถวายราชสมบัติแก่ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามงกุฎฯ กับเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ทั้งสองพระองค์ วันรุ่งขึ้นจึงเชิญเสด็จ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจากวัดบวรนิเวศน์ ฯ แห่เสด็จโดยกระบวนเรือมาขึ้นตำหนักแพ (ท่าราชวรดิษฐ์) รับเสด็จทรงพระราชยานแห่เข้าพระราชวังหลวง เสด็จขึ้นไปยังพระมหามณเฑียรถวายน้ำสรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว เสด็จประทับที่ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระราชวงศ์และเสนาบดีเข้าเฝ้ากราบทูลเชิญเสด็จผ่านภิภพ จึงลาผนวชเมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ เวลา ๑ นาฬิกา นับเวลาทรงผนวชอยู่ ๒๗ พรรษา เมื่อลาผนวชแล้วเสด็จประทับอยู่ในพระอุโบสถนั้นหนึ่งคืน แล้วเสด็จไปประทับพลับเพลาซึ่งสร้างขึ้นในบริเวณโรงแสงต้นจนถึงฤกษ์ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกและเฉลิมพระราชมณเฑียร

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔
ที่มา : http://www.igetweb.com/www/
watphopratabchang/gallery/64659.jpg
พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่มา :http://www.tv5.co.th/service/mod/heritage/
king/rama4/pic12.jpg

ท่าราชวรดิฐ (ถ่ายในรัชกาลที่ ๕ แต่พระที่นั่งของเดิมยังอยู่บริบูรณ์) ซ้ายสุดเห็นหอนาฬิกาเพียงราง ๆ
ถัดมาทางขวาเป็นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท (ยอดเดียว) กับพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท (๓ ยอด)
ที่มา : http://hisswuboard.7.forumer.com/viewtopic.php?p=1662&sid=e83027df49d44ef6824b65b3ba21dd37

ทรงเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองประเทศสยามให้ทันสมัย
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ขณะพระชนมายุ ๔๗ พรรษา จากการที่ครงสมณะเพศถึง ๒๗ พรรษา ทำให้ทรงได้สร้างสมพระบารมีสมบูรณ์มาตั้งแต่ก่อนเสวยราชย์ โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นนักปราชญ์ ทรงพระปรีชาญาณผิดกับพระเจ้าแผ่นดินที่ปรากฏในพงศาวดารโดยมาก

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกรับราชทูตฝรั่งเศส ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๐
สังเกตได้ว่า ขุนนางและข้าราชการไทยนั่งเป็นลำดับตามชั้นยศ และสวมเสื้อเข้าเฝ้า ซึ่งแตกต่างจากเมื่อก่อน
ที่มา : ภาพจากหนังสือ พระจอมเกล้า พระเจ้ากรุงสยาม, ปรามินทร์ เครือทอง, มกราคม ๒๕๔๗

ด้วยในสมัยนั้นเป็นยุคที่ชาติตะวันตกล่าอาณานิคม ประเทศรอบข้างสยามได้ถูกชาติตะวันตกเข้าครอบครอง พระองค์ทรงมองการณ์ไกลตั้งแต่ทรงผนวชอยู่ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองประเทศให้ชาติตะวันตกได้เห็นว่าไทยพยายามบำรุงบ้านเมืองให้เจริญตามอริยประเทศแล้ว ก็อาจจะทำให้ประเทศไม่ปลอดไปได้มั่นคง เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองประเทศ ให้ความสำคัญกับราชการต่างประเทศ โดยเปิดประตูคบค้ากับชาติตะวันตกมากขึ้น พร้อมทั้งทรงแก้ไขขนบธรรมเนียมเก่า เริ่มด้วยเลิกประเพณีเข้าเฝ้าตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อ โปรดให้บรรดาผู้มีความทุกข์ร้อนถวายฎีกาต่อประเจ้าแผ่นดินได้ถ้วนหน้าเสมอกันหมด โปรดให้ยกเลิกประเพณีที่ห้ามมิให้ราษฎรเข้าใกล้ชิดหนทางเมื่อเวลาเสด็จผ่าน โดยโปรดฯ พระราชทานอนุญาตให้ราษฎรเข้ามาเฝ้าได้ใกล้หนทาง และให้เปิดประตูหน้าต่างได้ตามชอบใจ โปรดให้เลิกการไว้ทรงผมมหาดไทย โปรดฯ พระราชทานอนุญาตให้ชาติตะวันตกตั้งสถานกงสุลได้ แก้ไขพระราชานุกิจเพื่อให้พระราชกิจบริหารบ้านเมืองมีระเบียบและตามกำหนดเวลาที่แน่นอนเสมอ ทรงฟื้นประเพณีเสด็จประพาสหัวเมืองขึ้นเหมือนอย่างพระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาเพื่อทอดพระเนตรเห็นภูมิประเทศและทรงทราบความสุขทุกข์ของราษฎรตามหัวเมืองต่างๆ ด้วยพระองค์เอง ทรงโปรดให้จัดตั้งทหารบกและทหารเรือ [2]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค ไปทอดกฐิน ณ วัดพระเชตุพนฯ
เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๐๘ โดยที่ประชาชนสามารถเข้าเฝ้าได้อย่างใกล้ชิด
ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/politic.html

เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเรียแห่งประเทศอังกฤษ ทรงส่ง เซอร์ จอห์น เบาวริง เป็นราชทูตเข้ามาเจริญสมพันธไมตรีกับประเทศสยามในปี พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้ต้อนรับอย่างสมเกียรติโดยเอาแบบอย่างครั้งที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชรับราชทูตฝรั่งเศสในปี พ.ศ. ๒๒๒๘ (ห่างกัน ๑๗๐ ปี) ซึ่งเป็นที่ถูกใจเซอร์ จอห์น เบาววิง มาก ทั้งนี้พระองค์ทรงสนทนากับ เซอร์ จอห์น เบาวริง ด้วยภาษาอังกฤษ เป็นที่ชื่นชมของราชทูต และได้กราบทูลว่า "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกในบูรพาทิศที่ทรงตรัสภาษาอังกฤษได้" [6] โดยชาติตะวันตกต่างรู้จักพระองค์อย่างกว้างขวางในพระนาม "คิงมงกุฎ (King Mongkut)"

