ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปัญหาด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศ ส่วนหนึ่งเกิดจากการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีด้านอวกาศ ซึ่งในการใช้กฎหมายจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาหรือประเด็นข้อขัดแย้ง โดยนักกฎหมายจำเป็นที่จะต้องคอยติดตามแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ให้มีความเหมาะสม

ประเด็นปัญหาที่สำคัญในปัจจุบันที่จะกล่าวถึงในบทความนี้มี 3 ประเด็น ได้แก่

1) การได้มาซึ่งตำแหน่งดาวเทียมในวงโคจร
ในประเด็นของตำแหน่งดาวเทียมในวงโคจร ผู้ประกอบกิจกรรมในอวกาศ (เจ้าของโครงการ) ไม่ว่าจะเป็นโครงการด้านวิทยาศาสตร์ หรือ โครงการเชิงพาณิชย์ หรือโครงการด้านความมั่นคง เจ้าของโครงการจำเป็นที่จะต้องพิจารณาประเด็นต่างๆ ไว้ล่วงหน้า อาทิเช่น งบประมาณ บุคลากร รวมไปถึงตำแหน่งในอวกาศ ที่จะส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจร เนื่องจากตำแหน่งวงโคจรในอวกาศมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งในปัจจุบันการส่งดาวเทียมมีจำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดความคับคั่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นดาวเทียมหรือวัตถุอวกาศบางส่วนก็ยังกลายเป็นขยะอวกาศที่ทำให้เกิดอุปสรรคในการจัดวางตำแหน่งดาวเทียมใหม่ที่จะถูกส่งขึ้นสู่วงโคจร

นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งได้แก่ การจดทะเบียนวัตถุอวกาศ ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะเป็นประเด็นปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการโอนกิจการหรือทรัพย์สินอวกาศ กล่าวคือ ถ้ารัฐโอนทรัพย์สินดังกล่าวไปให้บุคคลอื่นแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น และจะส่งผลอย่างไร การได้มาซึ่งตำแหน่งในวงโคจรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจาก การประกอบกิจกรรมในอวกาศจำเป็นที่จะต้องเชื่อมโยงกับสถานีภาคพื้นดิน ทำให้วัตถุในอวกาศจึงจำเป็นที่จะต้องมีตำแหน่งที่แน่นอน

โดยในทางปฏิบัติ วงโคจรดาวเทียมมีหลายประเภทตามแต่เกณฑ์ในการแบ่ง แต่ที่รู้จักกันแพร่หลาย ได้แก่ การจัดตามความสูงจากพื้นผิวโลก โดยมีทั้งวงโคจรระดับต่ำ วงโคจรระดับกลาง และวงโคจรระดับสูง ซึ่งวัตถุประสงค์ในการใช้งานจะแตกต่างกัน อาทิเช่น วงโคจรที่ใช้สำหรับการสื่อสารอยู่ในระดับสูงประมาณ 36,000 กิโลเมตรจากพื้นผิวโลก โดยเป็นวงโคจรที่มีลักษณะพิเศษและอยู่เหนือบริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลก ซึ่งทำให้เมื่อส่งดาวเทียมขึ้นไปประจำตำแหน่งวงโคจรนี้ หากควบคุมให้การเคลื่อนที่ของดาวเทียมสัมพันธ์กับอัตราความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของโลกแล้ว จะทำให้ดูเสมือนว่าดาวเทียมอยู่นิ่งกับที่ และสถานีภาคพื้นดินที่ติดตามดาวเทียมดวงนี้สามารถติดตามได้ตลอดเวลา ซึ่งประโยชน์ก็คือการส่งสัญญาณกลับไปยังพื้นผิวโลกสามารถทำได้สม่ำเสมอปราศจากการรบกวนต่างๆ วงโคจรนี้จึงใช้ประโยชน์ได้อย่างมากในการสื่อสาร โดยเรียกกันว่า วงโคจรสถิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของโครงการทุกรายต้องการ

ในปัจจุบัน ผู้ที่เพิ่งเริ่มคิดว่าจะดำเนินการสร้างโครงการดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร ก็มักจะประสบปัญหาว่าจะสามารถส่งดาวเทียมได้มากน้อยเพียงไร ถ้าส่งดาวเทียมขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กันเกินไป คลื่นสัญญาณวิทยุที่แพร่โดยดาวเทียมทั้งสองก็มีโอกาสที่จะรบกวนซึ่งกันและกันได้ อีกทั้งจำนวนของตำแหน่งที่เหมาะสมของวงโคจรสถิตดังกล่าวก็มีไม่มากเมื่อเทียบกับความต้องการของรัฐที่ต้องการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ

นอกจากนี้ มิใช่ว่าทุกตำแหน่งที่ต้องการในอวกาศนั้นจะเป็นประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจาก บริเวณภาคพื้นดินที่มีผู้คนอาศัยอยู่ซึ่งให้ความคุ้มค่าทางธุรกิจและต้องการใช้บริการเพื่อการสื่อสารนั้น มีเพียง 3 ทวีปใหญ่ ได้ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป และทวีปเอเชีย เพราะฉะนั้นจำนวนตำแหน่งวงโคจรที่คุ้มค่าในการดำเนินธุรกิจด้านโทรคมนาคมสื่อสารผ่านดาวเทียมก็ยิ่งถูกจำกัดลงไปอีก ซึ่งประเด็นเหล่านี้จึงนำไปสู่การแข่งขันและแย่งชิงตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม

จากเหตุในข้างต้น ความยุ่งยากที่ตามมาก็คือ ในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบในการจัดสรรตำแหน่งในวงโคจร โดยมีแต่เพียงหน่วยงานจัดสรรคลื่นความถี่ของสัญญาณที่จะแพร่โดยดาวเทียม ซึ่งหน่วยงานนั้นก็คือ สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU: International Telecommunication Union) ซึ่งเป็นองค์การระหว่างประเทศระดับสากลที่มีอายุยาวนานที่สุดในโลก โดยแต่เดิมไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ซึ่งในอดีตดูแลรับผิดชอบเฉพาะเรื่องการสื่อสารคมนาคม ต่อมาได้เข้ามารับผิดชอบในด้านการใช้คลื่นสัญญาณวิทยุของดาวเทียม จึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็น ITU

ประเทศไทยเป็นสมาชิก ITU ตั้งแต่เริ่มต้น หน้าที่หลักของ ITU ได้แก่จัดสรรการใช้งานย่านความถี่คลื่นวิทยุให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การสื่อสารโดยใช้สัญญาณวิทยุและโทรทัศน์โดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน



สำหรับเรื่องวงโคจรดาวเทียมนั้น ถ้ารัฐใดเสนอที่จะใช้คลื่นความถี่ใด จำเป็นจะต้องระบุด้วยว่า ดาวเทียมดวงนั้นๆ จะอยู่ในตำแหน่งใดในอวกาศ ซึ่งการแจ้งข้อมูลดังกล่าวให้กับ ITU ทำให้ ITU เป็นผู้ที่เสมือนกับทำหน้าที่จัดการเรื่องตำแหน่งวงโคจรไปโดยปริยาย

ในเมื่อไม่มีหน่วยงานใดที่รับผิดชอบดูแลในเรื่องวงโคจรเป็นการเฉพาะ จึงมีหลักการและขั้นตอนสามขั้นตอนในการได้มาซึ่งตำแหน่งและคลื่นความถี่ ได้แก่ 1) การแจ้ง 2) การประสานงาน และขั้นตอนสุดท้าย 3) การจดทะเบียน ถ้ารัