ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

ที่มา : หนังสือ กฎหมายระหว่างประเทศ
ศาสตราจารย์ ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://www.thammasatpress.com

กฎหมายอากาศและอวกาศ ตลอดจนกฎหมายสำหรับอาณาบริเวณอื่นๆ

2.กฎหมายอวกาศ[15]
ผลกระทบทางกฎหมายที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ มนุษย์ประสบความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ในการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่การดำรงชีวิตในยุคปัจจุบันจนทำให้อุปสรรคต่างๆ ในอดีตไม่อาจเป็นเครื่องกีดกั้นความพยายามและจินตนาการของมนุษย์ในสมัยนี้ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการสื่อสารคมนาคม ที่ทำให้โลกกลายเป็นโลกยุคไร้พรมแดนและระยะทาง และสัณฐานทางภูมิศาสตร์มิอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการติดต่อระหว่างมนุษย์ที่อยู่กันคนละซีกโลกหรือแม้แต่อยู่กันคนละดวงดาวได้อีกต่อไป

ยิ่งกว่านั้นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีการค้นพบยังได้ถูกนำไปใช้ในด้านต่างๆ อีกมากมาย เช่น การสำรวจ ทรัพยากรทั้งบนโลกและนอกโลก ตลอดจนทางด้านการแพทย์และการอุตสาหกรรมรวมทั้งการบันเทิงตลอดจนการขนส่ง โดยไม่นับทางด้านความมั่นคงและทางการทหารซึ่งโดยหลักการแล้วมิใช่เป็นการใช้เทคโนโลยีในทางสันติ ดังนั้นในการดำรงชีวิตของมนุษย์ในแต่ละวันจะได้รับความสะดวกจากการใช้ เทคโนโลยีทันสมัยต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็นผลของการใช้เทคโนโลยีทางอวกาศ กล่าวคือ มนุษย์สามารถติดต่อกับผู้อื่นที่อยู่ห่างไกลได้ทางเครื่องมือสื่อสารต่างๆ ที่ทำงานผ่านดาวเทียมในอวกาศ และยังสามารถหาความรู้และความบันเทิงได้จากรายการต่างๆ ที่มีการถ่ายทดสัญญาณภาพและเสียงโดยตรง และยังใช้เทคโนโลยีในอวกาศเพื่อการป้องกันภัยพิบัติและการสำรวจและแสวงประโยชน์ทั้งในบริเวณต่างๆ บนโลกและในดวงดาวอื่น ๆ ในอนาคตตลอดจนเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก

แต่การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ย่อมก่อให้เกิดทั้งปัญหาและผลกระทบที่สำคัญยิ่งในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและโดยเฉพาะทางกฎหมาย กล่าวคือดังเช่นในสาขาอื่นๆ ทางวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้าและความสำเร็จในการประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นย่อมทำให้การนำกฎหมายที่มีอยู่มาปรับใช้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นไม่เหมาะสามหรือแม้กระทั่งไม่เป็นธรรมและอาจจะนำไปสู่ความวุ่นวายในสังคมนั้นๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งย่อมต้องปรับตัวไปตามพัฒนาการทางสังคมและทางเทคนิค บทบัญญัติต่างๆ ของกฎหมายย่อมไม่อาจปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างตลอดไปนอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็ก่อให้เกิดปัญหาทางกฎหมายที่ซับซ้อนในทำนองเดียวกันจนทำให้ต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อปรับปรุง แก้ไขกฎหมายให้ตามไปครอบคลุมปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านั้น ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนเพราะมิใช่เป็นเรื่องที่นักกฎหมายคุ้นเคยและยังต้องการความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเฉพาะเรื่องอีกด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับผลกระทบทางกฎหมายของการนำเทคโนโลยีอวกาศมาใช้นั้นก็เช่นกัน ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในภาครัฐในระยะแรกและภาคเอกชนในเวลาต่อมาต่างตระหนักดีถึงความจำเป็นที่ต้องมีกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับใช้กับสถานการณ์ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีอวกาศต่างๆ ทั้งนี้เพื่อป้องกันและจัดการกับปัญหาต่างๆ ที่อาจหรือเกิดขึ้นซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ร้ายแรงและความหายนะได้ เนื่องจากผลประโยชน์ต่างๆ ที่คาดหวังจากการแสวงหาประโยชน์จากกิจการต่างๆ ในอวกาศมีเดิมพันที่สูงมาก ทั้งในด้านความมั่นคงของประเทศ และผลกำไรทางธุรกิจอย่างมหาศาล อันจะนำมาซึ่งอิทธิพลและอำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจปฏิเสธได้


ในการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาหลักทางกฎหมายที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีในอวกาศนั้น เพื่อให้ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงที่ต้องศึกษาวิวัฒนาการในภาพรวมของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศโดยทั่วไปซึ่งตั้งแต่เริ่มแรกเป็นกฎเกณฑ์ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเท่านั้นหรือที่เรียกกันว่ากฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะลักษณะธรรมชาติของอวกาศเองที่ทำให้ไม่อาจอ้างเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของรัฐใดรัฐหนึ่งได้ และจากการที่ในระยะเริ่มแรกของการดำเนินกิจการอวกาศ ภาคเอกชนย่อมปราศจากปัจจัยและความพร้อมที่จะดำเนินการได้ด้วยตนเอง

อย่างไรก็ดีในปัจจุบัน จากความก้าวหน้าของความร่วมมือระหว่างประเทศ การถ่ายทอด เทคโนโลยีและความพร้อมโดยเฉพาะทางการเงินของภาคเอกชนและนโยบายเปิดเสรีของรัฐต่างๆ ทำให้การพัฒนากิจการอวกาศมีวัตถุประสงค์ไม่เพียงเพื่อให้บริการสำหรับอำนวยความสะดวกแก่รัฐที่เกี่ยวข้อง แต่มุ่งแสวงหากำไรเชิงพาณิชย์เป็นหลักด้วย ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีในด้านนี้จึงมีผลกระทบทางกฎหมายในเรื่องนี้จึงไม่อาจละเลยประเด็นของกฎหมายภายในเพราะจะมีส่วนร่วมที่สำคัญในการอนุวัติการกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก[16]

2.1 หลักการรากฐานของกฎหมายอวกาศและปัญหา17
ตั้งแต่รัฐมหาอำนาจทางอวกาศประสบความสำเร็จในการส่งยานอวกาศขึ้นไปโคจรในอวกาศราว ค.ศ. 1957 ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นยุคบุกเบิกอวกาศ รัฐทั้งหลายต่างตระหนักดีถึงความจำเป็นที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ในการใช้บังคับกับกิจกรรมต่างๆ ในอวกาศเพื่อมิให้อวกาศเป็นต้นกำเนิดแห่งความขัดแย้งระหว่างรัฐ ซึ่งต่างก็ปรารถนาที่จะแสวงประโยชน์จากการใช้อวกาศในลักษณะต่างๆ ดังนั้นจึงมีการบัญญัติกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นเพื่อป้องกันการพิพาทแลเพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคมระหว่างประเทศเองด้วย โดยกฎเกณฑ์พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้อวกาศในปัจจุบันมีฐานะเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศได้ถูกเรียบเรียงไว้ในสนธิสัญญาเกี่ยวกับหลักกฎหมายอวกาศ ค.ศ. 1967 และยังได้มีการสร้างบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นเพื่อเสริมหลักการพื้นฐานเหล่านั้นโดยการทำเป็นสนธิสัญญาอีกหลายฉบับ อีกทั้งยังมีการวางแนวทางของกฎเกณฑ์ในเรื่องอื่น ๆ ในรูปของข้อมติขององค์การสหประชาชาติที่แม้ยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมายระหว่างประเทศแต่ก็สะท้อนให้เห็นแนวโน้มของกฎเกณฑ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง หลักการพื้นฐานของกฎหมายอวกาศก็คือหลักเสรีภาพของอวกาศซึ่งนอกจากจะยืนยันสิทธิของรัฐต่างๆ ในการใช้อวกาศได้ อย่างเสรีแล้วก็ยังให้หลักประกันแก่รัฐทั้งปวงว่าอวกาศเป็นแดนเสรีที่รัฐไม่อาจเข้าถือครองเป็นเจ้าของหรืออ้างกรรมสิทธิ์ใด ๆ ได้

