ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลักรากฐานแห่งกฎหมายอวกาศ : เสรีภาพในการใช้อวกาศและข้อจำกัดต่างๆ

หลักเสรีภาพของการใช้อวกาศและข้อจำกัด
หลักพื้นฐานของกฎหมายอวกาศคือหลักเสรีภาพในการใช้อวกาศ (Freedom of Space) โดยมีนัยที่สำคัญดังต่อไปนี้

ประการแรก ในเรื่องของการใช้อวกาศ ซึ่งหมายความว่าอวกาศเป็นอาณาบริเวณที่สามารถใช้ได้อย่างเสรี ในทำนองเดียวกับบริเวณบนพื้นผิวโลกที่เราเรียกว่าทะเลหลวง ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐใดเลย รัฐไม่อาจอ้างกรรมสิทธิได้ แต่มนุษยชาติสามารถใช้ประโยชน์ได้

ประการที่สอง เรื่องการห้ามยึดครอง (Non- Appropriation) ซึ่งหมายความว่ารัฐไม่สามารถเข้ายึดครองและอ้างสิทธิ์เป็นเจ้าของได้ หลักการนี้เกิดขึ้นหลังจากยุคบุกเบิกอวกาศ จากความยินดีของรัฐทั้งหลายก็กลายเป็นความกังวลว่า นอกจากอวกาศอาจจะถูกใช้เป็นบริเวณที่รัฐไปแสวงประโยชน์ทางการทหารแล้ว อาจจะเป็นสมรภูมิของการแย่งชิงผลประโยชน์ ในทำนองเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในยุคอาณานิคม ดังจะได้อธิบายต่อไปนี้


หลักเสรีภาพในอวกาศและการห้ามยึดครอง
» สาระของหลักการ
ในยุคบุกเบิกอวกาศ ปฏิกิริยาแรกที่เกิดขึ้นก็คือ ทุกรัฐเห็นพ้องต้องกันว่า จำเป็นต้องวางหลักการเรื่อง การห้ามเข้าไปยึดครองเป็นเจ้าของ (Non- Appropriation) ซึ่งเป็นข้อห้ามการอ้างสิทธิ์ว่าตนเองมีอธิปไตยในบริเวณหรือดินแดนส่วนใดส่วนหนึ่งของอวกาศ

» ปัญหาในทางปฏิบัติ
ในปัจจุบันมีปัญหาตามมาในทางปฏิบัติ เพราะเสรีภาพในหลักการกับความเป็นจริงไม่ใช่เป็นไปอย่างที่เข้าใจ กล่าวคือรัฐที่จะใช้สิทธิเข้าไปแสวงประโยชน์ได้ ต้องเป็นรัฐที่มีความพร้อมทั้งทางเทคโนโลยีและทางการเงิน ดังนั้นประเทศที่กำลังพัฒนาหรือประเทศที่ยังไม่มีความพร้อมจึงตระหนักว่า กว่าจะมีความพร้อม ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ในอวกาศอาจจะถูกใช้หมดไปเสียก่อนโดยประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อที่จะสงวนโอกาสของตนไว้จนกว่าจะมีความพร้อม จึงเป็นที่มาของการผลักดันแนวคิดหนึ่งที่เรียกว่า “สมบัติหรือมรดกร่วมของมนุษยชาติ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในกฎหมายทะเลด้วย โดยพยายามนำแนวคิดนี้ไปใช้ในอวกาศด้วย โดยถือว่าแม้รัฐมีเสรีภาพที่จะแสวงประโยชน์ แต่มิใช่ในฐานะผู้มีกรรมสิทธิ

ดังนั้นจึงต้องใช้สิทธิโดยคำนึงถึงโอกาสของผู้อื่นที่จะได้ใช้สิทธิและได้รับผลประโยชน์บ้าง เพราะเป็นสมบัติหรือมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ มิใช่ของผู้หนึ่งผู้ใด และไม่ใช่ของที่ผู้ที่เข้าถึงก่อนคนแรกเท่านั้น และเมื่อได้ผลประโยชน์จากการแสวงประโยชน์ก็ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ส่วนหนึ่งให้กับรัฐอื่นๆด้วย ตามแนวคิดเรื่องมรดกร่วมซึ่งใช้อยู่สำหรับพื้นดินใต้ท้องทะเลลึกในทะเลหลวง แนวคิดนี้ถูกบัญญัติไว้ในสนธิสัญญา ค.ศ. 1979 ว่าด้วยดวงจันทร์ ดวงดาวและเทหวัตถุต่างๆในอวกาศ