เซอร์ จอห์น เบาวริง
ที่มา : http://picasaweb.google.com/linreigu/
Participants/photo#5182713518624105506
พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้นฉบับภาษาอังกฤษ พระราชทานแก่ เซอร์ จอห์น เบาวริง ลงพิมพ์ในหนังสือ THE KINGDOM AND PEOPLE OF SIAM เล่ม ๑ หน้า ๖๓ พิมพ์ที่กรุงลอนดอน ค.ศ. ๑๘๕๗

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จออกรับราชทูต ประทับบนบุษบกมาลา
เซอร์ จอห์น เบาวริงและคณะติดตาม ทูลเกล้าฯ ถวายพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย
(สังเกตได้ว่าคล้ายพระราชพิธีในรัชสมัยพระนารายณ์มหาราชทรงออกรับราชทูตฝรั่งเศส)
ที่มา: ภาพจากหนังสือ พระจอมเกล้า พระเจ้ากรุงสยาม, ปรามินทร์ เครือทอง, มกราคม ๒๕๔๗

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มเป็นพระองค์แรกให้ปั้นพระบรมรูปของพระองค์และทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ถวายและพระราชทานแก่ประมุขหลายประเทศ นอกจากนี้ พระองค์ทรงโปรดให้ตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการ ในปีพ.ศ. ๒๔๐๓ [7] ผลิตเงินเหรียญแทนเงินพดด้วงเป็นครั้งแรก รวมไปถึงทรงโปรดให้ออกธนบัตรเป็นครั้งแรก เรียกว่า หมาย และใบพระราชทานเงินตรา นับว่าเป็นที่มาของการใช้เงินเหรียญ ธนบัตร และตั๋วแลกเงินในสมัยปัจจุบัน

โรงกษาปณ์สิทธิการ (อยู่ตรงมุมบริเวณมหาปราสาท) รัชกาลที่ ๔ โปรดให้สร้างโรงเครื่องจักรสำหรับทำเงินเหรียญขึ้น
ที่หน้าพระคลังมหาสมบัติ (ที่ทำเงินพดด้วงแต่ก่อน) ตรงมุมถนนออกประตูสุวรรณบริบาลข้างตะวันตก
ที่มา : http://hisswuboard.7.forumer.com/viewtopic.php?p=1662&sid=e83027df49d44ef6824b65b3ba21dd37

เงินแป หรือ เงินแบน เงินเหรียญที่ผลิตขึ้นใช้ในระยะแรก โดยมีรูปลักษณะแบนกลมเหมือนเหรียญต่างประเทศทั่วไป
ตราของเงินเหรียญใช้รูปจักรมีช้างยืนบนแท่นอยู่กลางเป็นตราประจำแผ่นดิน จักรมี ๙ กลีบ รอบจักรมีดอกจัน ๘ ดอก
ในขนาดหนึ่งบาท ๔ ดอก ในขนาดกึ่งบาท ๒ ดอก ในขนาดสลึง และหนึ่งดอกในขนาดเฟื้อง
ส่วนตราประจำรัชกาล มีรูปร่างเป็นพระมหามงกุฎยอดมีรัศมี มีฉัตร ๕ ชั้น กระหนาบสองข้าง
พื้นเป็นเปลวกนกมีดอกจันล้อมรอบจำนวนเท่าด้านตราจักร
ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/money.html

พระสยามเทวาธิราช
จากเหตุการณ์ที่ประเทศสยามอยู่ในขั้นวิกฤติจนเกือบจะสูญเสียเอกราชมาหลายครั้งหลายหนด้วยกันในช่วงที่ชาติมหาอำนาจทางตะวันตกได้ล่าอาณานิคม แต่ประเทศสยามก็สามารถผ่านพ้นรอดมาได้เสมอ น่าที่จะมีเทพยดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ช่วยดลบันดาลปกปักรักษาอภิบาลให้เหตุการณ์คลาดแคล้วได้อย่างมหัศจรรย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริให้จัดสร้างพระสยามเทวาธิราชขึ้น โดยเป็นเทวรูปยืน ทำด้วยทองคำสูงประมาณ ๒๐ เซนติเมตร ทรงเครื่องต้นแบบกษัตริยาธิราช พระหัตถ์ขวาทรงพระแสงขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นจีบ พระดรรชนีเสมอพระอุระ ประดิษฐานในเรือนแก้วทำด้วยไม้จันทร์แบบเก๋งวิมานจีน สลักลวดลายเป็นหงส์และมังกร มีคำจารึกที่ผนังเบื้องเป็นอักษรจีน แปลความได้ว่า "ที่สถิตแห่งพระสยามเทวาธิราช" [5]

ที่มา : http://cid-523455b1dff1e65a.spaces.live.com/
?partner=Live.Spaces&mkt=en-US
ที่มา : http://www.soonphra.com/content/
viewtopic/viewtopic.php? topicdetailid=139&topicid=24

ดาวหางในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในสมัยโบราณ ชาวบ้านต่างมีความเชื่อว่าดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงชี้ให้เห็นว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ตามหลักวิทยาศาสตร์

พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ณ จังหวัดเพชรบุรี
ที่มา : http://www.sangthongsat.com/index.php
หอชัชวาลเวียงชัย หอสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์
ที่มา : http://www.princess-it.org/kp9/hmk-IT/ch1-astro.th.html

พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างหอดูดาวไว้บนพระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) จังหวัดเพชรบุรี ในปี พ.ศ. ๒๔๐๓ โดยพระราชทานนามว่า "หอชัชวาลเวียงชัย" หรือ "กระโจมแก้ว" โดยในรัชสมัยของพระองค์ ได้มีปรากฏการณ์ดางหางโคจรผ่านประเทศสยามถึง ๓ ดวง [8]

ดาวหางฟลูเกอร์กูส์ เป็นดาวหางขนาดใหญ่ มีหาง ๒ หาง ปรากฏให้ชาวไทยได้เห็นในแผ่นดิน พระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยปรากฏอยู่บนท้องฟ้านานนับปี ตั้งแต่ เดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึง เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๓๕๔ โดยในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ทั้งนี้ดาวหางนี้พบโดยชาวฝรั่งเศสชื่อ ฟลูเกอร์กูส์ (Flaugerguess)

ดาวหางโดนาติ เป็นดาวหางขนาดใหญ่สวยงานมาก ปรากฏขึ้นในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ปี พ.ศ. ๒๔๐๑ ดาวหางนี้พบโดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อ โดนาติ (Donati)

ดาวหางเทบบุท เป็นดาวหางขนาดใหญ่ และมีหางที่ยาวกว่าดาวหางโดนาติ โดยปรากฏขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม ปี พ.ศ. ๒๔๐๔ ดาวหางดวงนี้พบโดยนักดาราศาสตร์ชาวออสเตรเลีย ชื่อ เทบบุท (Tebbutt)

ดาวหางฟลูเกอร์กูส์
ดาวหางโดนาติ
ดาวหางเทบบุท
ที่มา ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐาน
ในเชิงวิทยาการด้านดาราศาสตร์ ระบบเวลามาตรฐานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยเป็นหอนาฬิการักษาเวลามาตรฐานในประเทศสยาม ซึ่งเป็นหอตึกขนาด ๕ ชั้น โดยชั้นบนสุดติดนาฬิกาขนาดใหญ่สี่ด้าน

เหตุผลที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้างหอนาฬิกาหลวงและสถาปนาระบบเวลามาตรฐานนั้น ก็เพื่อเป็นพื้นฐานการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม วิชาการ อันจะเป็นประโยชน์แก่ราษฎร สมณชีพราหมณ์ในการกำหนดกิจพิธีกรรม และที่สำคัญระบบเวลามาตรฐานเป็นหัวใจในการดำเนินกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ อันได้แก่ การเดินเรือในทะเล หรือการตำแหน่งเส้นละติจูด (เส้นรุ้ง) และเส้นลองจิจูด (เส้นแวง) ของเรือในทะเล ซึ่งจำเป็นที่จะต้องใช้ฐานเวลาที่สอดคล้องและเดินเป็นจังหวะที่เท่ากันสำหรับหาความแตกต่างระหว่างเส้นลองทิจูดของตำแหน่งเรือและเส้นลองทิจูดที่นาฬิกาบนเรือใช้อ้างอิง โดยใช้กล้องวัดแดด (sextant) วัดมุมสูงของดวงอาทิตย์ในระหว่างเที่ยงวัน [10]

พระที่นั่งภูวดลทัศไนย (หอนาฬิกา) ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ หีบผลงานของหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี)
ทางซ้ายสุดคือพระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ถัดมาคือประตูเทวาพิทักษ์ กับพระที่นั่งภูวดลทัศไนย
สูง 5 ชั้น มีนาฬิกา 4 ด้าน ส่วนทางขวาสุดคือป้อมสิงขรขัณฑ์
ที่มา : http://hisswuboard.7.forumer.com/viewtopic.php?p=1662&sid=e83027df49d44ef6824b65b3ba21dd37

พระที่นั่งภูวดลทัศไนย สมัยสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๒๐๐ ปี
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

พระองค์ทรงมีความชำนาญในการใช้กล้องวัดแดด เพื่อหาตำแหน่งแลตติจูดและลองทิจูดของเรือกลไฟพระที่นั่งกลางทะเลและยังได้ทรงใช้วัดตำแหน่งที่ตั้งพลับพลาหาดหว้ากอ เพื่อการตรวจสอบก่อนเกิดคราสในวันจริงด้วยพระองค์เอง อันแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงศึกษาวิชาการชั้นสูงทางคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ตั้งแต่ครั้งเมื่อยังทรงผนวช

กล้องวัดแดด (sextant) และแผนที่ดาวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ศึกษาดาราศาสตร์ตั้งแต่ครั้งทรงผนวชอยู่
ปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่มา ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ เนื่องจากพระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานในประเทศสยาม (ในปี พ.ศ. ๒๔๐๐) ขึ้นก่อนหน้าที่ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจของโลกในสมัยนั้นจะประกาศใช้ด้วยวิธีเดียวกันในปี พ.ศ. ๒๔๒๓ [6] และในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ นักดาราศาสตร์ได้ตกลงกำหนดเส้นแวงผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้นศูนย์องศา เพื่อการเทียบเวลาโลก

พระองค์ได้ทรงปฏิบัติการค้นคว้าและทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นเป็นหอนาฬิกาหลวง พระองค์ทรงสถาปนาเวลามาตรฐานดังนี้ [1]

๑. ทรงตรวจวัดความสูงของดวงอาทิตย์ และทรงคำนวณทางดาราศาสตร์ทุกวัน

๒. ทรงกำหนดเส้นแวงให้ผ่านจุดหนึ่งในพระบรมมหาราชวังเป็นเส้นแวง ๑๐๐ องศาตะวันออกเป็นเส้นแวงหลักของประเทศไทยในสมัยนั้น อันแสดงถึงพระอัจฉริยะของพระองค์ (ทั้งนี้ได้มีการวิจัยพบว่า หอนาฬิกาหลวงที่ทรงใช้สังเกตการณ์การเริ่มต้นแสงทองของวันใหม่ทางดาราศาสตร์นั้นจะอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณ กรุงเทพ ซึ่งมีค่าเส้นแวงเป็น ๑๐๐ องศา ๒๙ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก แต่พระองค์ได้ทรงแก้เวลากลับไปสู่ระบบของเส้นแวง ๑๐๐ องศาพร้อมกันไปในตัว เมื่อมีการตรวจสอบกับแผนที่ประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่าพระราชวังนครคีรี ที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้างขึ้นบนเขาวัง เมืองเพชรบุรีนั้น อยู่ในบริเวณเส้นแวง ๑๐๐ องศาผ่าน จึงมีข้อสันนิฐานได้ว่า เหตุที่โปรดให้สร้างพระราชวังนครคีรีขึ้นนั้น ก็เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยได้สถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นแล้ว และกำหนดให้เวลาท้องถิ่นของ "พระนครศีรี" เป็นเวลามาตรฐานของประเทศไทยในรัชสมัยของพระองค์ ทั้งนี้ในปัจจุบัน เราใช้เวลาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชานีเป็นเวลามาตรฐานของประเทศไทย) [9]

๓. ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นหอตึกขนาด ๕ ชั้น โดยชั้นบนสุดติดนาฬิกาขนาดใหญ่สี่ด้าน ณ จุดที่เส้นแวง ๑๐๐ องศาตะวันออก เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐาน

๔. โปรดให้มีเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกของไทย ในตำแหน่ง พันทิวาทิตย์ ทำหน้าที่เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ พระองค์ทรงคำนวณเวลาการเกิดปรากฏการณ์ย่ำรุ่ง และย่ำค่ำ เป็นรายวันทุกวันนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๐ โดยพระราชทานให้กับเจ้าหน้าที่หอนาฬิกาหลวง (ณ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย) ในพระบรมมหาราชวังสังเกตปรากฏการณ์นั้น แล้วดำเนินการตั้งเวลาให้นาฬิกาหลวงตามเวลาที่ได้ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้า และได้ทรงใช้ระบบเวลานี้เป็นหลักในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคา [10]

ความหมาย "ย่ำรุ่ง" และ "ย่ำค่ำ" [10]
"ย่ำรุ่ง" คือ เวลาเริ่มต้นการเกิดแสงเงินแสงทอง ณ ขอบฟ้าบริเวณที่ดวงอาทิตย์จะขึ้น โดยที่ทางดาราศาตร์เรียกว่า "beginning of civil twilight" โดยจะเกิดสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ฟ้าเริ่มที่จะสาง" ณ บริเวณนั้นๆ ซึ่งถือว่า ณ บัดนี้ ภาวะกลางคืนได้หมดลงพร้อมกับการเริ่มต้นของเวลากลางวัน

"ย่ำค่ำ" คือ เวลาที่สิ้นสุดแสงเงินแสงทอง (end of civil twilight) โดยเป็นเวลาขณะที่ศูนย์กลางดวงอาทิตย์อยู่ใต้เส้นขอบฟ้าเป็นระยะทางเชิงมุม ๖ องศา

การคำนวณ "ย่ำรุ่ง" และ "ย่ำค่ำ" [10]
๑. คำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์รายวันตลอดทั้งปี โดยให้จุดศูนย์กลางโลกเป็นศูนย์กลางของระบบอ้างอิง

๒. กำหนดจุดผู้สังเกตบนผิวโลกด้วยค่าเส้นแลตติจูดและลองทิจูด จากนั้นทำการคำนวณเวลาในแต่ละวัน วันละสองเวลา (เช้าและเย็น) ที่ดวงอาทิตย์จะอยู่ในตำแหน่งใต้เส้นขอบฟ้าของผู้สังเกตเป็นระยะทางเชิงมุม ๖ องศา

นอกจากนี้ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้สร้างหอนาฬิกาตรงมุขของพระที่นั่งจักรีอีกแห่ง แต่มิได้มีการระบุชื่อและปีที่สร้าง ทั้งนี้เชื่อว่าพระองค์มีพระราชประสงค์จะให้ชาวเรือขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยามองเห็นและเทียบเวลาการเดินเรือได้สะดวก

แม้ว่าในปัจจุบันเราจะใช้เวลามาตรฐานกรีนิช (Greenwich Mean Time : GMT) แต่ก็ควรภาคภูมิใจที่ไทยในยุคพระองค์ท่านได้เคยใช้เวลามาตรฐานกรุงเทพปานกลาง (Bangkok Mean Time) โดยมีตำแหน่งภูมิศาสตร์ที่เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๒๙ ลิปดา ๕๐ พิลิปดาตะวันออก และเส้นรุ้ง ๑๘ องศา ๔๔ ลิปดา ๒๙ พิลิปดาเหนือ มาอย่างถูกต้องก่อนที่จะตกลงการใช้เวลามาตรฐานกรีนิชด้วยซ้ำ

เวลาปานกลาง (Mean Time) และเวลาปรากฏ (Apparent Time)
เวลาปานกลาง เป็นระบบเวลาที่เราใช้กันในปัจจุบัน โดยเป็นเวลาที่ได้จากการเฉลี่ยความเร็วในการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในรอบปี จากนั้นนำมาใช้ให้นาฬิกากลรักษาเวลา ซึ่งจะทำให้ได้เวลาที่เดินเที่ยงตรง

เวลาปรากฏ เป็นที่ใช้ตำแหน่งดวงอาทิตย์เป็นเครื่องบอกเวลา ที่เราเรียกกันว่า นาฬิกาแดด ซึ่งใช้กันในสมัยโบราณเนื่องจากนาฬิกามีราคาแพง อีกทั้งซื้อหาได้ยาก

กระดานปักขคณนา [8]
กระดานปักขคณนาเป็นกระดานไม้รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สำหรับใช้เดินปักษ์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงผนวชทรงคิดค้นวิธีคำนวณปักษ์ โดยอาศัยหลักตาราสารัมภ์มอญ เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ ให้พุทธบริษัทรักษาอุโบสถศีลและพระภิกษุสงฆ์ทำสังฆกรรม ให้ถูกต้องตามคติของดวงจันทร์ คือ ตรงกับวันที่ดวงจันทร์เพ็ญ จันทร์ครึ่งดวง และดวงจันทร์ดับพอดี ปฏิทินปักขคณนายังคงใช้กันอยู่ในคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายจนทุกวันนี้

กระดานปักขคณนา
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

จันทรุปราคา
ในปี พ.ศ. ๒๔๐๒ พระองค์เสด็จประพาสหัวเมืองนครศรีธรรมราช โดยได้เสด็จไปนมัสการพระมหาธาตุเจดีย์ ครั้นวันรุ่งขึ้นตรงกับวันที่ ๑๓ สิงหาคม ก็เกิดจันทรุปราคา โดยพระองค์ได้ทรงทอดพระเนตร ทั้งนี้ในเอกสารพระราชกพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ จะมิได้ระบุว่าพระองค์ได้ทรงทำการคำนวณพยากรณ์การเกิดจันทรุปราคาในครั้งนั้นหรือไม่ แต่จากการที่พระองค์ท่านทรงเป็นนักดาราศาสตร์ย่อมที่จะทรงทราบล่วงหน้าว่าจะมีจันทรุปราคาเกิดขึ้น [9]

กล้องโทรทรรศน์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/science.html

ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้ล่วงหน้าถึง ๒ ปี
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและพยากรณ์ไว้ว่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคามืดหมดดวง โดยคราสจะเริ่มจับ ณ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๔ นาที และคราสจะจับเต็มดวงเมื่อเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๐ วินาที โดยคราสเต็มดวงมเป็นเวลา ๖ นาที ๔๕ วินาที ซึ่งพระองค์พยากรณ์ว่าจะเห็นได้ชัดที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคิรีขันธ์ ทั้งนี้พระองค์ได้ทรงศึกษาด้วยพระองค์เอง โดยคำนวณและพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ถึง ๒ ปี

ในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคา พระองค์ทรงคำนวณตำแหน่งของดวงจันทร์ที่โคจรรอบโลกภายใต้แรงรบกวนจากทั้งดวงอาทิตย์ และจากทั้งโลกและตัวดวงจันทร์เองเมื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันทราบกันในชื่อ "ปัญหาสามวัตถุ" (three body problem) และเมื่อรวมผลรบกวนจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ จะเรียกว่า "ปัญหานานาวัตถุ" (n body problem) ซึ่งขั้นตอนการคำนวณของพระองค์ สามารถลำดับได้เป็น ๓ ขั้นตอน [10]

๑. การคำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทุกวัน โดยใช้ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ (Theory of Lunar Motion) ซึ่งพระองค์ได้สั่งซื้อตำราดังกล่าวจากต่างประเทศ ทั้งนี้มีการสันนิฐานว่าพระองค์ทรงศึกษาในเรื่องทฤษีของดวงจันทร์ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งเป็นเวลา ๕ ปีล่วงหน้าก่อนการเกิดสุริยุปราคา

๒. หลังจากทรงทราบตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แล้ว จะต้องทรงทำการคำนวณเพื่อตรวจสอบว่าจะมีโอกาสเกิดอุปราคาหรือไม่ ในปีใด

๓. เมื่อทรงทราบจากลำดับขั้นที่สองว่าจะเกิดอุปราคาขึ้น จะทรงคำนวณหารายละเอียดของการเกิดอุปราคาว่าจะมีลักษณ์คราสเต็มดวงหรือชนิดวงแหวนหรือคราสเพียงบางส่วน โดยจะรวมไปถึงสถานที่ที่จะสังเกตการณ์ และเวลาของการเกิดคราส

ตำราทางดาราศาสตร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ในการคำนวณการเกิดสุริยุปราคา
(ภาพจากสำนักราชเรขาธิการในพระบรมมหาราชวัง )
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

ความจริงแล้วการคำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายที่เป็นตัวแปรต้นตามวิธีของไทยใช้กัน ที่เรียกว่า "คัมภีร์สุริยยาตร์" ซึ่งใช้ในทางโหราศาสตร์จนถึงปัจจุบัน แต่เราไม่สามารถนำมาใช้ในการคำนวณทางดาราศาสตร์ได้ เพราะถึงแม้จะทำการคำนวณเป็นองศาลิปดา แต่ค่าดังกล่าวไม่ได้โดยกระบวนการทางคณิตศาสตร์ตรีโกณมิติ เพื่อสะดวกต่อการคำนวณให้ได้ค่าตำแหน่งโดยประมาณสำหรับงานด้านโหราศาสตร์

คัมภีร์สุริยยาตร์ และ คัมภีร์มหาสารัมภ์ [11] [12]
คัมภีร์สุริยยาตร์ เป็นคัมภีร์การคำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ และปฏิทิน คัมภีร์นี้เกิดขึ้นที่เมือง อุชเชนี โดยนักปราชญ์ชาวอินเดีย มีการเผยแพร่ผ่านทางพม่าและมอญมาถึงกรุงสุโขทัย

คัมภีร์มหาสารัมภ์ เป็นคัมภีร์การคำนวณเฉพาะเรื่องอุปราคา

โต๊ะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้คำนวณทางดาราศาสตร์ ตั้งแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

กระดานที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้คำนวณทางดาราศาสตร์
รูปขยายจากภาพมุมขวามือของโต๊ะที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้คำนวณทางดาราศาสตร์ (ภาพที่อยู่ด้านบน)

จากการที่พระองค์ทรงพระปรีชาในหลายด้านทั้งในด้านภาษา ศาสนา และโหราศาสตร์ เมื่อพระองค์ทรงคำนวณและพยากรณ์การเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้าถึง ๒ ปี ซึ่งผลก็เป็นไปตามที่พระองค์ได้ทรงพยากรณ์ไว้ทุกประการ ซึ่งอาจทำให้มีความเข้าใจว่า พระองค์ท่านทรงใช้วิชาโหราศาสตร์เป็นหลักในการคำนวณนั้น ได้มีการวิเคราะห์และวิจัยแล้วว่า พระองค์ท่านทรงใช้วิชาการด้านดาราศาสตร์ในการคำนวณ โดยถึงแม้ว่าในทางโหราศาสตร์จะสามารถพยากรณ์การเกิดอุปราคาได้ แต่ไม่อาจบอกถึงรายละเอียดในเชิงลึกได้เท่ากับทางดาราศาสตร์ในสามประเด็น [13] [14]

๑. ลักษณะของอุปราคาที่เกิดขึ้นเป็นแบบใด (คราสเต็มดวง หรือ คราสวงแหวน หรือ คราสบางส่วน)

๒. สถานที่สังเกตการณ์ ทั้งนี้ในการเกิดคราสนั้น สถานที่ของผู้สังเกตการณ์ที่แตกต่างกัน (ห่างไกลกันออกไป) อาจทำให้เห็นลักษณะของคราสนั้นๆ แตกต่างกันไปด้วย

๓. เวลาของการเกิดคราสที่ระยะขั้นตอนต่างๆ โดยการคำนวณการเกิดคราสนั้น จะต้องบอกได้ถึงพัฒนาการของการเกิดตามลำดับ โดยเป็นเวลาตั้งแต่เริ่มต้นสัมผัสจนกระทั่งเมื่อคลายหมดดวง เมื่อทำการสังเกตจากสถานที่สังเกตการณ์

ทั้งนี้การคำนวณการเกิดคราสเพื่อให้ได้ผลถูกต้องทั้งสามประเด็นในข้างต้นนั้น ผู้คำนวณจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม จดหมายเหตุเสด็จหว้ากอ (เจ้าพระยาทิพากรวงศ์) ได้กล่าวไว้ดังนี้ "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงคำนวณไว้เมื่อปีขาลอัฐศก ว่า ในปีมะโรงสัมฤกธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ จะมีสุริยุปราคาจับหมดดวงเมื่อเดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ซึ่งยากนักที่จะได้เห็นในพระราชอาณาจักร ด้วยวิธีโหราศาสตร์ได้ทรงสะสมมานานตามสารัมภ์ไทยสารัมภ์มอญ แต่ตำราอเมริกันฉบับเก่าและตำราอังกฤษเป็นหลายฉบับได้ทรงคำนวณสอบสวนต้องกัน" ซึ่งมีข้อสันนิฐานว่าพระองค์ทรงใช้ทั้งดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ตรวจทานซึ่งกันและกัน

สุริยุปราคาเต็มดวง ณ หว้ากอ [16] [17]
เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและพยากรณ์ไว้ว่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคามืดหมดดวง โดยจะเห็นได้ที่ตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์

บริเวณค่ายหลวง ที่ หว้ากอ พ.ศ. ๒๔๑๑ พระตำหนัก ๓ ชั้นที่ประทับสร้างด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก มุงจาก และใบตาลแห้ง รั้วทำด้วยกิ่งไม้
ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/science.html

ค่ายพักแรมของคณะนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส
ที่มา : ภาพจาก หนังสือราชสำนักสยาม ในทรรศนะของหมอสมิธ

ลายพระราชหัตถ์ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง เมอสิเออร์ ดเมเด เดอ เกรฮาง พระสยามธุรานุรักษ์
กงสุลสยามประจำกรุงปารีส เมื่อ ๑๐ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๖๘ เรื่อง เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ
จากหนังสือ Le Royaume de SIAM โดย M. Amedee de GREHAN พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงปารีส ค.ศ. ๑๘๖๙

ด้วยพระราชประสงค์ที่จะพิสูจน์ผลการคำนวณ จึงมีพระบรมราชโองการ นำขบวนเสด็จพระราชดำเนินโดยทางชลมารคไปยังตำบลหว้ากอ เมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยทรงเชิญแขกต่างประเทศ ได้แก่ เซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์ มิสเตอร์อาลาบาสเตอร์ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ดร.บรัดเลย์ มิชชันนารีชาวอเมริกัน คณะนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส คณะผู้โดยเสด็จฯ ฝ่ายไทยจำนวนมาก รวมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕) ขณะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายพระรูปร่วมกับ
สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕)
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย",
สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙

เรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินโดยเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ออกจากท่านิเวศวรดิษฐ์ เวลา ๔:๕๐ นาฬิกา วันศุกร์ที่ ๗ สิงหาคม โดยแวะที่เมืองสมุทรปราการ และเสด็จถึงค่ายหลวงที่หว้ากอ ในเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา ของวันเสาร์ที่ ๘ สิงหาคม ในการเสด็จครั้งนี้มีเรือที่ตามเสด็จพระราชดำเนินได้แก่ เรืออรรคเรศรัตนาสน์ เรือสยามูปรัสดัมภ์ เรือยงยศอโยชณิยา และเรือเขจรชลคดี นอกจากนี้ยังมีเรือรบฝรั่งเศส ๒ ลำ ได้แก่ เรือเฟรลอง และเรือซาร์เตอร์ที่มาจอดร่วมอ่าวกับขบวนเรือพระที่นั่งในวันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม โดยในวันดังกล่าว เซอร์ แฮรี ออด เจ้าเมืองสิงคโปร์และคณะ เดินทางโดยเรือไปโหมาถึงหว้ากอ พร้อมเรือรบของอังกฤษ ๒ ลำ คือ เรือกราสฮอปเปอร์และเรือซาเทลไลท์

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายพระรูปร่วมกับคณะแขกเมือง หน้าพลับพลาค่ายหลวงหว้ากอ
(ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

ที่มา : สมาคมดาราศาสตร์ไทย
ที่มา : ภาพจากหนังสือ "เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว",
มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล,
๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและพยากรณ์ไว้ว่า ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ตรงกับวันที่ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคามืดหมดดวง โดยคราสจะเริ่มจับ ณ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๔ นาที และคราสจะจับเต็มดวงเมื่อเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๐ วินาที โดยคราสเต็มดวงเป็นเวลา ๖ นาที ๔๕ วินาที

วันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พระองค์เสด็จออกทรงกล้อง ณ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓ นาที แต่ท้องฟ้าเป็นเมฆฝนปกคลุมไปในด้านตะวันออกไม่เห็นอะไรเลย จนเวลาล่วงมาถึงเวลา ๑๐ นาฬิกา ๑๖ นาที กลุ่มเมฆจึงจางสว่างออกไปเห็นดวงอาทิตย์ไรๆ แลดูพอรู้ว่าคราสเริ่มจับแล้ว จึงประโคม เสด็จสรงมุรธาภิเษก ครั้นเวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๐ นาที แสงแดดอ่อนลงมา ท้องฟ้าตรงดวงอาทิตย์สว่างไม่มีเมฆเลย จนเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๐ วินาที คราสจับสิ้นดวง เวลานั้นมืดเป็นเหมือนกลางคืนเวลาพลบค่ำ คนที่นั่งใกล้ๆ ก็แลดูไม่รู้จักหน้ากัน อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี้กินเวลาได้ ๖ นาที ๔๕ วินาทีแล้ว ทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัด รัศมีที่อยู่รอบดวงและรัศมีที่เป็นลำพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที

ที่มา : http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/
science.html
ที่มา : http://www.princess-it.org/kp9/
hmk-IT/ch1-astro.th.html
สุริยุปราคาเต็มดวงในวันอังคารที่ ๑๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๑๑
ณ บ้านหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ภาพโดย ขุนสาทิศลักษณ์)

ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงคำนวณและพยากรณ์การเกิดสุริยุปราชาได้ถูกต้องและแม่นยำ โดยจากบันทึกรายงานสุริยุปราคาเต็มดวงจากทั้งของฝ่ายไทย จดหมายเหตุของเซอร์ แฮรี ออด และรายงานของคณะนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศสได้ระบุดังนี้ จากบันทึกพระราชกระแสของพระองค์ สุริยุปราคาเต็มดวงแท้จริงเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๒ วินาที จากจดหมายเหตุเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ คือ ๑๑ นาฬิกา ๓๖ นาที ๒๐ วินาที และจากจดหมายเหตุของเซอร์ แฮรี ออด ระบุเวลาประมาณ เวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๕ นาที สำหรับรายงานของนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส ระบุเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๙ นาที ๒๓ วินาที ส่วนเวลาที่อุปราคาจับหมดดวงเป็นระยะเวลาที่ทรงพยากรณ์ไว้ว่าจะมีระยะเวลา ๖ นาที ๔๕ วินาทีนั้น ก็ตรงตามที่ทรงพยากรณ์ไว้ โดยไม่คาดเคลื่อน และค่าเวลาดังกล่าวก็ตรงกับบันทึกของเซอร์ แฮรี ออด และตรงกับรายงานของคณะนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส

ทั้งนี้พระองค์ท่านเสด็จลงเรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช ประมาณบ่ายสามโมง วันพุธที่ ๑๙ สิงหาคม กลับกรุงเทพ โดยเสด็จถึงกรุงเทพ ในวันศุกร์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๔๑๑

อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในปัจจุบัน
ที่มา : http://forums.popcornfor2.com/index.php?showtopic=57941&st=670

เสด็จสวรรคต [5] [19] [20]
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระสุขภาพพลานามัยดียิ่งตลอดรัชสมัยของพระองค์ พระอาการป่วยและเป็นผลให้เสด็จสวรรคตเกิดจากไข้ป่าที่ทรงไปติดเชื้อมาในช่วง ๒ สัปดาห์ (๗ สิงหาคม ถึง ๒๑ สิงหาคม ๒๔๑๑) ที่เสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพได้เพียง ๕ วัน พระองค์เริ่มประชวรเป็นไข้ ทรงสะบัดร้อนสะบัดหนาวเป็นคราวๆ พระอาการของพระองค์ทรุดลงเป็นลำดับ

วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ตรงกับวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๔๑๑ เป็นวันที่พระองค์ทรงมหาปวารณาตั้งพระราชหฤทัยที่จะเสด็จสวรรคต ด้วยทรงมีพระราชสมภพในวันเพ็ญ หลังจากที่ประชวรเป็นเวลา ๓๗ วัน พระอาการทรุดหนักลง แต่พระองค์ยังทรงดำรงพระสติสัมปชัญญะรู้พระองค์อยู่ตลอดเวลา โดยได้รับสั่งราชการเป็นครั้งสุดท้ายกับเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ เจ้าพระยาภูทราภัยและพระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท ว่า

"วันนี้พระจันทร์เต็มดวงเป็นวันเพ็ญ อายุของฉันจะดับในวันนี้แล้ว ท่านทั้งหลายกับฉันได้ช่วยทะนุบำรุง ประคับประคองกันมา บัดนี้กาลมาถึงแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลาย ด้วยฉันออกอุทานวาจาไว้เมื่อบวชอยู่นั้นว่า วันใดเป็นวันเกิดอยากจะตายในวันนั้น วันฉันเกิดเป็นวันเพ็ญ เดือน ๑๑ วันมหาปวารณา เมื่อป่วยไข้จะตายให้สิทธิ์ ณ วิทาริกอันเตวาสิทยกลงไป จะขอตายในท่ามกลางสงฆ์ เมื่อเวลาที่พระสงฆ์กระทำวินัยกรรมมหาปวารณา ก็บัดนี้เห็นจะไม่ได้พร้อมตามความที่ปรารถนาไว้เพราะเป็นคฤหัสถ์เสียแล้ว ฉันจะขอลาท่านทั้งหลายไปจากภพนี้ในวันนี้แล้ว ฉันขอฝากลูกของฉันด้วย อย่าให้มีภัยอันตรายเป็นที่กีดขวางในการแผ่นดิน ถ้าจะมีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นข้อใหญ่ ขอแต่ชีวิตไว้ให้เป็นแต่โทษเนรเทศ ขอให้ท่านเป็นที่พึ่งแก่ลูกของฉันต่อไปด้วยเถิด"

"อนึ่งผู้ที่จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไปในภายหน้า ให้พร้อมกันเลือกหาเอาเถิด จะเป็นพี่ก็ตาม จะเป็นน้องก็ตาม จะเป็นลูกก็ตาม จะเป็นหลานก็ตาม สุดแต่จะเห็นพร้อมกัน ท่านพระองค์ใดมีปรีชาญาณควรจะรักษาแผ่นดินได้ก็ยกขึ้นเป็นเจ้า จะได้ทำนุบำรุงแผ่นดินและพระราชวงศานุวงศ์และราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป อย่าหันเหียนตามพระกระแสพระเจ้าแผ่นดินก่อนเลยเอาแต่ความดีความเจริญเป็นที่ตั้ง"

