ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


1. ทฤษฏีของจรวด
2. กฏการเคลื่อนที่สามข้อของนิวตัน
3. การทำงานของจรวด
4. ฐานส่งจรวด
5. การคำนวณค่าจ้างจรวดส่งดาวเทียม
6. การเตรียมก่อนส่งดาวเทียม
6.1 สภาวะของสถานที่เก็บและทดสอบก่อนติดตั้ง
6.2 สภาวะของดาวเทียมขณะขนย้ายไปยัง Launch Tower
6.3 ความถี่วิทยุใช้งานของจรวด
6.4 การแพร่และดูดซับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
6.5 สภาวะทาง Mechanic
6.6 อัตราเร่ง
7. องค์กรที่เกี่ยวข้อง
8. การจองตำแหน่งและความถี่



1. ทฤษฏีของจรวด
ในการดำเนินกิจกรรมทางด้านอวกาศจำเป็นต้องมีพาหนะที่จะนำพาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเช่น ดาวเทียม หรือนำพามนุษย์เองเดินทางจากโลกขึ้นสู่ชั้นอวกาศ พาหนะที่ใช้จะมีหลักการแตกต่างจากการบินทั่วไป เพราะเมื่อเครื่องบินมีแรงฉุดไปข้างหน้า (Thrust) อากาศจะไหลผ่านด้านบนและล่างของปีก จากรูปร่างของปีกที่มีระยะผิวด้านบนสูงกว่าด้านล่างจะทำให้ความเร็วเหนือปีกสูงกว่าที่ใต้ปีก ความดันอากาศเหนือปีกจึงต่ำกว่าใต้ปีก ทำให้เกิดแรงแรงพยุงที่ปีก (Lift) เพื่อต้านแรงดึงดูดของโลก (Weight) ถ้าแรงพยุงปีกมากกว่าน้ำหนักของเครื่องบินก็จะทำให้เครื่องบินลอยอยู่ได้ ขณะที่เครื่องบินเคลื่อนที่ไปข้างหน้าจะมีแรงต้านการเคลื่อนที่ขณะแหวกผ่านอากาศ (Drag) ยิ่งใกล้พื้นโลกแรงนี้ก็จะยิ่งมากขึ้น แต่การดำเนินกิจกรรมอวกาศที่ต้องให้อวกาศยานเข้าสู่อวกาศซึ่งไม่มีอากาศ จึงไม่มีแรงพยุงจากปีก ดังนั้นการเคลื่อนที่ของอวกาศยานจะต้องอาศัยแรงขับโดยตรง ซึ่งแรงขับนี้เป็นไปตามกฏการเคลื่อนที่ของนิวตัน อวกาศยานที่เราใช้ในการเข้าสู่อวกาศคือจรวด (Rocket)


ประวัติการพัฒนาของจรวด
ค.ศ.1232 ชาวจีนใช้ธนูติดจรวดต่อสู้กับชาวมองโกลที่มารุกราน
ระหว่างศตวรรษที่ 13 ถึง มีบันทึกการพัฒนาจรวดมากเช่น Joanes de Fontana ของอิตาลีพัฒนาตอปิโด
ค.ศ.1650 Kazimierz Siemienowicz ชาวโปแลนด์ตีพิมพ์การออกแบบจรวดแบบหลายท่อน
ค.ศ.1696 Robert Anderson ชาวอังกฤษตีพิมพ์การออกแบบโครงสร้างจรวด การเตรียมเชื้อเพลิงรวมทั้งการคำนวณ
ระหว่างศตวรรษที่ 19 เริ่มสนใจการใช้จรวดเพื่อการเข้าสู่อวกาศรวมทั้ง Konstantian Tsiolkovsky แห่งรัสเซีย

2. กฏการเคลื่อนที่สามข้อของนิวตัน
กฏการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่ 1
วัตถุที่เคลื่อนที่อยู่อย่างสม่ำเสมอจะคงสภาวะการเคลื่อนที่นั้นต่อไป นอกจากจะมีแรงภายนอกมากระทำ

กฏการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่ 2
ความสัมพันธ์ระหว่างมวลของวัตถุ (m) ความเร่ง (a) และแรงที่กระทำ (F) คือ

F = ma

อัตราเร่งและแรงเป็นเวคเตอร์ ทิศทางของแรงและความเร่งมีทิศทางเดียวกัน
กฏข้อนี้เป็นกฏที่สำคัญในการคำนวณปริมาณที่เป็นพลศาสตร์ เพื่อหาความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อมีแรงมากระทำ

กฏการเคลื่อนที่ของนิวตันข้อที่ 3
ทุกแรงกระทำจะมีแรงปฏิกิริยาขนาดเดียวกันแต่ทิศทางตรงข้าม

