ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัญหาในทางปฏิบัติสำหรับการประกอบกิจกรรมในอวกาศ สามารถสรุปแยกได้เป็น 2 ประเด็น ได้แก่ปัญหาทั่วไป และ ปัญหาเฉพาะสำหรับกิจกรรมบางประเภท

สำหรับผู้ที่มีโครงการจัดการกิจกรรมในอวกาศ เรื่องการจัดส่งดาวเทียมเป็นเรื่องเฉพาะด้านเพราะดาวเทียมไม่ใช่เป็นสินค้าหรือวัตถุที่หาได้ตามร้านสรรพสินค้าทั่วไป ดาวเทียมดวงหนึ่งซึ่งต้องสั่งทำหรือสร้างขึ้นนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัวต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าหน่วยงานใดมีเงินก็จะสร้างได้ แต่เดิมทางเลือกมีค่อนข้างจำกัดโดยมีผู้รู้ในวงจำกัด ในอดีตอาจเป็นเรื่องยาก แต่ปัจจุบันมีความร่วมมือระดับรัฐและระดับภายในที่สามารถจัดหาได้ง่ายขึ้น ในเรื่องของการส่งก็เป็นปัญหาเช่นกัน โดยมีการ แข่งขันกันในระดับหนึ่ง บางครั้งอาจรู้สึกว่ามีข้อแตกต่าง กันเกี่ยวกับราคาและค่าใช้จ่าย แต่จะนำมาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ แต่ถ้าเป็นประเทศมหาอำนาจงบประมาณของโครงการค่อนข้างสูง เรื่องความเป็นไปได้ของความสำเร็จมีสูงและผิดพลาดน้อย แต่บางประเทศในภูมิภาคมีงบประมาณของโครงการค่อนข้างต่ำ ความเป็นไปได้ด้านความสำเร็จก็จะต่ำไปด้วย ในทางปฏิบัติ การค้าระหว่างประเทศก็กดดันกันไม่ให้ตัดราคากันเกินไป เพื่อไม่ให้ราคาการให้บริการต่ำเกินไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ต่อไปในเวทีการค้าระหว่างประเทศ

เรื่องการค้าระหว่างประเทศก็เป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องความคับคั่งของวงโคจร และก็เกิดปัญหาจริง ประเทศไทยจะส่งแต่ดาวเทียมละดวงล้วนแต่มีปัญหาทั้งนั้น เนื่องจากตำแหน่งในวงโคจรที่จะนำมาแสวงหาประโยชน์ในทางพาณิชย์นั้นมีจำกัด ดาวเทียมที่อยู่ในวงโคจรดังกล่าวมีเป็นจำนวนมากและอยู่นาน รอให้มันหมดอายุตกลงมาแล้วเข้าไปสวมสิทธิก็ยาก ต้องแย่งชิงผลประโยชน์ จึงมีความพยายามสร้างหลักเกณฑ์ผลักดันขึ้นมาก โดยแต่ละรัฐมีสิทธิใช้ตำแหน่งวงโคจรเพื่อกิจการภายในรัฐ แต่ถ้าเพื่อการค้าในภูมิภาคแล้วจะไม่มีการจัดสรรให้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าใครมีอำนาจการต่อรองสูงกว่าก็ได้เปรียบ ส่วนของเราอำนาจต่อรองน้อย สรุปว่าจนถึงปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎเกณฑ์ลักษณะที่ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากประเทศมหาอำนาจที่มีเทคโนโลยีสูงได้



ขณะที่ประเทศไทยต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนไว้ ที่สำคัญเราต้องเตรียมพร้อมทางด้านความรู้และเทคนิคทางกฎหมายด้วย ข้อผิดพลาดที่มีมาในอดีตเรื่องการแย่งชิงตำแหน่งส่วนหนึ่งก็คือความเข้าใจที่ไม่กระจ่าง เราคิดเพียงแต่ว่าเป็นเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับกฎหมาย เราเข้าใจว่าเราแค่แจ้งว่า จะส่งดาวเทียมไปสู่ตำแหน่งนี้เราก็ได้รับสิทธิแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นเรื่องที่แจ้งแล้วหน่วยงานสหภาพโทรคมนาคม (ไอทียู) จะเวียนให้รัฐสมาชิกอื่นทราบว่ามีข้อโต้แย้งหรือข้อสังเกตหรือไม่ ถ้ามีข้อโต้แย้งก็ต้องประสานงานเพื่อเจรจา ไม่ใช่ว่าเรายื่นเรื่องก่อน ไฟล์ลิ่ง (จอง) เสนอเรื่องไว้ก่อน เราเข้าใจว่าคนอื่นมาโต้แย้งไม่ได้ เมื่อเขาโต้แย้งมาแล้วเราไม่จำเป็นต้องตอบ ส่วนหนึ่งคือความเข้าใจกฏระเบียบข้อบังคับที่ยังไม่ชัดเจน

ในปัจจุบันปัญหาดังที่ได้กล่าวในข้างต้นได้รับความสนใจและเอาใจใส่ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นปัญหาหลักใหญ่ การประกอบกิจกรรมอะไรก็ตามต้องทำการตรวจสอบตรงนี้ และเรื่องคลื่นความถี่และตำแหน่งวงโคจรเป็นเรื่องของรัฐ ไม่ใช่เอกชน เวลาเราพูดถึงกรณีดาวเทียมไทยคม คนที่มาซื้อไปเขาได้ตำแหน่งในวงโคจร ได้ตำแหน่งดาวเทียมไปด้วย จริงๆ แล้วไม่ได้เพราะเอกชนซื้อของรัฐไม่ได้ สิ่งที่ได้ไม่ใช่ตำแหน่ง ไม่ใช่คลื่น สิ่งที่ได้คือสิทธิในการแสวงประโยชน์ เช่น รถ ที่ดิน มีคนมาซื้อสิทธิเอาไปทำประโยชน์ก็ต้องตกลงกันไปว่ากี่ปี แต่กรรมสิทธิยังอยู่กับเรา ถ้าเข้าใจพื้นฐานไม่ตรงกัน การต่อสู้การดำเนินการก็ผิดทิศทาง



การถ่ายทอดโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ประเด็นปัญหาคือการแพร่สัญญาณเพื่อใช้ในการประกอบกิจกรรมโทรทัศน์มายังรัฐ ถามว่ากฎหมายว่าอย่างไร ในข้อกฎหมายระหว่างประเทศระบุไว้ชัดเจน เพราะมีความพยายามต่อสู้มาแล้วว่าจำเป็นต้องขอความยินยอมของรัฐที่ต้องส่งสัญญาณหรือไม่ มีการขอล่วงหน้าหรือไม่ สรุปคือไม่ต้องขอ หลายประเทศบอกว่าไม่ดี โดยเฉพาะประเทศที่มองว่าข้อมูลต่างๆ อาจจะกระทบทางการเมืองทางสังคม ลองคิดดูว่าประเทศที่ปกครองโดยระบบกฏหมายศาสนา และอีกประเทศก็ส่งสัญญาณข้อมูลต่างๆ ให้เห็นถึงข้อเปรียบเทียบระบบการปกครองอีกแบบ คนละลักษณะอาจก่อให้เกิดการปั่นป่วนกับรัฐอื่นหรือไม่ เป็นจุดที่มีความอ่อนไหว

ในส่วนของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเสรี เราไม่มีข้อจำกัด กล่าวโดยทั่วไปแล้ว ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว พร้อมเปรียบเทียบโดยมองว่าประชาชนเราเป็นผู้ใหญ่แยกดีชั่วออก ในจุดนี้เราไม่มีข้อจำกัดในเรื่องสื่อประเทศนี้ จริงอยู่ว่าเราเป็นประเทศเสรีเป็นประเทศเปิดกว้าง ไม่ใช่ทางสื่อ การเดินทางไปต่างที่ คนไทยรู้ทั้งนั้นว่าอะไรดีไม่ดี แต่การปฏิบัติกลับตรงข้าม สิ่งที่สำคัญที่เรามองข้ามไม่ได้ จำเหตุการณ์พฤษภาทมิฬกันได้หรือไม่ กรมประชาสัมพันธุ์ถูกทำลายโดยใช้ความรุนแรง เราไม่ได้รับฟังข่าวสารอะไรเลย เรื่องมาถึงจุดสำคัญโดยนักข่าวต่างประเทศส่งสัญญาณไปต่าง ประเทศแล้วสัญญาณดังกล่าวถูกส่งกลับมายังประเทศเรา หลังจากนั้นจึงทำให้เกิดการต่อต้านนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง



ประเด็นที่ 2 ในเรื่องทางเศรษฐกิจและสังคม การที่จะครอบงำนั้นไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทางทหาร การครอบงำทางเศรษฐกิจและสังคมโดยใช้ทางสื่อ เราไม่จำเป็นต้องร่ำรวยเหมือนประชาชนที่อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่เรามีชีวิตแบบพระราชาเหมือนประชาชนที่ร่ำรวยได้โดยอาศัยเครดิตต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องใช้ เครื่องจักรเครื่องยนต์ เราใช้เงินอนาคต แนวคิดนี้มาทางสื่อ

ย้อนหลังไปประมาณ 30 ปี สิ่งที่คนจีนอยากทำมาก คือนุ่งกางเกงยีนส์ดื่มโค้ก ตอนนี้ประเทศจีนทำอะไรมากมาย เปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งอิทธิพลดังกล่าว หรือวัฒนธรรมต่างๆ ถูกถ่ายทอดโดยสื่อ เรื่องของการใช้เทคโนโลยีผ่านดาวเทียม บางครั้งมีผลกระทบทั้งในทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ ซึ่งบางครั้งมีผลกระทบมากกว่าการครอบงำทางทหารเสียอีก

ย้อนหลังไปประมาณ 10 ปีที่แล้วที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ การรับรู้ผ่านเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรวดเร็วและมาในลักษณะที่ทำให้ทั้งประเทศรับทราบ ในกรณีของทีวีดาวเทียมเหมือนกัน ไม่ได้มีข้อห้าม เพราะไม่มีกฏหมายที่ห้าม ถ้าในสาระของมันกระทบทั้งกฏหมายภายในและระหว่างประเทศนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาทิเช่น เนื้อหาเป็นการผลักดันยุยง การทำให้เกิดการสังหารล้างเผาพันธุ์ หรือเกิดการค้าทาสเด็ก ตรงนั้นไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นเรื่องความเห็น เรื่องวัฒนธรรม ความแตกต่างด้านความคิด ถ้ามาทางอวกาศ ทำอะไรไม่ได้ เช่นสงสัยว่าบางสถานีที่ตั้งขึ้นแล้วมีปัญหา ก็เขาตั้งในประเทศไทย แต่ส่งผ่านไปต่างประเทศ ไม่เหมือนบางแห่งใช้ประเทศเพื่อนบ้านส่งและกระจายสัญญาณ ถ้าจะป้องกันต้องดูเทคนิค และกฎหมายภายในประเทศไทยเรายังไม่มีข้อจำกัดในส่วนนี้ โดยเฉพาะนอกเหนือดินแดนของเราจะทำได้ก็ในทางเทคนิค บางประเทศห้ามมีเครื่องมือที่รับสัญญาณ แต่ปัญหาของเรา ถ้าเราจะเปิดเสรีเราต้องสร้างความเข้าใจโดยเฉพาะสิ่งแรกคือต้องยอมรับในความแตกต่างของความคิด

การสำรวจพื้นผิวโลกโดยดาวเทียม รีโมทเซนซิ่ง ทั้งอุทกศาสตร์ สมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา การวางแผนการจัดทำแผนที่และที่สำคัญอย่างหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ก็คือเทคนิคนำมาใช้แก้ไขปัญหาที่เรียกว่าการออกแบบการจัดการ (Design management)

การป้องกันภัยพิบัติธรรมชาติมีการกล่าวถึงในที่ประชุมสหประชาชาติปีเมื่อที่แล้วว่าการเกิดสึนามิขึ้น ควรจะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ได้มีการกล่าวถึงว่าต่อไปนี้เทคโนโลยีทั้งหลายรวมทั้งเทคโนโลยีอวกาศ เพราะว่าปัจจุบันหลักการของกฏหมายคือ ประเทศที่เป็นผู้ลงนาม ไม่จำเป็นต้องขอความยินยอมจากประเทศที่ตรวจสอบ ซ้ำร้ายกว่านั้นข้อมูลจะเอาไปทำอะไรก็ได้ ตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ต่างๆ เผยแพร่แล้วขาย อาทิเช่น กรณีกูเกิลเอิร์ท

นอกจากมุมมองนี้แล้วเราอาจจะนำข้อมูลมาใช้เพื่อเตรียมรับภัยพิบัติ ซึ่งเป็นไปได้ไหมว่ารัฐที่เป็นผู้ตรวจสอบจากรีโมทเซ็นซิ่งแล้วพบว่าอันตรายกำลังจะคุกคามรัฐที่จะถูกตรวจสอบ เป็นไปได้ไหมว่าเป็นหน้าที่ ไม่ใช่ว่าเป็นเพียงแต่ซักถามเพื่อซื้อข้อมูล เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ซึ่งทำให้คุณต้องแจ้งข้อมูล ถ้าไม่แจ้งจะมีความรับผิดไหม จะช่วยคนได้แล้วไม่ได้ทำ เหมือนกฏหมายอาญา เห็นบุคคลอยู่ในอันตรายแล้วเราช่วยได้และเราไม่ทำเป็นความผิด ไม่ใช่เรื่องมนุษยธรรมแต่เป็นหน้าที่

สรุป กฏหมายอวกาศที่เกิดขึ้นมานาน หลักการพื้นฐานก็ยังอยู่ ที่สำคัญไม่ใช่เรื่องไกลตัว เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เพียงแต่บางทีเราใช้ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศสื่อสารดูทีวี ดูรายการถ่ายทอดสด ทางการแพทย์ การทำแผนที่ต่าง ๆ

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]