พระองค์ทรงเสด็จสวรรคตในเวลา ๒ ทุ่ม ๖ นาที โดยขณะที่จะเสด็จสู่สวรรคตนั้น พระองค์ทรงภาวนาอรหังสัมมาสัมพุทโธ นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ก็ทรงประชวรด้วยโรคไข้ป่าเช่นกัน พระอาการของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอฯ ทรุดลงเพียบหนักอยู่เป็นหลายเวลา พระอาการจึงค่อยคลายขึ้น แต่พระกำลังยังอ่อนเพลียมากนัก จึงปกปิดมิให้ทรงทราบถึงพระอาการของสมเด็จพระบรมชนกนาถตลอด จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต

พระเมรุมาศ (เมรุใหญ่) ซึ่งมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เป็นพระเมรุมาศตามแบบโบราณราชประเพณีศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์องค์สุดท้าย
ซึ่งกระบวนแห่มีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งบุษบกไตรสังเค็ด แห่เป็นคู่ ๆ รวม ๔๐ คู่ด้วย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔ ตรงกับเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ปีกุน จุลศักราช ๑๒๑๓ โดยมีพระชนมายุ ๔๗ พรรษา และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ตรงกับเดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีกุมะโรง จุลศักราช ๑๒๓๐ ชณะพระชนมายุ ๖๔ พรรษา สิริรวมเวลาเสวยราชย์ ๑๗ ปี ๕ เดือน ๒๙ วัน

เอกสารอ้างอิง
    [1] พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย, สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๙
    [2] ข้อมูลประวัติศาสตร์บางเรื่องในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากหนังสือ "ความทรงจำ" ตอนที่ ๒, พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ, อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพนางพวง ปราบอังวะ(พวง เปรุนาวิน), ๔ ตุลาคม ๒๕๒๔
    [3] กริสโวลด์, เอ.บี., "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", แปลโดย ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, หนังสือที่ระลึกรอบ 100 ปี แห่งวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและวันเสวยราชย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ๒๕๑๑.
    [4] http://staff2.kmutt.ac.th/~techfair/history.html
    [5] วิชิต สุวรรณปรีชา, "ยอยศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", อักษราพิพัฒน์, ๒๕๔๔
    [6] สาลิน วิรบุตร์, "พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย", เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑, หน้า ๕ - ๑๒
    [7] ทองต่อ กล้วยไม้ ณ อยุธยา, "เล่าเรื่องพระจอมเกล้าฯ", เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑,หน้า ๓๕ - ๖๒
    [8] สาลิน วิรบุตร์, "ดาราศาสตร์ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑, หน้า ๑๔๑ - ๑๕๘
    [9] ขาว เหมือนวงศ์, "ดาราศาสตร์ไทย ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", ๓๐๐ ปีดาราศาสตร์ไทย, วารสารบริภัณฑ์เพื่อการศึกษา, ปีที่ ๑๒, ฉบับที่ ๒, เมษายน – มิถุนายน ๒๕๓๑, หน้า ๖๑ - ๘๕
    [10] ขาว เหมือนวงศ์, "พระอัจริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", วารสารราชบัณฑิตยสถาน, ปีที่ ๓, ฉบับที่ ๑, เดือนมกราคม – มีนาคม ๒๕๔๘, หน้า ๒๒ – ๔๗
    [11] อารี สวัสดี, "คัมภีร์สุริยยาตร์ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สู่ คัมภีร์มหาสารัมภ์ในพระพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", ๓๐๐ ปีดาราศาสตร์ไทย, วารสารบริภัณฑ์เพื่อการศึกษา, ปีที่ ๑๒, ฉบับที่ ๒, เมษายน – มิถุนายน ๒๕๓๑, หน้า ๘๖ - ๑๐๙
    [12] อารี สวัสดี, "ดาราศาสตร์ ๓๐๐ ปี ร่วมสมัยไทย - ฝรั่งเศส และคัมภีร์สุริยยาตร์", ๓๐๐ ปีดาราศาสตร์ไทย, วารสารบริภัณฑ์เพื่อการศึกษา, ปีที่ ๑๑, ฉบับที่ ๓, กรกฎาคม – กันยายน ๒๕๓๐, หน้า ๔๖ - ๖๒
    [13] ขาว เหมือนวงศ์, "การพิสูจน์การทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", วิทยาศาสตร์ ๒๐๐ ปีรัตนโกสินทร์, กราฟิคอาร์ต ๒๕๑๕, หน้า ๑๓ - ๓๖
    [14] ขาว เหมือนวงศ์, "การพิสูจน์การทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว", คณะวิศวกรรมศาสตร์และสำนักหอสมุด, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
    [15] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์, จดหมายเหตุเสด็จหว้ากอ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑, หนังสือประชุมพงศาวดาร ภาค ๑๙, หน้า ๑๓ – ๕๘
    [16] นงเยาว์ กาญจนจารี, หว้ากอ วันที่ ๙ – ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑, เฉลิมพระเกียรติพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, มูลนิธิวิทยาศาสตร์ ดร. ปรีชา – ประไพ อมาตยกุล, ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๑, หน้า ๑๒๙ – ๑๓๘
    [17] ตามรอยพระบาท ร.๔ เสด็จหว้ากอ, สิงหาคม ๒๕๓๕
    [18] นิพนธ์ ทรายเพชร, "สุริยุปราคาเต็มดวง ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สรุปรายงานของคณะนักดาราศาสตร์ฝรั่งเศส และสุริยุปราคาหว้ากอ" วารสารราชบัณฑิตสถาน, ปีที่ ๓๐, ฉบับที่ ๑, มกราคม – มีนาคม ๒๕๔๘, หน้า ๑๕ – ๑๗
    [19] เฉลิมพระเกียรติพระราชสมภพครบ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าพระนครเหนือ และ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าธนบุรี, ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
    [20] ปรามินทร์ เครือทอง, "จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ สวรรคต วันสุดท้ายของกษัตริย์นักปราชญ์", พฤษภาคม ๒๕๔๗

กลับไปด้านบน


copyright © 2008 สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6879 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: space@mict.go.th