รูปที่ 1. แรงกระทำและแรงปฏิกิริยา

3. การทำงานของจรวด
จรวดทำงานตามกฏข้อที่ 3 ของนิวตันไม่ใช่อย่างที่คนจำนวนมากยังเข้าใจว่าจรวดเคลื่อนที่เนื่องจากแรงขับของก๊าซที่ผลักกับพื้นช่วยยกตัวจรวดขึ้น หลังจากนั้นก๊าซผลักดับกับบรรยากาศให้จรวดลอยตัวสูงขึ้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจรวดจะไม่สามารถทำงานได้ในอวกาศ แต่ที่จริงแล้วจรวดทำงานได้ดีขึ้นในอวกาศที่ไม่มีแรงต้านของอากาศ

ที่จริงแล้วจรวดทำงานโดยให้ก๊าซจำนวนมหาศาลพ่นออกด้วยความเร็วสูงจากห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์จรวดผ่านหัวฉีดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ความเร็วของก๊าซนี้สูงถึงราว 2.7 กิโลเมตรต่อวินาทีและการที่ก๊าซพ่นออกมานี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโมเมนตัมของก๊าซขณะเกิดการเผาไหม้ เกิดเป็นแรงที่ทำให้ก๊าซถูกผลักออกมา แรงนี้คือแรงกระทำตามกฏข้อที่สามของนิวตันและกระทำให้เกิดแรงปฏิกิริยาขนาดเดียวกันในทิศทางตรงข้ามเรียกว่า Thrust ที่เร่งความเร็วจรวด

รูปที่2. รูปร่างหัวฉีดแบบต่างๆ
รูปที่ 3. แรงกระทำต่อจรวด

รูปที่ 4 แบบพื้นฐานจรวดเชื้อเพลิงเหลว

เชื้อเพลิงขับดันของจรวดแบบเชื้อเพลิงเหลวประกอบด้วยส่วนเชื้อเพลิงและตัวช่วยในการสันดาป ตัวอย่างเช่นใช้ไฮโดรเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิงและออกซิเจนเหลวเป็นตัวช่วยในการสันดาป เมื่อเผาไหม้จะให้ก๊าซร้อนจำนวนมหาศาลเกิดขึ้นในห้องสันดาป มวลของเชื้อเพลิงและตัวช่วยสันดาป (m) จะเท่ากับมวลของก๊าซที่เกิดขึ้น (กรณีที่การสันดาปเกิดขึ้นสมบูรณ์) ให้ความเร็วเฉลี่ยของก๊าซที่ออกมาเป็น v และการเผาไหม้เกิดขึ้นเป็นเวลานาน t วินาทีแล้ว อัตราการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมจะเท่ากับแรงที่ขับก๊าซออกมา เท่ากับ mv/t

หรือเขียนใหม่ว่า แรงขับดัน

T = ma

โดยที่ a เป็นความเร่งเฉลี่ย เพราะความเร่งจะเพิ่มมากขึ้นเมื่อมวลของจรวดลดลงเนื่องจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง

รูปที่ 5 แบบพื้นฐานจรวดเชื้อเพลิงแข็ง

สำหรับจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งก็มีหลักการทำงานคล้ายกัน แต่สิ่งที่เผาใหม้ให้เกิดแรงขับจะเป็นเชื้อเพลิงแบบแข็ง แตกต่างกันที่เชื้อเพลิงจะอยู่ในห้องเผาไหม้อยู่แล้ว และการเผาไหม่จะเกิดที่ผิวของแท่งเชื้อเพลิง (Grain) จึงสามารถออกแบบให้มีอัตราการเผาไหม้เพื่อให้เกิดแรงขับตามต้องการ

ยังมีจรวดอีกแบบหนึ่งเรียกว่าแบบ Hybrid ที่มีทั้งเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว ซึ่งจะใช้งานแยกกันในแต่ละท่อนของจรวดตามความต้องการ

รูปที่ 6 จรวดแบบผสม

รูปที่ 7 กราฟความเร่งและความเร็วของจรวด

รูปที่ 8 ความสัมพันธ์ของฐานส่งจรวดและวงโคจร

4. ฐานส่งจรวด
ฐานส่งจรวดทั่วโลกจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้นับตั้งแต่ก่อนการจุดของจรวด ไปจนกระทั่งจรวดพาดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จรวดท่อนแรกใช้งานจนเชื้อเพลิงหมดแล้วต้องสลัดจรวดท่อนนี้ลงมา นอกจากนี้จะต้องพิจารณาวงโคจรที่ต้องการส่งดาวเทียมด้วย เพราะถ้าวงโคจรไม่เหมาะสมกับตำแหน่งของฐานส่งจรวดก็จะทำใก้เกิดความผิดพลาดในการส่งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจรที่ต้องการได้เนื่องจากเชื้อเพลิงไม่พอเพียง ในปัจจุบันนี้ทั่วโลกมีฐานส่งจรวดอยู่ 22 แห่ง ดังรูปที่ 9

