ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เมื่อทราบถึงความสำคัญและความจำเป็นของกฎหมายอวกาศจากตอนที่ 1 แล้ว ข้อพิจารณาเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศในประเด็นแรกจะเน้นที่กฎหมายอวกาศ ซึ่งเป็นการกล่าวถึงโดยใช้เป็นคำกลาง(generic term) ถ้าศึกษาค้นคว้าในตำราจะเห็นว่ามีคำเรียกใช้อยู่หลายคำซึ่ง ถึงแม้ว่าชื่อจะหลากหลาย แต่ขอบเขตหรือกรอบของกฎหมายครอบคลุมเรื่องใหญ่ๆ 2 เรื่องหรือ 2 ระดับด้วยกัน ดังจะได้อธิบายต่อไปนี้

1 ลักษณะของกฎหมายอวกาศ
1.1 กฎหมายอวกาศในฐานะสาขาหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ
ระดับแรกนั้น กฎหมายอวกาศถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยแต่ดั้งเดิมตั้งแต่ยุคบุกเบิกอวกาศ การสำรวจอวกาศเป็นกิจกรรมสำหรับรัฐมหาอำนาจบางรัฐเท่านั้น เนื่องจากมีแต่รัฐมหาอำนาจเท่านั้นที่มีเทคโนโลยีที่มีปัจจัยด้านงบประมาณและบุคลากรที่สามารถจะประกอบกิจกรรมในอวกาศได้ และลักษณะบริเวณพื้นที่ของอวกาศเองก็เป็นลักษณะในทางระหว่างประเทศ โดยเป็นบริเวณที่ไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐใด คือไม่มีรัฐใดจะอ้างสิทธิ์ว่าตนเองมีอธิปไตยในบริเวณต่างๆ ในอวกาศได้ เพราะมีลักษณะเป็นบริเวณพื้นที่ระหว่างประเทศหรืออาจเรียกว่าเป็นบริเวณพื้นที่สาธารณะ ซึ่งผู้ใดต่างก็สามารถไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่มีเจ้าของเพราะฉะนั้นแต่ไหนแต่ไรมา กฎหมายอวกาศจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ

1.2 กฎหมายภายในของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศ
ในปัจจุบันเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศก็มีความหลากหลาย โดยเฉพาะกิจกรรมในเชิงพาณิชย์ ตัวอย่างเช่น สำหรับการใช้ประโยชน์ในการสื่อสารจะเห็นว่ามีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอวกาศ เช่น กิจกรรมโทรคมนาคมเพื่อการติดต่อสื่อสารหรือเรื่องของ การตรวจหาข้อมูลบนพื้นโลกจากดาวเทียมในอวกาศ (remote sensing) เป็นต้น

กภาพถ่ายจากดาวเทียม remote sensing
ดาวเทียมสื่อสาร IPSTAR

การสำรวจข้อมูลบนพื้นผิวโลกจากระยะไกลโดยดาวเทียมนั้นมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเกี่ยวกับเรื่องของการนำผลผลิตหรือ ข้อค้นพบซึ่งได้รับการประมวลผลแล้วมาแสวงประโยชน์ และมีประเด็นกฎหมายอื่นๆอีกมากมาย อาทิเช่น การที่จะจัดส่งดาวเทียม การเป็นเจ้าของดาวเทียมต้องเกี่ยวข้องกับสัญญาการสร้างและการส่ง ตลอดจนการทำข้อตกลงเพื่อประกันภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัวสำหรับกิจการเหล่านี้

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่ากฎหมายอวกาศในยุคปัจจุบันไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐเท่านั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเอกชนซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆ ของการประกอบกิจกรรมต่างๆ รวมไปถึงเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ของกฎหมายภายในของแต่ละประเทศที่ร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของอวกาศอีกด้วย ขอบเขตและลักษณะของกฎหมายอวกาศก็จะมีกฎหมายภายในที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศ รวมอยู่ด้วย ซึ่งก็อาจถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ครอบคลุมอยู่ในกฎหมายอวกาศ เพียงแต่อยู่ในระดับในประเทศ ซึ่งอาจมีลักษณะที่ทั้งแตกต่างหลากหลายหรือมีลักษณะร่วมกันได้ขึ้นอยู่กับแต่ละกรณี

การสำรวจดวงจันทร์

2 ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมายอวกาศ
2.1 จารีตประเพณีระหว่างประเทศ
จารีตประเพณีระหว่างประเทศ คือ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้เกิดจากการที่รัฐเจรจาหรือทำความตกลงกัน แต่เกิดจากรัฐเห็นดีเห็นงามและปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน จนกระทั่งทุกฝ่ายมั่นใจว่าการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่ดีและมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ทางกฎหมายให้ทุกฝ่ายต้องทำตาม หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ปัจจัยสำคัญคือความยินยอมของรัฐทั้งหลายโดยทั่วไปในลักษณะของการปฏิบัติตามร่วมกัน