แต่หลักการนี้ก็มีขอบเขตที่ชัดเจนโดยมีการระบุข้อจำกัดที่ชัดแจ้งไว้ในเรื่องการใช้อวกาศในทางสันติเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้อวกาศเป็นเวทีแห่งความขัดแย้งหรือสมรภูมิทางทหารดังเช่นที่เกิดขึ้นในสมัยอาณานิคม นอกจากนี้รัฐต้องใช้อวกาศอย่างรับผิดชอบ โดยเมื่อใดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นก็ต้องรับผิดชอบและชดใช้ อีกทั้งเพื่อความปลอดภัยในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ สำหรับรัฐทั้งปวง จึงได้เกิดแนวโน้มในการสร้างมาตรฐานเกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมในอวกาศโดยจะศึกษาต่อไปตามลำดับดังนี้


2.1.1 หลักเสรีภาพในการใช้อวกาศและปัญหาต่างๆ
    1) หลักการและปัญหาในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อวกาศอย่างเสรีและเป็นธรรม
    อวกาศเป็นอาณาบริเวณที่มีสถานะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับห้วงอากาศที่อยู่เหนือดินแดนของรัฐกล่าวคือในขณะที่ห้วงอากาศ เหนือดินแดนของรัฐถือเป็นส่วนของดินแดนของรัฐซึ่งมีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ในการใช้เขตอำนาจทั้งในการบัญญัติกฎเกณฑ์และในการบังคับใช้กฎหมาย ดังนั้นการบินผ่านจึงต้องได้รับความยินยอมอย่างชัดแจ้งจากรัฐเจ้าของดินแดน แต่ในทางตรงกันข้าม อวกาศซึ่งโดยหลักการแล้วมีพรมแดนติดต่อกับห้วงอากาศมีสถานะเป็นแดนเสรีที่รัฐทั้งปวงมีสิทธิในการใช้ประโยชน์ได้ โดยหลักเสรีภาพดังกล่าวได้รับการยอมรับและปราศจากการโต้แย้งในทางปฏิบัติและถูกยืนยันในเอกสารระหว่างประเทศต่างๆ จนกลายเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ผูกพันรัฐทั้งปวงมาตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของกฎหมายอวกาศ

    เพราะฉะนั้นแม้จะยิ่งมีปัญหาในการกำหนดพรมแดนที่เป็นทางการและเป็นเอกภาพระหว่างอวกาศกับห้วงอากาศในปัจจุบันอยู่ก็ตาม แต่การโคจรของวัตถุอวกาศต่างๆ ที่ถูกส่งขึ้นไปจากพื้นโลกในอวกาศเหนือรัฐต่างๆ บนพื้นโลกก็อาจกระทำได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐแต่อย่างใด อนึ่งหลักเสรีภาพในอวกาศหมายความรวมถึงว่าอวกาศมีสถานะเป็นบริเวณพื้นที่ระหว่างประเทศที่รัฐไม่อาจอ้างอธิปไตยได้หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือรัฐไม่อาจเข้าถือครองเป็นเจ้าของได้ โดยรัฐทั้งปวงมีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ได้อย่างรับผิดชอบภายในขอบเขตเท่าที่ไม่เป็นการรบกวนสิทธิของรัฐอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐทั้งปวงต่างตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องสงวนอวกาศไว้มิให้ตกเป็นเป้าหมายของการแข่งขันแย่งชิงจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐดังเช่นที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุคล่าอาณานิคมเพราะถือว่าดินแดนเหล่านั้นเป็นดินแดนที่ไม่มีเจ้าของและอาจเข้าถือครองได้ ( res nullius) และรัฐทั้งหลายได้พร้อมใจกัน ปฏิเสธการ เรียกร้องกรรมสิทธิ์และเขตอำนาจรัฐเหนือห้วงอวกาศจากรัฐต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ดังปรากฏในปฏิญญากรุงโบโกตา ที่รัฐกลุ่มดังกล่าวอ้างสิทธิเหนือวงโคจรสถิตหรือวงโคจรค้างฟ้าที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศผ่านดาวเทียม ดังนั้นการพร้อมใจกันโต้แย้งจึงเท่ากับเป็นการยืนยันหลักการดังกล่าวในฐานะกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป

    อย่างไรก็ตามรัฐจากโลกกำลังพัฒนาทราบดีว่าหลักเสรีภาพเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมหาอำนาจทางอวกาศที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีในการแสวงประโยชน์ต่างๆ แต่เพียงผู้เดียว โยเฉพาะอย่างยิ่งในทรัพยากรบางประเภทในอวกาศที่มีอยู่อย่างจำกัด เพราะกว่าที่รัฐกำลังพัฒนาจะรวบรวมปัจจัยในการพัฒนากิจการอวกาศให้อยู่ในขั้นที่จะแสวงประโยชน์ได้ก็อาจไม่เหลือทรัพยากรที่ต้องการอยู่อีกแล้วก็เป็นได้ หลักเสรีภาพจึงเป็นเพียงหลักประกันทางทฤษฎีที่มีผลไม่แตกต่างไปจากเรื่องมือใครยาวสาวได้สาวเอานั่นเองดังนั้นจึงมีความพยายามในการสร้างหลักการที่ยุติธรรมมากขึ้นสำหรับรัฐทุกฝ่าย โดยการเสนอให้อวกาศเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติโดยให้มีสถานะเป็น res communis humanitatos กล่าวคือเป็นสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติ[18] ที่ต้องมีการบริหารและจัดการตลอดจนแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างรัฐทั้งปวง มิใช่เฉพาะรัฐที่เข้าถึงได้แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

    การเรียกร้องดังกล่าวแม้จนมีการบัญญัติหลักมรดกร่วมของมนุษยชาติไว้ในสนธิสัญญาเกี่ยวกับดวงจันทร์และเทหวัตถุต่างๆ ในอวกาศ ค.ศ. 1979 แต่ก็มิได้รับการยอมรับจากรัฐมหาอำนาจทางอวกาศใดๆ โดยต่างก็ไม่เข้าร่วมเป็นภาคีในสนธิสัญญาดังกล่าว เพราะฉะนั้นการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐทั้งสองฝ่ายจึงคงดำเนินต่อไปในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด เช่น ตำแหน่งในวงโคจรสถิตย์ และในวงโคจรอื่นๆ ที่ใช้ในกิจการอวกาศต่างๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่รัฐส่งดาวเทียมไปประจำเพื่อให้บริการสำหรับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวเพราะดาวเทียมมีอายุการใช้งานที่จำกัด แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้ขยายอายุการใช้งานไปได้นานหลายสิบปี ทำให้ในระหว่างเวลาดังกล่าวรัฐที่ต้องการใช้ตำแหน่งดังกล่าวตามหลักเสรีภาพก็ย่อมไม่อาจกระทำได้