1 - Vandenberg
2 - Edwards
3 - Wallops Island
4 - Cape Canaveral
5 - Kourou
6 - Alcantara
7 - Hammaguir
8 - Torrejon
9 - Andoya
10 - Plesetsk
11 - Kapustin Yar
12 - Palmachim
13 - San Marco
14 - Baikonur
15 - Sriharikota
16 - Jiuquan
17 - Xichang
18 - Taiyuan
19 - Svobodny
20 - Kagoshima
21 - Tanegashima
22 - Woomera
รูปที่ 9 ตำแหน่งของฐานส่งจรวดทั่วโลก

นอกจากฐานส่งจรวดบนพื้นดินแล้ว ในปัจจุบันยังมีฐานส่งจรวดในทะเลโดยใช้แท่นขุดเจาะน้ำมันมาดัดแปลง แล้วลากจูงไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วปล่อยจรวด ฐานส่งจรวดแบบนี้พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการส่งดาวเทียมที่มีมากขึ้น ทำให้ฐานส่งจรวดเดิมไม่สามารถจัดส่งให้ได้ทันต่อเวลา

5. การคำนวณค่าจ้างจรวดส่งดาวเทียม
ค่าจ้างส่งดาวเทียมมีมูลค่าที่สูงมากและเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้การดำเนินกิจการอวกาศไม่สามารถพัฒนาไปได้เร็วเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามวิธีคิดค่าส่งดาวเทียมเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและรายละเอียดมาก ในปัจจุบันนี้ตัววัดของการคิดค่าส่งดาวเทียมต่อน้ำหนักกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เป็นตัววัดที่ไม่ได้คำนึงถึงความเสี่ยง และจรวดแต่ละแบบก็มีความแตกต่างของขนาดและน้ำหนักบรรทุกด้วย จึงเป็นการยากที่จะเปรียบเทียบด้วยวิธีดังกล่าว แต่วิธีนี้ก็ยังมีประโยชน์สำหรับการเปรียบเทียบในช่วงการออกแบบ (Design phase) แม้ว่าการคิดค่าใช้จ่ายต่อหน่วยน้ำหนักจะตรงไปตรงมาแต่ก็ทำได้หลายวิธี วิธีหนึ่งคือเอาต้นทุนของจรวดหารด้วยน้ำหนักบรรทุก ค่าใช้จ่ายในรูปแบ่งตามขนาดของจรวดเป็น 3 กลุ่ม ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงปี ค.ศ.1990 ราคานี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายของจรวดขับดันปรับตำแหน่ง





วิธีการคิดค่าส่งอีกวิธีหนึ่งจะใช้ค่าเฉลี่ยจาก total mass ของน้ำหนักบรรทุกแทนที่จะใช้ความสามารถที่จะบรรทุกได้ ซึ่งจากการศึกษาจะได้ค่าดังนี้



6. การเตรียมก่อนส่งดาวเทียม
หลังจากที่ดาวเทียมถูกสร้างเสร็จแล้วจะต้องทดสอบการทำงานตามวัตถุประสงค์ของดาวเทียม และจะต้องทดสอบดาวเทียมในสภาวะที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ออกจากห้องปฏิบัติการ การขนส่ง เก็บรักษา ติดตั้งในจรวด จนกระทั่งดาวเทียมถูกปล่อยออกจากจรวด การทดสอบในแต่ละขั้นตอนมีดังนี้

6.1 สภาวะของสถานที่เก็บและทดสอบก่อนติดตั้ง
ตัวอย่างเช่นสภาพอากาศที่ Jiuquan Satellite Launch Center (JSLC)

Month
Highest (°C)
Lowest (°C)
Mean (°C)
January
14.20
-32.40
-11.20
February
17.70
-33.10
-6.20
March
24.10
-21.90
1.90
April
31.60
-13.60
11.10
May
38.10
-5.60
19.10
June
40.90
5.00
26.50
July
42.80
9.70
26.50
August
40.60
7.70
24.60
September
36.40
-4.60
17.60
October
30.10
-14.50
8.30
November
22.10
-27.50
-1.70
December
16.00
-34.00
-9.60