ตัวอย่างของจารีตประเพณีในเรื่องนี้คือ การเกิดขึ้นของหลักเสรีภาพในการใช้อวกาศ กล่าวคือในยุคบุกเบิกอวกาศ ทันทีที่มนุษย์ประสบความสำเร็จในการส่งวัตถุไปสำรวจโลกได้ ทุกรัฐแซ่ซ้องสรรเสริญแสดงความยินดีและทุกฝ่ายก็เห็นพ้องต้องกันว่าเป็นความสำเร็จของมนุษยชาติ เพราะไม่มีผู้ใดโต้แย้งว่าการส่งวัตถุอวกาศขึ้นไปนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น ถ้ารัฐใดจะส่งวัตถุขึ้นไปในอวกาศเหนือดินแดนของรัฐอื่นก็ตาม รัฐนั้นมีเสรีภาพที่จะทำได้ โดยไม่อาจโต้แย้งได้ ทางปฏิบัติในเรื่องนี้จึงก่อให้เกิดหลักเสรีภาพในการใช้อวกาศขึ้น ซึ่งหากเทียบกับระบบของกฎหมายการบินแล้วจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพราะต้องได้รับอนุญาตก่อน

2.2 บ่อเกิดที่เป็นลายลักษณ์อักษร (สนธิสัญญาและข้อมติขององค์การระหว่างประเทศ)
สนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องอาจเป็นสนธิสัญญาในระดับต่างๆ กล่าวคือ ระดับสากล ระดับภูมิภาค ระดับทวิภาคี ดังตัวอย่างที่ประเทศไทยเกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาระดับสากล ในฐานะสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและร่วมอยู่ในคณะกรรมการชุดหนึ่งซึ่งทำหน้าที่ยกร่างกฎหมายอวกาศ ที่ชื่อว่า กรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อวกาศในทางสันติ ซึ่งปัจจุบันได้มีการยกร่างอนุสัญญาสำคัญหลายฉบับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฉบับที่เป็นแม่บทคือสนธิสัญญา ค.ศ.1967 ว่าด้วยเรื่องกิจกรรมในอวกาศ สนธิสัญญา ค.ศ. 1968 อนุสัญญาเกี่ยวกับเรื่องการช่วยเหลือนักบินอวกาศและส่งคืนยานอวกาศที่ประสบภัย สนธิสัญญาค.ศ.1972 เรื่องระบบความรับผิดระหว่างประเทศที่เกิดจากความเสียหายอันเป็นผลจากวัตถุอวกาศ สนธิสัญญา ค.ศ. 1975 เกี่ยวกับการจดทะเบียนวัตถุอวกาศ และล่าสุด สนธิสัญญา ค.ศ. 1979 เรื่องดวงจันทร์และเทหวัตถุต่างๆ ซึ่งเป็นผลงานขององค์การสหประชาชาติและเป็นสนธิสัญญาระดับสากล

ตัวอย่างสำหรับสนธิสัญญาระดับภูมิภาคก็คือสนธิสัญญาเกี่ยวกับองค์การความร่วมมือทางอวกาศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก APSCO (Asia - Pacific Space Cooperation Organization) ซึ่งจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ปัจจุบันก็มีสมาชิกเกือบ 10 ประเทศ ประเทศไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิก

สถานีอวกาศนานาชาติ

3 ผู้ทรงสิทธิในกฎหมายอวกาศ
ผู้ทรงสิทธิหลักในกฎหมายอวกาศ ได้แก่รัฐ และองค์การระหว่างประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อคำนึงถึงกฎหมายอวกาศในฐานะส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นมาจากสนธิสัญญาหรือกฎหมายอวกาศที่เกิดจากจารีตประเพณีที่ใช้บังคับกับบุคคลระหว่างประเทศเท่านั้น ดังนั้นผู้ทรงสิทธิของกฎหมายอวกาศจึงเป็นรัฐ และองค์การระหว่างประเทศด้วย เพราะต้นกำเนิดดั้งเดิมที่ได้กล่าวมาแล้วเกี่ยวข้องกับรัฐเท่านั้น หลังจากนั้นก็มีองค์การระหว่างประเทศ ซึ่งเกิดมาจากที่รัฐใดรัฐหนึ่งตระหนักดีว่าตนเองไม่อาจดำเนินการทั้งหมดได้เนื่องจากงบประมาณสูงเกินไป ขาดบุคลากร หรือมีความเสี่ยงสูงเกินไป จึงทำให้เกิดความร่วมมือกันในกรอบขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น European Space Agency (ESA) หรือ APSCO ก็มารวมตัวกัน เพราะถ้าประเทศใดประเทศหนึ่งในภูมิภาคทำด้วยตนเองอาจจะไม่คุ้มค่า หรือไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรเพราะฉะนั้นมาร่วมมือกันดีกว่า

แต่ปัจจุบันก็ยังมีหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยในกิจกรรมต่างๆโดยเฉพาะในเชิงพาณิชย์ เพียงแต่ว่าอยู่ภายใต้ข้อบังคับของกฎหมายภายในประเทศ จึงอาจนับเป็นผู้ทรงสิทธิได้เช่นกันในบางกรณี

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]