แต่แนวคิดนี้ยังถูกมหาอำนาจทางอวกาศโต้แย้งและคัดค้านอยู่ สนธิสัญญาฉบับนี้จึงมีรัฐสมาชิกแค่ 13 ประเทศ จาก 192 ประเทศ และปราศจากการเข้าร่วมจากประเทศมหาอำนาจทางอวกาศ ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในอวกาศ

นอกจากนี้ในการใช้เสรีภาพในอวกาศในทางปฏิบัติจะมีข้อจำกัดให้ไม่อาจกระทำได้ เพราะตำแหน่งในวงโคจรสำหรับให้วัตถุอวกาศปฏิบัติการมีจำนวนจำกัด บริเวณพื้นที่สำหรับตำแหน่งในวงโคจรที่จะให้วัตถุอวกาศเช่นดาวเทียมให้บริการอย่างคุ้มค่า มีแค่ 3 ย่านหลักๆ ได้แก่บริเวณเหนือทวีป อเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียซึ่งเป็นบริเวณที่คุ้มค่าต่อการลงทุน เพราะลูกค้าที่ต้องการใช้บริการมีอำนาจในการซื้อบริการ ส่วนบริเวณอื่นๆ ก็มีความต้องการแต่ไม่พร้อมด้านการเงิน อันทำให้เกิดปัญหาต่อการจัดส่งดาวเทียมไปไว้ในตำแหน่งในวงโคจรซึ่งมีแนวโน้มเรื่องความคับคั่งสูง เพราะถึงแม้ว่าจะมีอายุการใช้งานเพียงแค่ชั่วคราว แต่ปัจจุบันอายุของดาวเทียมยืนยาวมากขึ้นกว่าในอดีตมาก



ประเด็นปัญหาในปัจจุบันที่เกิดจากการดำเนินกิจกรรมในอวกาศ
ปัจจุบันมีโครงการที่จะจัดตั้งนิคมในอวกาศเพื่อ "การทำเหมืองแร่ในอวกาศ" เนื่องจากมีการค้นพบแร่ที่หายากและเป็นประโยชน์ในด้านพลังงาน Helium3 มากมายบนดวงจันทร์ และเนื่องจากโลกกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ถ้าสามารถใช้การขนส่งที่มีประสิทธิภาพนำแร่ธาตุเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้ก็จะแก้ปัญหานี้ไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ ถ้ามีการไปตั้งนิคม จะถือว่าเป็นการยึดครองหรือไม่และ จะขัดกับหลักกฎหมายนี้หรือไม่ ผู้แทนของรัฐมหาอำนาจจากโลกตะวันตกเสนอให้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการทบทวนหลักการของอนุสัญญา ปี 1979 ว่าด้วยเรื่องดวงจันทร์และเทหวัตถุทั้งหลาย และนักวิชาการบางท่านอ้างว่าสำหรับแร่ธาตุที่ขุดหรือสกัดจากอวกาศน่าจะยึดครองละถือกรรมสิทธิ์ได้ได้ ประเด็นนี้จึงมีพัฒนาการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าแนวโน้มจะมีทิศทางเช่นไร

ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันมีผู้มาลงทะเบียนเพื่อจะไปท่องเที่ยวในอวกาศแล้วประมาณ 8,000 คนโดยมีค่าใช้จ่ายประมาณคนละไม่ต่ำกว่า 20-30 ล้านบาท ซึ่งก็เป็นกิจกรรมใหม่อีกประการหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบในทำนองเดียวกันต่อหลักการเรื่องเสรีภาพในอวกาศได้โดยเฉพาะในกรณีที่มีการสร้างโรงแรมหรือที่พักในอวกาศและดวงดาวต่างๆ

ข้อจำกัดของหลักเสรีภาพในอวกาศและปัญหาในทางปฏิบัติ
ข้อจำกัดของหลักเสรีภาพ แบ่งออกได้ 3 ประการ

1. ความรับผิดระหว่างประเทศของรัฐผู้ส่ง
การใช้อวกาศจำเป็นต้องใช้อย่างรับผิดชอบ ในกฎหมายอวกาศมีการระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐผู้ส่ง (launching State) จะต้องรับผิดจากความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากวัตถุอวกาศที่ตัวเองส่งขึ้นไป เรื่องนี้มีนัยสำคัญ 2 ประการ
  • สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจกรรมในอวกาศ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือรัฐ ถึงแม้รัฐจะให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินงาน แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดก่อให้เกิดความเสียหาย รัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยรัฐเป็นผู้มาไล่เบี้ยกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายภายในของตนเอง รัฐย่อมตระหนักดีว่าการดำเนินกิจกรรมในอวกาศมีความเสี่ยงสูงและอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ดังนั้นถ้าเป็นความเสียหายที่ร้ายแรงในกรณีผู้กระทำผิดไม่สามารถรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ รัฐต้องเป็นผู้ชดใช้แทน
  • ความหมายของรัฐผู้ส่ง รวมถึงผู้ที่ต้องรับผิดชอบไว้ด้วยกันทั้งหมดดังนี้คือ รัฐเจ้าของวัตถุอวกาศ, รัฐที่เป็นผู้ส่ง, รัฐที่ให้ใช้ดินแดนเพื่อส่งไปอวกาศ และรัฐที่เป็นธุระจัดการให้มีการส่ง รัฐเหล่านี้เมื่อเกิดปัญหาต้องร่วมกันรับผิด แต่ลักษณะพิเศษของระบบความรับผิดนั้น เนื่องจากวัตถุอวกาศ เวลาก่อให้เกิดความเสียหายจะมีความยุ่งยากในการพิสูจน์ ดังนั้นอนุสัญญาค.ศ. 1972 ว่าด้วยความรับผิดของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมในอวกาศ ได้กำหนดระบบความรับผิดเด็ดขาดขึ้น ซึ่งแตกต่างจากระบบความรับผิดทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้กัน กล่าวคือ รัฐผู้ส่งจะต้องรับผิด ไม่ว่าจะได้กระทำผิดหรือไม่ก็ตาม และผู้ที่ตกเป็นผู้เสียหายหรือตกเป็นเหยื่อไม่จำเป็นจะต้องรับภาระในเรื่องการพิสูจน์ความผิดของรัฐผู้ส่งแต่อย่างใด ถึงรัฐผไม่ได้ทำผิดแต่เป็นรัฐผู้ส่งก็ต้องรับผิดชอบ ซึ่งมีช่องโหว่ตรงที่หลายประเทศยังไม่ได้เป็นภาคีรวมถึงประเทศไทยด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับรัฐที่ยังไม่ได้เป็นภาคีที่ไปก่อความเสียหาย รัฐอื่นที่จะเรียกร้อง คงต้องรับภาระการพิสูจน์การกระทำความผิดตามหลักกฎหมายทั่วไปเช่นเดิม


2. การใช้อวกาศในทางสันติ
การใช้อวกาศต้องใช้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติโดยสันติเท่านั้น ข้อจำกัดในเรื่องนี้ ต้องการหลีกเลี่ยงมิให้อวกาศกลายเป็นสมรภูมิ แต่ประเทศมหาอำนาจซึ่งมีอาวุธร้ายแรงก็ตีความหลักการในเรื่องนี้แบบเข้าข้างตนเอง โดยพิจารณาว่าใช้เพื่อสันตินั้นไม่ได้ห้ามใช้ในทางทหาร ถ้าใช้เพื่อรุกรานถึงจะเข้าข่ายต้องห้าม แต่ถ้าใช้เพื่อป้องกันตัวสามารถทำได้ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่น่ากลัวและอันตรายเกิดขึ้น เมื่อประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่งยิงดาวเทียมโดยระบุว่าเป็นการทดลองการขจัดดาวเทียมที่ไม่ใช้แล้ว และได้มีการนำไปอภิปรายในองค์การสหประชาติ เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดขยะอวกาศ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือเหตุการณ์สงครามอิรักครั้งที่ 2 ประเทศมหาอำนาจมีท่าทีตรงกันว่า การป้องกันตนเองล่วงหน้า (anticipatory self defense, preemptive strike)เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย โดยชี้แจงกับชาวโลกว่า ตนไม่สามารถที่จะปล่อยให้ศัตรูโจมตีก่อน แล้วจึงค่อยตอบโต้เพื่อป้องกันตัว เพราะถ้าถูกโจมตีจนเสียหายร้ายแรงแล้วอาจไม่สามารถป้องกันตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องโจมตีก่อน ดังนั้นหากใช้แนวคิดนี้โดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศซึ่งทำให้ได้เปรียบทางทหารจากการชี้เป้าและทำลายเป้าหมายก็ย่อมทำให้มีความเสี่ยงสูงและมากขึ้นต่อการเกิดสงครามได้ในอนาคต



3. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (ปัญหาเกี่ยวกับการใช้พลังงานปรมาณูในอวกาศและปัญหาขยะอวกาศ)
การตระหนักเรื่องความสำคัญของสิ่งแวดล้อมในอวกาศทำให้มีความพยายามที่จะจำกัดเสรีภาพของรัฐในการใช้อวกาศโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

เรื่องสิ่งแวดล้อม มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การใช้พลังงานปรมาณูในอวกาศ ซึ่งสหประชาชาติมีมติออกมาเป็นข้อแนะนำว่า การใช้พลังงานนิวเคลียร์ก่อให้เกิดความเสี่ยงอันตราย กรณีที่เกิดอุบัติเหตุ การปะทะหรือการชนก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงได้ และเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงควรใช้อย่างจำกัด แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศมหาอำนาจก็ไม่อยากจำกัดเสรีภาพในส่วนนี้ เนื่องจากพลังงานนิวเคลียร์เปลืองเนื้อที่น้อย อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานนิวเคลียร์ต้องคำนึงอย่างยิ่งถึงวัฒนธรรมในเรื่องความปลอดภัย (safety culture) ซึ่งต้องอาศัยมาตรการทางกฎหมายมาป้องกันรองรับ มิใช่พิจารณาเฉพาะเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเท่านั้น


เรื่องขยะอวกาศ โดยเฉลี่ยแล้วมีการส่งวัตถุไปในอวกาศ สัปดาห์ละกว่า 1 ชิ้น จนทำให้มีวัตถุอวกาศที่ส่งจากโลกเป็นจำนวนมากซึ่งส่วนหนึ่งก็หมดอายการใช้งานและพ้นการควบคุมไปแล้ว และยังมีเศษชิ้นส่วนของวัตถุอวกาศที่แตกจากกันกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปด้วยอันเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้กับวัตถุอวกาศอื่นที่ส่งตามขึ้นมา อันย่อมก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในการพิสูจน์และแสวงหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบ

กฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ก็ยังอยู่ในขั้นของการก่อตัวจึงปราศจากความชัดเจน แม้กระทั่งคำนิยามของขยะอวกาศก็ยังไม่อาจบรรลุข้อตกลง ในปัจจุบันก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าอะไรที่ถือว่าเป็นขยะบ้าง การหาทางแก้ไขรวมถึงวิธีการแก้ไขทางเทคนิค เช่นวิธีเก็บกู้ การบังคับให้ตกลงบนพื้นผิวโลกหรือ ให้เผาไหม้ไปในชั้นบรรยากาศ หรือส่งไปในวงโคจรที่ไม่เป็นภัยต่อใคร ที่เรียกว่าวงโคจรสุสานดาวเทียม หรือใช้เทคนิคการสร้างเพื่อไม่ให้แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แต่ในทางปฏิบัติยังต้องหาทางสร้างกฎเกณฑ์เพื่อให้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปได้

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]