6.2 สภาวะของดาวเทียมขณะขนย้ายไปยัง Launch Tower
สภาวะขณะนั้นจะถูกควบคุมอยู่ภายในอุปกรณ์ขนย้าย สภาวะภายใน Fairing จะถูกควบคุมไว้ด้วย
Temperature: 10° C~25° C
Relative humidity: 30%~60%
Cleanliness: 100,000 level

สภาวะภายใน Fairing หลังจากที่ดาวเทียมเข้าไปติดตั้งแล้วจะมีเครื่องปรับอากาศ ซึ่งมีการควบคุมสภาวะภายในเช่น
Temperature: 15°C~22 °C
Relative Humidity: 30%~45%
Cleanliness: 100,000 level
Air Flow Rate: 23~91kg/min

ระบบรักษาอุณหภูมิของดาวเทียมจะกำหนดไว้ที่
Temperature: 10°C~16°C
Relative Humidity: 30%~60%
Cleanliness: 100,000 level
Air Flow Rate: >1.36kg/min
Relative pressure: <35Kpa


6.3 ความถี่วิทยุใช้งานของจรวด
EQUIPMENT
FREQUENCY
(MHz)
POWER
(W)
susceptibility
(dBW)
Polarization
Antenna position
Telemetry Transmitter 1
2200~2300
10
linear
Stage-2 Inter-tank
section
Telemetry Transmitter 2
2200~2300
3x2
linear
SD
Beacon
5300~5400(down)
5650~5850(up)
1.5
-110
Stage -2 Inter-tank
section
Transponder
Rec.5550~56500.8us,
800bit
0.8 us, 800bit
-91
linear
Stage -2 Inter-tank
section
Beacon
2750~2800
1
linear
Stage-2 Inter-tank
section
Telemetry command Receiver
600~700
linear
Stage-2 Inter-tank
section

6.4 การแพร่และดูดซับสนามแม่เหล็กไฟฟ้า
Narrow Band Magnetic Emission from LM-2C


Narrow Band Electric Field Radiation from LM-2C


Broad Band Electric Field Radiation from LM-2C


Permissive Electric Field Radiation from LM-2C


6.5 สภาวะทาง Mechanic
Fairing Internal Pressure vs. Flight Time


Radiation Heat Flux Density and Radiant Rate on the Inner Surface of Each Section of the Fairing


6.6 อัตราเร่ง
6.6.1 Longitudinal Static Acceleration
6.6.2 Lateral Static Acceleration
6.6.3 Sinusoidal Vibration
Direction
Frequency Range
(Hz)
Amplitude or Acceleration
Two-stage LM-2C
LM-2C/CTS
Longitudinal
5 – 10
2 mm
2.5mm
10 – 100
0.8g
1.0 g
Lateral
5 – 10
1.5 mm
1.75 mm
10 – 100
0.6g
0.7 g

6.6.4 Random Vibration
Frequency Range (Hz)
Power Spectral Density
Total RMS Value
20 - 150
+3dB/octave.
6.94 g
150 - 800
0.04 g2/Hz
800 - 2000
-6 dB/octave.

7.องค์กรที่เกี่ยวข้อง
กิจกรรมด้านอวกาศเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหลายประเทศ สำนักงานเลขาธิการของ Committee on the Peaceful Uses of Outer Space (COPUOS) คือ The United Nations Office for Outer Space Affairs (UNOOSA) เป็นหน่วยงานหลักที่พัฒนากฏหมายและบทบาทการใช้อวกาศ มีสนธิสัญญา (Treaty) ที่สำคัญ 5 ฉบับคือ

  • Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space, including the Moon and Other Celestial Bodies
  • Agreement on the Rescue of Astronauts,the Return of Astronauts and the Return of Objects Launched into Outer Space
  • Convention on International Liability for Damage Caused by Space Objects
  • Convention on Registration of Objects Launched into Outer Space
  • Agreement Governing the Activities of States on the Moon and Other Celestial Bodies
การส่งดาวเทียมนอกจากต้องปฏิบัติตามกฏหมายอวกาศแล้ว ยังต้องปฏิบัติตามข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องการใช้ความถี่ และถ้าเป็นดาวเทียมค้างฟ้าจะต้องมีการขออนุญาตตำแหน่งในวงโคจรเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกันจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union, ITU)