    ด้วยเหตุนี้ในขณะที่รัฐกำลังพัฒนาพยายามผลักดันหลักการ equitable sharing เพื่อให้มีการแบ่งสรรตำแหน่งในวงโคจรที่เป็นธรรม และโดยอาศัยการวางแผนการจัดสรรไว้เป็นการล่วงหน้า แต่รัฐมหาอำนาจทางอวกาศก็ต่อต้านโดยยึดหลักการเข้าถึง (ทรัพยากร) อย่างเป็นธรรมEquable access ซึ่งก็เป็นเพียงการยืนยันหลักเสรีภาพที่ให้เปรียบแก่ตนเช่นเดิม แม้ว่าจะมีการหาทางประนีประนอมโดยการยอมรับอย่างมีข้อจำกัดให้มีการจัดสรรล่วงหน้าสำหรับบริการสื่อสารภายในประเทศบางประเภท แต่ก็ย่อมไม่เพียงพอต่อความต้องการของรัฐกำลังพัฒนาที่ปรารถนาจะเข้ามาแข่งขันในด้านการให้บริการการสื่อสารในทางระหว่างประเทศ

    ตัวอย่างของความขัดแย้งที่กระทบต่อประเทศไทยก็คือการแย่งชิงตำแหน่งในวงโคจรสถิตของดาวเทียมไทยคมซึ่งเป็นดาวเทียมเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคมแห่งชาติของไทยที่ให้บริการโดยบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทานจากรัฐบาลไทย จากรัฐอื่นๆ ซึ่งอาศัยช่องโหว่ของการขาดกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและองค์กรระหว่างประเทศที่มีอำนาจในการแบ่งสรรตำแหน่งในวงโคจรอย่างยุติธรรมรวมทั้งจากการมีอำนาจต่อรองในทางการเมืองระหว่างประเทศที่สูงกว่า และจากความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยีที่เหนือกว่า เพื่อเข้าช่วงชิงตำแหน่งในวงโคจรตามโครงการของไทย ซึ่งแม้จะโชคดีที่เกิดความผิดพลาดทางเทคนิคของรัฐอื่น กอปรกับการต่อสู้ของไทยในเวทต่างๆ ได้รับผลสำเร็จในการปกป้องผลประโยชน์ไว้ได้ แต่ก็ทำให้ไทยต้องปรับเปลี่ยนแผนการของโครงการดังกล่าวไปบ้าง[19] และย่อแสดงให้เห็นแนวโน้มของความรุนแรงในการแย่งชิงผลประโยชน์ในด้านนี้ซึ่งจำเป็นต้องติดตามและหาทางเข้าร่วมในการกำหนดทิศทางของกฎเกณฑ์มิให้เปิดช่องให้ใช้หลักเสรีภาพเพื่อขัดขวางสิทธิของรัฐอื่น โดยเฉพาะในเรื่องที่กฎเกณฑ์ยังคงไม่สมบูรณ์เช่นเกี่ยวกับวงโคจรสถิตย์ หรือเรื่องที่ยังปราศจากกฎเกณฑ์เช่นในเรื่องวงโคจรอื่นๆ

    นอกจากนี้การที่รัฐมหาอำนาจทางอวกาศเช่นสหรัฐอเมริกาเตรียมตัวที่จะตั้งนิคมอุตสาหกรรมบนดวงจันทร์ย่อมส่งผลกระทบต่อกฎเกณฑ์ในเรื่องการห้ามการถือครองเป็นเจ้าของอวกาศเพราะโครงการดังกล่าวในตัวเองมีลักษณะค่อนข้างถาวรและการแสวงประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมจากทรัพยากรโดยเฉพาะแร่ธาตุในอวกาศย่อมหมายถึงการใช้อย่างสิ้นเปลืองและการถือครองเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านั้น อันเป็นการขัดขวางการใช้สิทธิของรัฐอื่นด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างรัฐที่ได้พยายามหาทางป้องกันไว้ตั้งแต่แรกแล้ว เพราะฉะนั้นจำต้องศึกษาเรื่องดังกล่าวเพื่อกำหนดท่าทีและหาทางออกที่เหมาะสมต่อไปด้วย

    2) ปัญหาการใช้อวกาศอย่างเสรีโดยประเทศกำลังพัฒนาที่เกิดจากการผูกขาดเทคโนโลยีทางอวกาศโดยพฤตินัยของรัฐมหาอำนาจทางอวกาศ
    นอกจากปัญหาในด้านหลักการข้างต้นแล้ว ยังมีปัญหาในทางปฏิบัติโดยเฉพาะสำหรับรัฐและผู้ประกอบการใดก็ตามที่ต้องการพัฒนากิจการอวกาศเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพในการใช้อวกาศ ทั้งนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าในปัจจุบันรัฐรวมทั้งเอกชนภายในรัฐที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศซึ่งแสวงประโยชน์ทางธุรกิจจากกิจกรรมต่างๆ ในอวกาศมีอยู่ในจำนวนที่จำกัด แม้ว่าจะมีรัฐที่เข้าร่วมในโครงการอวกาศจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมแต่ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเพียงผู้ใช้บริการ รัฐมหาอำนาจทางอวกาศที่ทำธุรกิจและให้บริการทางอวกาศจึงจำกัดอยู่เพียงในระหว่างรัฐบางรัฐ ดังนั้นรัฐและเอกชนภายในรัฐเหล่านั้นจึงอยู่ในฐานะที่มีอำนาจต่อรองเงื่อนไขของข้อตกลงใดๆ ได้อย่างแท้จริง แม้ว่ารัฐมหาอำนาจทางอวกาศอาจอ้างได้ว่าในเรื่องนี้โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการกำหนดราคา จะอยู่ภายใต้หลักการค้าระหว่างประเทศซึ่งยึดถือการค้าเสรีเพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่กลักดังกล่าวจะเป็นไปตามกลไกการตลาดเสรีก็ต่อเมื่อมีการแข่งขันของผู้ค้าซึ่งมิใช่ในกรณีนี้แต่อย่างใด

    ยิ่งกว่านั้นแม้จะปรากฏว่ามีรัฐอวกาศจากประเทศกำลังพัฒนาเช่นสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามาทำการแข่งขันในเรื่องการให้บริการต่างๆ กับประเทศที่พัฒนาแล้วโดยเฉพาะในด้านการส่งดาวเทียม ซึ่งทำให้เกิดทางเลือกกับผู้ต้องการใช้บริการมากขึ้นและมีการแข่งขันในด้านราคาที่เกี่ยวข้อง แต่ในที่สุดก็ต้องตกเป็นเป้าของความกดดันต่างๆ ของรัฐที่พัฒนาแล้วที่พยายามบีบบังคับมิให้เข้ามาแข่งขันด้วย โดยหาทางใช้กฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องป้องกันการการทุ่มตลาด (anti-dumping) เพื่อกีดขวางการแข่งขันดังกล่าว จนในที่สุดทำให้จีนทำความตกลงกับมหาอำนาจทางอวกาศซึ่งมีจุดมุ่งหมายที่จะควบคุมการกำหนดราคาให้มีเอกภาพ โดยจีนตกลงที่จะตั้งราให้มีเอกภาพ โดยจีนตกลงที่จะตั้งราคาการให้บริการมิให้แตกต่างจากของรัฐที่ พัฒนาแล้วเกินกว่า 15%[20] อันมีผลเป็นการตัดความแตกต่างด้านราคาซึ่งย่อมกระทบค่าใช้จ่ายในโครงการของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก

    ดังนั้นจึงนำไปสู่การผูกขาดในระหว่างรัฐอวกาศโดยพฤตินัยซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐทั้งหลายควรทำการวิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายและทางแก้ไขโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของกฎหมายการค้าระหว่างประเทศในเรื่องการแข่งขันทางการค้าอย่างยุติธรรม

2.1.2 ข้อจำกัดของเสรีภาพและปัญหาต่าง ๆ
    1) การใช้อวกาศในทางสันติและช่องโหว่จากการตีความของมหาอำนาจ และปัญหาโครงการดาวเทียม ทหารของไทย
    การใช้อวกาศอย่างเสรี มิได้หมายความว่าโดยปราศจากข้อจำกัด ในทางตรงกันข้าม การใช้อวกาศต้องอยู่ในกรองของการใช้อย่างสันติเท่านั้น ดังที่ได้อธิบายไว้ข้างต้นแล้วว่ารัฐทั้งปวงไม่ประสงค์ให้อวกาศเป็นสมรภูมิของการรบเพราะไม่เพียงเป็นการขยายเวทีของกาขัดแย้งให้เลยพื้นโลกไปแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต บนพื้นโลกอีกด้วย ดังนั้นจึงได้มีการบัญญัติหลักการในเรื่องนี้ไว้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ในข้อมติของสหประชาชาติ ค.ศ. 1963 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอนุสัญญากฎหมายอวกาศ ค.ศ. 1967 ที่ห้ามมิให้ติดตั้งอาวุธที่มีอนุภาพทำลายร้ายแรงต่างๆ ในอวกาศ และสนธิสัญญาเกี่ยวกับดวงจันทร์ ค.ศ. 1979 ซึ่งแม้รัฐมหาอำนาจจะยังไม่เข้าร่วมเป็นภาคีแต่ก็ให้การยอมรับในเรื่องนี้กล่าวคือกำหนดให้ดวงจันทร์เป็นเขตปลอดทหารและยังห้ามการสร้างป้อมปราการบนดวงจันทร์อีกด้วย

    อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ รัฐมหาอำนาจต่างๆ ล้วนพร้อมใจกันตีความในลักษณะที่บินเบือนวัตถุประสงค์ของหลักการเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางด้าน ยุทธศาสตร์กล่าวคือ ถือว่าการใช้อวกาศในทางสันติคือการใช้อย่างไม่รุกราน แต่ไม่ห้ามการใช้ทางการทหารต่างๆ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาโครงกาทางทหารที่สำคัญในอวกาศอย่างต่อเนื่องเช่นโครงการดาวเทียมสอดแนม ดาวเทียมต่อต้านดาวเทียม โครงการริเริ่มป้องกันตัวทางยุทธศาสตร์ที่รู้จักกันในนามของโครงการสตาร์วอรส์ (Star Wars ) และบางโครงการก็ได้นำมาใช้ปฏิบัติการทางทหารแล้วเช่นในกรณีส่งครามในอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้นจึงเป็นที่น่าหวั่นเกรงว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีทางทหารในอวกาศอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงและเป็นภัยต่อความมั่นคงของโลกโดยส่วนรวมได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องติดตามและหาทางระดมประชามติของชาวโลกในการกดดันมิให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจของมหาอำนาจในด้านนี้

    ในส่วนของประเทศไทยก็อาจใช้เทคโนโลยีในด้านนี้เพื่อการป้องกันประเทศอย่างมีประสิทธิผลและอย่างทันท่วงทีเพราะด้วยเหตุผลเดียวกันกับของรัฐมหาอำนาจ โครงการด้านการป้องกันตัวย่อมชอบด้วยกฎหมาย แม้ว่าโครงการดาวเทียมทหารของไทยจะถูกระงับไว้ในปัจจุบัน แต่ประโยชน์อย่างมหาศาลของโครงการทำให้น่าจะได้รับการสนับสนุน เพียงแต่ในสภาพเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ การดำเนินโครงการอาจต้องปรับใช้เทคโนโลยีและเทคนิคการบริหารโครงการที่ทำให้ประหยัดงบประมาลงไปได้อีกมาก เช่นการดำเนินโครงการร่วมกับโครงการอื่นของประเทศ และการใช้ทรัพยากรและบุคลากรจากในประเทศเสริมและทดแทน เป็นต้น ก็จะทำให้มีความเป็นไปได้สูงขึ้น

    2) การใช้อวกาศอย่างรับผิดชอบและความไม่สมบูรณ์ของระบบกฎหมายความรับผิดในทางระหว่างประเทศอันเกิดจากกิจกรรมทางอวกาศ
    ข้อจำกัดรากฐานของหลักเสรีภาพในอวกาศก็คือการใช้อวกาศอย่างรับผิดชอบ[21] เมื่อการใช้สิทธิของรัฐไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น รัฐต้องรับผิดชอบและมีหน้าที่ในการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีระบบความรับผิดของการดำเนินกิจกรรมในอวกาศมีลักษณะพิเศษตรงที่เป็นความรับผิดชอบในทางระหว่างประเทศของรัฐดังเช่น การประกาศหลักการในสนธิสัญญากฎหมายอวกาศ ค.ศ. 1967 และบัญญัติรายละเอียดไว้ในอนุสัญญาว่าด้วยความรับผิดของรัฐใน ค.ศ. 1972

    ดังนั้นแม้กิจการที่ก่อให้เกิดความเสียหายจะเป็นผลจากการดำเนินการของผู้ประกอบการที่มิใช่องค์กรของรัฐ แต่ในสายตาของกฎหมายระหว่างประเทศแล้วรัฐที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบและต้องชดใช้ความเสียหาย ส่วนการที่ รัฐจะใช้มาตรการไล่เบี้ยเอากับผู้ก่อความเสียหายต่อไปก็เป็นเรื่องของรัฐเองที่จะดำเนินการตามที่เห็นว่าเหมาะสม การกำหนดหลักความรับผิดชอบของรัฐเช่นนี้เป็นเพราะการประกอบกิจกรรมในอวกาศมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดอันตรายและความเสียหายอย่างร้ายแรงโดยเฉพาะเมื่อโครงการประสบความล้มเหลวและวัตถุอวกาศเกิดระเบิดขึ้นบนพื้นโลก การแก้ไขหรือชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดของภาคเอกชนย่อมไม่เพียงพอสำหรับผู้เสียหาย ดังนั้นรัฐที่เกี่ยวข้องกับโครงการจึงเป็นหลักประกันที่ดีกว่าในด้านนี้

    อย่างไรก็ดีหลักการในเรื่องนี้ยังมีความไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะครอบคลุมความเสียหายในทุกอาณา บริเวณ อีกทั้งในทาง ปฏิบัติแม้ภาระการพิสูจน์ความผิดของรัฐโดยผู้เสียหายจะถูกตัดออกไปก็ตามแต่ความยุ่งยากในการระบุตัวผู้ก่อความเสียหายก็ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะเรียกร้องความรับผิดได้อย่างมีประสิทธิผล จนต้องมีการวางหลักการเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการระบุตัวผู้รับผิดชอบโดยการวางข้อกำหนดในเรื่องการจดทะเบียนวัตถุอวกาศไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ. 1975 แต่ก็ยังมีช่องโหว่อีกมากในเรื่องนี้เช่นกัน และที่สำคัญก็คือหลักการในเรื่องความรับผิดของรัฐนี้ยังมิได้มีการยอมรับกันว่าเป็นกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป ดังนั้นจึงใช้บังคับได้เฉพาะกับรัฐภาคีเท่านั้น ส่วนรัฐที่ยังมิได้เป็นภาคีก็ย่อมตกอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายปกติใน เรื่องความรับผิดระหว่างประเทศ ซึ่งหากจะเรียกร้องความรับผิดของ รัฐก็ต้องพิสูจน์ความผิด มิฉะนั้นก็ไม่อาจได้รับการชดใช้ใดๆ ได้