ความเป็นมาของ ITU เริ่มจากเมื่อ Samuel Morse ส่งข้อความผ่านสายโทรเลขระหว่างวอชิงตันกับบัลติมอร์ได้เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1844 หลังจากนั้นสิบปีก็มีการให้บริการสาธารณะแต่เฉพาะของแต่ละประเทศเนื่องจากไม่มีมาตรฐานที่ใช้ร่วมกันได้ ต้องมีการแปลงข้อความก่อนที่จะส่งไปยังอีกระบบหนึ่ง ทำให้แต่ละประเทศหาทางทำข้อตกลงกันเพื่อเชื่อมต่อโครงข่าย แต่ก็เป็นไปได้ยากเพราะแม้แต่ในบางประเทศเองก็ต้องทำข้อตกลงกันหลายฉบับ เพื่อให้เกิดความสะดวกและง่ายขึ้นรัฐต่างๆ จึงเริ่มทำข้อตกลงแบบทวิพาคีและแบบอนุสัญญา จนถึงปี ค.ศ.1864 ก็มีอนุสัญญาหลายบับเกิดขึ้น ยิ่งโครงข่ายโทรเลขมีการขยายมากขึ้น จำนวนประเทศที่มาทำข้อตกลงกันก็มากขึ้น ในยุโรปมีถึง 20 ประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดกฏเกณฑ์มาตรฐานที่จะใช้ร่วมกันเพื่อให้เครื่องมือเชื่อมต่อกันได้ ก็ยิ่งมีข้อตกลง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ.1865 ได้มีการลงนามที่กรุงปารีสเพื่อก่อตั้ง สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ขึ้น ในปี ค.ศ.1906 ได้มีการลงนามอนุสัญญาวิทยุโทรเลขระหว่างประเทศขึ้นที่กรุงเบอลิน ซึ่งในภาคผนวกได้กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการใช้คลื่นวิทยุขึ้น ในปี ค.ศ.1948 ITU ได้เข้าเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ (United Nations, UN) และมีการตั้ง International Frequency Registration Board (IFRB) เพื่อจัดสรรการใช้ความถี่ขึ้น

หลังจากการส่งดาวเทียมดวงแรกคือ Sputnik-1 ขึ้นสู่วงโคจรในปี 1957 ก็มีการส่งดาวเทียสื่อสาร (Syncom-1) ในวงโคจรค้างฟ้าเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1963 ทำให้ International Radio Consultative Committee (CCIR) ซึ่งเป็นคณะกรรมการหนึ่งใน ITU เพื่อจัดสรรความถี่สำหรับใช้ในกิจการอวกาศ ในการจัดโครงสร้างขององค์กรใหม่เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง เมื่อปี ค.ศ.1989 มีการแบ่งองค์กรเป็น 3 ส่วน คือ Telecommunication Standardization (ITU-T), Radiocommunication (ITU-R) และ Telecommunication Development (ITU-D)

ITU-R มีภาระกิจดังนี้ในการรักษาและขยายความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกเพื่อปรับปรุงและแบ่งปันการใช้โทรคมนาคมทุกชนิด บทบาทของ ITU-R ในกรอบของภาระกิจดังกล่าวมีดังนี้

  • effect allocation of bands of the radiofrequency spectrum, the allotment of radio frequencies and the registration of radio frequency assignments and of any associated orbital position in the geostationary satellite orbit in order to avoid harmful interference between radio stations of different countries;
  • coordinate efforts to eliminate harmful interference between radio stations of different countries and to improve the use made of radio-frequencies and of the geostationary-satellite orbit for radiocommunication services.
8. การจองตำแหน่งและความถี่
ITU ใช้กลไกของการกำหนดความถี่เพื่อควบคุมการใช้ตำแหน่งในวงโคจรค้างฟ้า โดยกระบวนการของ การจัดสรรตำแหน่งจะใช้แนวคิด "first come, first served" กระบวนการนี้จะต้องดำเนินการประสานงานก่อนใช้งานโดยมีหลักพื้นฐานว่าสิทธิในการใช้ตำแหน่งดาวเทียมจะได้สิทธิมาด้วยการเจรจากับผู้ที่ใช้สิทธิในวงโคจรนั้น ถ้าถูกต้องเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นขั้นตอนขององค์กรระดับชาติในการกำหนดความความถี่และตำแหน่งในวงโคจร ครอบคลุมถึงสถานีภาคพื้นดิน และโครงข่าย จากนั้นจะต้องยื่นข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดต่อ ITU-R ผ่านทางองค์กรของประเทศ

  • Form ApS4/V ใช้สำหรับดาวเทียมที่ไม่ใช่แบบวงโคจรค้างฟ้าและไม่ต้องมีการกำหนดตำแหน่งภายใต้ Section II ของ Article S9
  • Form ApS4/VI ใช้สำหรับดาวเทียมแบบวงโคจรค้างฟ้าและไม่ค้างฟ้าแต่จำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งภายใต้ Section II ของ Article S9

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]