    สำหรับประเทศไทยซึ่งยังมิได้เป็นภาคีของอนุสัญญา ค.ศ. 1972 และ ค.ศ. 1975 อยู่ในสถานะทั้งผู้รับบริการจากกิจกรรมในอวกาศของรัฐอื่น และผู้ให้บริการด้วยแม้จะโดยผ่านภาคเอกชน แต่ก็ย่อมไม่อาจปฏิเสธความรับผิดของรัฐที่เกิดขึ้นได้ในหลักการตามผลแห่งกฎหมายารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีผลบังคับทั่วไปที่ถูกเรียบเรียงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในสนธิสัญญา ค.ศ. 1967 เพียงแต่มิได้ตกอยู่ภายใต้ระบบความรับผิดของอนุสัญญา ค.ศ. 1972 ซึ่งหากเข้าเป็นภาคีก็ย่อมให้สิทธิในการเรียกร้องความเสียหายภายใต้ระบบที่เอื้อประโยชน์ของชาติมากที่สุดซึ่งต้องคำนึงถึงท่าทีของรัฐต่างๆ โดยเฉพาะรัฐเพื่อนบ้านด้วยว่ามีจุดยืนอย่างไรด้วย[22]

    ยิ่งกว่านั้นความรับผิดชอบของรัฐยังมิได้เกิดขึ้นได้จากอุบัติเหตุหรือความผิดพลาดทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังอาจเกิดขึ้นได้ในลักษณะอื่นๆ ดังจะได้เห็นตัวอย่างการเรียกร้องของรัฐต่อการใช้เทคโนโลยีอวกาศประเภทต่างๆ เช่น การให้บริการข้อมูลหรือรายการโดยตรงผ่านดาวเทียมที่กระทบต่อความมั่งคงแห่งชาติหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือการใช้เทคนิครีโมตเซนซิ่ง (remote sensing) ดังนั้นผู้ประกอบการในกิจการแต่ละประเภทจึงต้องให้ความระมัดระวังปัญหาเหล่านี้เป็นพิเศษซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทั้งโครงการหรือแม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่ารัฐโดยรวมอีกด้วย

    3) แนวโน้มของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในอวกาศ และปัญหาเรื่องการใช้พลังงานปรมาณูในอวกาศรวมทั้งปัญหาขยะอวกาศ
    จากประโยชน์อเนกอนันต์ของการประกอบกิจกรรมในอวกาศโดย เฉพาะอย่างยิ่งในด้านธุรกิจทำให้มีปริมาณการใช้อวกาศเพิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วและเริ่มทำให้เกิดปัญหาในเรื่องสิ่งแวดล้อมต่างๆ ดังเช่นที่เกิดขึ้นบนพื้นโลก กล่าวคือ

    ประการแรก การใช้พลังงานปรมาณูในกิจกรรมทางอวกาศไม่ว่าเพื่อเป็นเชื้อเพลิงของจรวดที่ใช้เพื่อการส่งวัตถุขึ้นไปในอวกาศหรือเพื่อให้พลังงานแก่วัตถุอวกาศก่อให้เกิดความเสี่ยงอยางสูงต่อทรัพย์สินและสิ่งมีชีวิตทั้งที่อยู่บนพื้นโลกและอยู่ในอวกาศเอง เนื่องจากเมื่อตกลงมาบนพื้นโลกหรือเมื่อหลุดพ้นการควบคุม ไม่ว่าโดยบังเอิญหรือเมื่อสิ้นอายุการใช้งานแล้วปะทะกับวัตถุอวกาศอื่นก็ย่อมจะเกิดการระเบิดและการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีอันจะทำให้อุปกรณ์ของวัตถุอวกาศที่ถูกปะทะหรือที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียงต้องชำรุดเสียหาย อีกทั้งยังเป็นภัยต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวงท่อยูในบริเวณที่มีปัญหาอีกด้วย จึงเป็นกรณีที่กระทบสิ่งแวดล้อมในอวกาศอย่างรุนแรงถึงกับมีความพยายามที่จะวางกฎเกณฑ์สำหรับเรื่องนี้ แต่ก็ได้รับการขัดขวางจากรัฐมหาอำนาจในอวกาศที่แม้จะยอมรับความจำเป็นในหลักการแต่ก็พยายามสงวนสิทธิในเรื่องนี้ให้มากที่สุดเพื่อมิให้ถูกจำกัดเสรีภาพและเพื่อจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบของตนด้วย เพราะฉะนั้นในขณะนี้มาตรฐานในเรื่องนี้จึงยังไม่มีสถานะเป็นกฎหมาย แต่เป็นเพียงแนวโน้มในรูปของข้อมติของสหประชาชาติเท่านั้น แต่ก็ยังคงมีวิวัฒนาการที่สมควรติดตามและให้ความสนใจต่อไป

    อีกประการหนึ่ง การส่งวัตถุขึ้นไปดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในอวกาศมีประมาณที่สูงมากขึ้นอย่างไม่อาจเทียบได้กับในอดีต และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มปริมาณขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง วัตถุอวกาศเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาที่เรียกกันว่า ขยะอวกาศ[23] ที่กำลังได้รับความสนใจกันอย่างทั่วไปในสาขานี้ ทั้งนี้เนื่องจากวัตถุอวกาศจำนวนมากที่หมดอายุการใช้งานแต่ยังโคจรอยู่อย่างไร้การควบคุมและเมื่อไปปะทะกับวัตถุอวกาศอื่นทั้งที่มนุษย์ส่งขึ้นไปหรือเทหวัตถุที่มีอยู่เองตามธรรมชาติก็จะเกิดการแตกกระจายออกเป็นเศษวัตถุอีกหลายชิ้นซึ่งจะกีดขวางทางสัญจรของวัตถุอื่น ๆ อีกต่อหนึ่ง จนทำให้มีการประมาณกันว่ามีเศษวัตถุที่เรียกรวมกันว่า ขยะอวกาศนี้อยู่ในอวกาศหลายหมื่นชิ้นในปัจจุบันซึ่งย่อมก่อให้เกิดปัญหาความเสี่ยงต่อผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจในอวกาศเป็นอย่างมากเพราะเป็นปัจจัยแห่งความเสี่ยงต่อโครงการในภาพรวมดังนั้นจึงมีการศึกษาวิธีการจัดการปัญหาดังกล่าวทั้งในแง่เทคนิคเพื่อป้องกันและหาทางแก้ไข โดยการแสวงหาความเป็นไปได้ในการจดเก็บให้ปลอดภัย และในด้านกฎหมายเพื่อวางกฎเกณฑ์และข้อบังคับสำหรับรัฐเพื่อให้ดำเนินโครงการอย่างรับผิดชอบโดยคำนึงถึงปัญหาเรื่องนี้ไว้ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะอาจกระทบค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการของผู้ประกอบการได้

2.2 ระบบกฎหมายสำหรับการประกอบกิจกรรมทางอวกาศต่าง ๆ
นอกจากหลักการรากฐานของกฎหมายอวกาศที่กล่าวมาแล้ว การใช้เทคโนโลยีอวกาศเฉพาะด้านสำหรับกิจกรรมประเภทต่างๆ ยังตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายระหว่างประเทศและก่อให้เกิดปัญหากฎหมายที่ซับซ้อนขึ้นอยู่กับแต่ละเรื่อง โดยอาจแบ่งออกได้ตามเทคโนโลยีอวกาศที่สำคัญดังต่อไปนี้

2.2.1 การถ่ายทอดโทรทัศน์โดยตรงผ่านดาวเทียม [24]
    1) หลักเสรีภาพและปัญหาในด้านกลักการและผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม
    การใช้เทคนิคการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์โดยตรงผ่านดาวเทียมได้ก่อให้เกิดผลกำหรอย่างมหาศาลต่อผู้ประกอบการเพาะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและผู้ใช้บริการที่ต้องการข้อมูลและความบันเทิงเป็นอย่างมาก แต่ก็เป็นเทคนิคที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านต่างๆ มากด้วยเช่นกัน กล่าวคือในแง่สังคมวัฒนธรรมและการเมือง การแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อระบบการปกครองหรือหลักศาสนาของบางรัฐย่อมถูกพิจารณาจากรัฐที่เกี่ยวข้อว่าเป็นการโจมตีและแทรกแซงความมั่นคงจากผู้ประกอบกิจกรรมนั้นซึ่งจำเป็นต้องถูกควบคุม ในเรื่องนี้ตัวอย่างที่ดีก็คือบทบาทของการกระจายข่าวสารด้วยเทคโนโลยีอวกาศที่รัฐไม่อาจควบคุมได้ในช่วงที่ ประเทศไทยประสบปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เรียก "พฤษภาทมิฬ" อันยังผลให้มีการเคลื่อนไหวของประชาชนจนต้องมีอาจเปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศ เพราะฉะนั้นความเห็นของรัฐจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรก คือรัฐผู้ ใช้เทคโนโลยี ดังกล่าว ซึ่งต้องการให้เป็น เรื่องของเสรีภาพที่ไม่ควรถูกควบคุม ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการให้ใช้หลักอธิปไตยเหนือดินแดนในการควบคุมการใช้เทคนิคนี้ซึ่งควรจะต้องมีการขดอนุญาตล่วงหน้าเสียก่อน แต่ในที่สุดการห้ามการใช้เทคนิคดังกล่าวก็มิได้รับการยอมรับ รัฐที่ไม่ต้องการให้มีการแพร่ข้อมูลก็จำต้องใช้มาตรการควบคุมภายในทางเทคนิคและทางกฎหมายเพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยากในทางปฏิบัติ

    ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทยซึ่งมีท่าทีค่อนข้างเสรี แม้ดูผิวเผินจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะให้เสรีภาพอย่างกว้างขวางกับประชาชนและมีข้อจำกัดไม่มากนักเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลและเนื้อหาของรายการแต่ที่จริงแล้วน่าจะ ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องพฤติกรรมในการบริโภคและการดำรงชีพซึ่งยึดถือแนวคิดแบบสังคมของผู้บริโภคและค่านิยมทางวัตถุจากโลกตะวันตกซึ่งจะให้คุณก็ต่อเมื่อประเทศมีความสามารถสูงในการแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศซึ่งมิใช่กรณีของไทยอันทำให้ประเทศไทยต้องประสบปัญหาการขาดดุลการค้าระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และตามมาด้วยวิกฤตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามปัญหาเช่นนี้และหาทางแก้ไขโดยรวมเพื่อให้ประชาชนได้รับการปลูกฝังความคิดอย่างถูกต้องอันเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว ดังเช่นที่มีการวางข้อบังคับไว้ในบางภูมิภาคเช่นในทวีปยุโรปที่ใช้ความร่วมมือระหว่างรัฐเพื่อวางกฎเกณฑ์ในการใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อมิให้กระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในภูมิภาค


    2) ปัญหาเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและผลกระทบต่ออุสาหกรรมภายในบางประเภทของรัฐที่กำลังพัฒนา
    นอกจากปัญหาในด้านหลักการแล้ว เทคนิคนี้ยังก่อให้เกิดปัญหากฎหมายในด้านต่างๆ อีกด้วย กล่าวคือ ในด้านการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะในเรื่องลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศเจ้าของลิขสิทธิ์ในรายการจะได้รับการคุ้มครองเฉพาะเมื่อมีการนำสัญญาณของรายการไปแสวงประโยชน์จากมหาชนอีกต่อหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นการใช้อุปกรณ์เพื่อรับสัญญาณโดยตรงโดยผู้บริโภคมิใช่การกระทำที่ละเมิดลิขสิทธิ์ในทางระหว่างประเทศแม้จะมีกฎเกณฑ์ทำนองนี้ในอนาคตก็ย่อมบังคับการได้ยากอยู่ดีในทางปฏิบัติ แต่ในด้านของกฎหมายภายในจะมีผลกระทบอย่างมากต่อผู้ประกอบธุรกิจประเภทนี้ดังจะวิเคราะห์ปัญหาต่อไป

    นอกจากนี้การเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์จากผู้ประกอบการก็อาจทำให้เกิดความยุ่งยากและซ้ำซ้อนได้กล่าวคือในกรณีที่ผู้ประกอบการในประเทศไทยเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิ์ในการแสวงประโยชน์จากรายการในอีกทวีปหนึ่งจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ตามหลักแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์ยังมีสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์ได้จากผู้ประกอบการไทยได้อีกต่อหนึ่ง เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ทางแก้ไขน่าจะเป็นการผลักภาระไปให้กับผู้ที่ได้รับสิทธิในการแสวงประโยชน์ แต่ก็อาจมีผลย้อนมาถึงราคาของรายการที่ย่อมแพงขึ้นไปอีก ซึ่งต้องหาทางแก้ไขความซ้ำซ้อนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อไป

    ยิ่งกว่านั้นเทคนิคดังกล่าวยังอาจส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบันเทิงและที่เกี่ยวกับการโฆษณาภายในประเทศเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขันกับต่างประเทศ และย่อมสร้างปัญหาสังคมเกี่ยวกับการว่างงานตามมา อีกทั้งยังทำให้ประเทศต้องถูก ยัดเยียดโดยพฤตินัยให้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากต่างประเทศโดยไม่มีทางเลือก นับเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องวิเคราะห์ต่อไปก่อนที่จะสายเกินไป

2.2.2 รีโมตเซนซิ่ง (remote sensing)
การตรวจหาข้อมูลบนพื้นโลกจากอวกาศเป็นเทคนิคที่เรียกกันทับศัพท์ว่า รีโมตเซนซิ่ง ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านต่างๆ เป็นอันมาก เช่น ทางธรณีวิทยา สมุทรศาสตร์ การเกษตรป่าไม้ อุตุนิยมวิทยา การทำแผนที่ การทหารและการวางแผนรองรับอุบัติภัย ฯลฯ แต่หากมีการนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้โดยปราศจากข้อจำกัดก็อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อรัฐที่ถูกตรวจหาข้อมูลได้เช่นกัน ดังนั้นจึงทำให้รัฐมีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายในทำนองเดียวกันกับเรื่องการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม กล่าวคือ ฝ่ายหนึ่งซึ่งประกอบด้วยรัฐที่ใช้เทคโนโลยีนี้ซึ่งต้องการมิให้มีการห้ามการใช้เทคนิคนี้จึงยึดหลักเสรีภาพ ในขณะที่อีกฝ่ายซึ่งเป็นรัฐกำลังพัฒนาที่ตกเป็นเป้าของการถูกตรวจสอบก็ต้องการให้มีการขออนุญาตเสียก่อนที่จะดำเนินการ แต่ในที่สุดในทำนองเดียวกันกับเรื่องที่ผ่านมารัฐมหาอำนาจทางอวกาศก็ประสบความสำเร็จในการขัดขวางมิให้มีการจำกัดสิทธิโดยในข้อมติของสหประชาชาติในเรื่องนี้ก็ระบุเพียงให้มีการปรึกษาหารือกันเท่านั้น

เพราะฉะนั้นทิศทางในการต่อสู้เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมในเรื่องนี้ควรเน้นไปในทิศทางที่พอเป็นไปได้มากกว่า กล่าวคือ ในเรื่องของการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรมระหว่างรัฐที่เป็นผู้แสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้กับรัฐที่ตกเป็นเป้าของการตรวจสอบข้อมูล โดยอาจอยู่ในรูปของการได้รับสิทธิที่จะได้รับข้อมูลก่อนรัฐอื่นและหรือการได้รับข้อมูลในราคาพิเศษที่ดีกว่าของรัฐอื่นๆ โดยทั่วไป เป็นต้น

นอกจากนี้เพื่อป้องกันมิให้การแสวงประโยชน์โดยการใช้เทคโนโลยีนี้ก่อให้เกิดความเสียหาต่อผลประโยชน์ของรัฐที่ตกเป็นเป้าหมายของการตรวจสอบก็น่าจะมีการหาทางจำกัดขอบเขตของเสรีภาพของรัฐที่ใช้เทคนิคนี้โดยการกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องความความรับผิดของรัฐไว้ให้ชัดเจน และสะดวกต่อการอ้างและพิสูจน์ของรัฐที่ตกเป็นเป้าหมาย และการใช้เทคนิคดังกล่าวก็น่าจะประกอบด้วยหน้าที่ของรัฐที่ใช้เทคนิคในการเตือนภัยให้กับรัฐที่ตกเป็นเป้าหมายในกรณีที่ตรวจจับอันตรายต่างๆ ได้ล่วงหน้า รวมไปถึงความรับผิดจากการละเลยหน้าที่ดังกล่าวอีกด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้แสวงประโยชน์จากเทคนิคดังกล่าวซึ่งประเทศไทยเองก็มีโครงการเช่นนี้ด้วย ปัญหากฎหมายที่สำคัญก็คือการคุ้มครองข้อมูลที่ได้รับมิให้ถูกนำไปใช้โดยมิได้รับความยินยอมในลักษณะต่างๆ ที่แม้จะมีทางปรับใช้กฎหมายระหว่างที่มีอยู่ในเรื่องลิขสิทธิ์ แต่ก็ยังมีปัญหาความไม่ครอบคลุมสำหรับรัฐที่มิได้เป็นภาคีในสนธิสัญญาเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองในเรื่องนี้ ยิ่งกว่านั้นในทางปฏิบัติแล้วการอนุวัติการกฎเกณฑ์ทั้งปวงต้องอาศัยมาตรการทางกฎหมายภายในของรัฐที่เหมาะสมอีกด้วยจึงจะประสบความสำเร็จ

2.2.3 การขนส่งทางอวกาศ[25]
การขนส่งทาวอวกาศเป็นมิติใหม่ของการขนส่งที่แต่เดิมถูกจำกัดอยู่เพียงในบริเวณต่าง ๆ บนพื้นโลกเท่านั้น อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีอวกาศด้านนี้ก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติอย่างมากมาย โดยหากพิจารณาปัญหาอย่างผิวเผินจะมีลักษณะทำนองเดียวกันกับเรื่องการขนส่งทางอากาศเช่นเรื่องเขตอำนาจศาลเหนือยานอวกาศ ความรับผิดของผู้ให้บริการขนส่ง หรือในเรื่องการกำหนดข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับความปลอดภัยและเส้นทางในการขนส่ง เป็นต้น แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจใช้การแก้ไขแบบเดียวกันกับที่ใช้กับอากาศยานเสมอไป ทั้งเนื่องจากลักษณะผสมของยานขนส่งอวกาศที่ต้องปฏิบัติงานทั้งในห้วงอากาศและในอวกาศ ดังนั้นจึงต้องติดตามวิวัฒนาการของกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ที่ยังขาดความชัดเจนว่าจะมีระบบกฎหมายพิเศษหรือไม่อย่างไร


2.2.4 สถานีอวกาศและการทดลองในอวกาศ
การค้นคว้าและการศึกษาเกี่ยวกับการดำรงชีวิตในอวกาศของมนุษย์เพื่อเตรียมทำโครงการต่างๆ ที่ต้องมีการส่งมนุษย์ไปปฏิบัติการเป็นระยะเวลานานในอวกาศ ตลอดจนการประดิษฐ์คิดค้นทางการเกษตรอุตสาหกรรมและเภสัชกรรม รวมถึงการวิจัยทางดาราศาสตร์ต่างๆ ได้อาศัยห้องทดลองในสถานีอวกาศเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติการซึ่งมีผลให้เกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ด้านต่างๆ เป็นอันมาก แต่ก็ก่อให้เกิดปัญหากฎหมายในทางปฏิบัติที่น่าติดตามหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้จากการทดลองต่างๆ กล่าวคือเรื่องสิทธิบัตรของการค้นพบหรือสิ่งประดิษฐ์จากอวกาศซึ่งเป็นบริเวณที่มิได้อยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐใด[26]

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการให้ความคุ้มครองที่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐที่พัฒนาแล้วทั้งหลายให้ความความสนใจเป็นพิเศษว่าสมควรจะใช้ระบบใดจึงจะจัดการกับปัญหานี้ได้อย่างจริงจัง ปัญหาดังกล่าวแม้จะมีประโยชน์ทางวิชาการแต่ก็คงมิได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทยที่ยังมิได้มีส่วนร่วมในโครงการ ในทางตรงกันข้ามปัญหาเกี่ยวกับความรับผิดชอบของรัฐที่ร่วมในโครงการทดลองดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องได้มากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าสถานีอวกาศมักเป็นผลจากการร่วมมือระหว่างรัฐที่แบ่งงานกันทำในโครงการดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการใช้เขตอำนาจของรัฐในสถานีอวกาศ เพราะอาจมีบุคคลหลายสัญชาติร่วมโครงการและรัฐเจ้าของวัตถุอวกาศต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสถานีอวกาศหลายรัฐด้วยกัน

ดังนั้นหากมีปัญหาข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาในระหว่างบุคคลต่างๆ ซ้อนกันจึงเป็นเร่องยุ่งยากในทางปฏิบัติหากไม่มีการทำความตกลงเพื่อป้องกันปัญหาไว้ตั้งแต่เริ่มโครงการ สำหรับโครงการในรูปความร่วมมือระหว่างรัฐทำให้มีรัฐที่อยู่ในข่ายต้องรับผิดชอบของรัฐต่างๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งในทางปฏิบัติอาจมีความตกลงกันไว้ก่อนได้ แต่หากปราศจากข้อตกลงใดๆ ก็คงสร้างปัญหาในเรื่องสัดส่วนการชดใช้ความเสียหายระหว่างรัฐที่ร่วมโครงการด้วยกันเอง และระหว่างรัฐผู้ร่วมโครงการกับรัฐผู้เสียหายอีกด้วย


เอกสารอ้างอิง

[1] Bin Cheng, The Law of International Air Transport, Stevens: London, 1962, 726p.; N.Mateesco-Matte, Traite dedroit aerien-aeronautique, A.Pedone: Paris, 1980, 844p.; L.Cartou, Le droit aerien, P.U.F., ‘Que sais-je?,” no.1011, Paris, 1981, 128p.; I.H.Ph.Diederiks-Verschoor, An introduction to air law, Kluwer: Deventer, 1983, 185 p.; M.Folliot, Les relations aeriennes internationals, A.Pedone: Paris, 1985, 568p.; J.Naveau, International Air Transport in a Changing World,Bruylant: Brussels, 1989, 250p,; M.Zylics, International Air Transport Law, Nijhoff: Dordrecht, 1992,265p.; D.Hkim,’The International Aviation Law: Regulation of Air Traffic,” inK.Tatsuzawa (ed.),The Law of International Relations, Local Public Entity Study Organization, Chuogakuin Universty, 1997, pp.359-438.
[2] ประเสริฐ ป้อมป้องศึก , “อธิปไตยเหนือห้วงอากาศ : วิวัฒนาการจากฎหมายโรมันถึงกฎหมายระหว่างประเทศ,” ในหนังสือรวมบทความในโอกาสครบรอบ 72 ปี ศาสตราจารย์ ดร.ปรีดี เกษมทรัพย์, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2543 หน้า 103-124; ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายอากาศระหว่าประเทศ, กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2545, 308 หน้า
[3] D.Goedhuis, “The Problems of the Frontiers of Outer and Air Space,” R.C.A.D.I., 1982(I), t.174, pp.367-408.
[4] K.Hailbronner,’Feedom of the Air and the Convention on the Law of the Sez,” A.J.I.L., 1983, pp.490-502.
[5] J.Combacau et S.Sur, Droit International Public, Montchrestien, 2e edition, Paris, 1995, pp.481-486; Nguyen Quoc Dinh, P.Daillier er A.Pellet, Droit International Public, L.G.D.J., 6e edition, pp.1200-1204.
[6] ประเสริฐ ป้อมป้องศึก, “สัญชาติอากาศยาน: หลักการจากต้นศตวรรษที่ 20 กับปัญหาที่ยังไม่จบสิ้น,ภาคหนึ่ง หลักทั่วไปและปัญหาการเกี่ยวโยงอันแท้จริง,” วารสารนิติศาสตร์, 2542 หน้า 652-682.
[7] ประเสริฐ ป้อมป้องศึก, “สัญชาติอากาศยาน: หลักการจากต้นศตวรรษที่ 20 กับปัญหาที่ยังไม่จบสิ้น,ภาคสอง ปัญหาการมอบสัญชาติให้แก่อากาศยานขององค์การระหว่างประเทศ” วารสารนิติศาสตร์, 2543 หน้า 113-131.
[8] ประเสริฐ ป้อมฟ้องศึก, “กฎหมาย (อาญา) ระหว่างประเทศกับความปลอดภัยทางการบิน : เหลียวหลังแลหน้า,” ใน ประเสริฐ ป้อมป้องศึก, International Air Law: Explanatory Notes and Legal Documents กฎหมายอากาศ ระหว่างประเทศ : เอกสารกฎหมายและบทอธิบายเบื้องต้น (กรมการบินพาณิชย์, 2544).
[9] ราชกิจจานุเบกษา ล.95 ต.87 ฉ.พิเศษ, 24 สิงหาคม 2521.
[10] ราชกิจจานุเบกษา ล.112 ต.21 ก.21 มิถุนายน 2538
[11] E,Faller,”ICAO- International Civil Aviation Organization,” in R. Wolfrum (editor), United Nations: Law Policies and Practice, vol.1, Nijhoff: Dordrecht, 1995,ppp.665-672.
[12] Prasert Pompongsuk,”Transit Rights over Territorial Airspace. Reflections on the Practice of Thailand,” วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉบับที่ 2, มิถุนายน 2545, หน้า 211-231.
[13] ประเสริฐ ป้อมป้องศึก, “ความหมายของการเดินอากาศระหว่างประเทศแบบ ‘ประจำ’ และ ‘ไม่ประจำ’,” บทบัณฑิตย์, 2542 ,หน้า 106-129
[14] M.G>Folliot, op.cit.,pp.173-206
[15] จตุรนต์ ถิระวัฒน์ม กฎหมายอวกาศฯ, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2539 , 345 หน้า; M.Marcoff (eds.), Traite de droit international public de l’espace, Universitaires: Fribourg, 1973,835p.; S.Gorove, Development in Space Law, Nijhoff: Dordrecht, 1991, 412p.; C.Q.Christol, Space Law ; Past ,Present, Future, Kluwer: Deventer,1991, 516p.; P.M.Martin, Droit des activites spatiales, Masson: Paris, 1992, 214p.; L.Peyrefitte, Droit de l’espace, Dalloz: Paris, 1993, 350p.;I.H.P.Diederiks-Vershoor,An introduction to space law, Kluwer: Deventer, 1993, 238p.; H.I.Van Traa-Engelman,Commercial utilization of outer space, Nijhoff: Dordrecht, 1993, 442p.; R.Bender, Launching and Operating Sattellites. Legal Issues, Nijhoff: Hague, 1998,350p.; G.H.Reynolds and R.P.Merges (eds.),Outer Space. Problems of Law and Policy, Westview Press: Oxford, 2nd edition, 1998, 446p.
[16] สำหรับกรณีของประเทศไทย ดู จตุรนต์ ถิระวัฒน์, “ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีทางอวกาศที่มีผลกระทบต่อการพัฒนากิจการอวกาศของประเทศไทย,” บทบัณฑิตย์, เล่มที่ 56, ตอนที่ 1,มีนาคม 2543, หน้า 196-206.
[17] ดูบทวิเคราะห์ในรายละเอียดใน จตุรนต์ ถิระวัฒน์,กฎหมายอวกาศฯ, อ้างแล้ว, 345 หน้า.
[18] ดูรายละเอียดของหลักการใน ปรีดีเทพ บุนนาค, “มรดกร่วมของมนุษยชาติ: หลักการและข้อจำกัดในทาง กฎบัติ,”วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2542, 154 หน้า.
[19] จตุรนต์ ถิระวัฒน์, กฎหมายอวกาศฯ, อ้างแล้ว, หน้า 197-209
[20] F.O.Schroeder,”Developments in agreements on trade in commercial launch services,” ESLC News, no.16, May 1996.
[21] B.A.Hurwitz, State Liability for Outer Space Activities, Nijhoff: Dordrecht , 1992, 245p.
[22] ดูรายละเอียดใน รักบุญ คงสำราญ, “ความรับผิดชอบของประเทศไทยอันเกิดจากดาวเทียมตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ,” วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539 , 278 หน้า.
[23] ประเสริฐ ป้อมป้องศึก, “ขยะอวกาศ-ขยะร่วมกันของมนุษยชาติ: บทสำรวจเชิงวิเคราะห์ในปัญหากฎหมายเกี่ยวกับขยะอวกาศ,” วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กันยายน 2545, หน้า 89-131; จารุวรรณ โชสิวสกุล, “ปัญหาที่เกิดจากขยะอวกาศในกฎหมายระหว่างประเทศ” วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2547 197 หน้า.
[24] A.Mateesco-Matte,Les telecommunications par satellites, A.Pedone: Paris, 1982,503o. M.L.Smith, International Regulation of Satellite Communication, Nijhoff: Dordrecht, 1990,245p.; J.M.Smits, Legal Aspects of Inplementing International Telecommunications Links, Nijhoff: Dordrecht, 1992, 231p.; U.Leanza, The Future of International Telecommunications, Oceana: Dobbs Ferry, 1992, 4 vol.; P.Achilleas, La television par satellite-Aspects juridiques internationaux, Montchrestien: Cedin Paris I, 1995, 199p.; B.Tchikaya, Le droit international des telecoumunications,P.U.F.,:Que sais-je?” , no.3319,128p.
[25] B.Stockfish, “Space transportation and the need for a new international legal and institutional regime,”Annals of Air and Space Law, 1992, pp.323-368.
[26] G.Catalano Sgrosso, “Copyright and Intellectual Property in Outer Space Legal Protection of Discoveries and Inventioons made in conditions of Microgravity,” Proceedings of the 37th Colloquium on the Law of Outer Space, 1994, pp.131-144.

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]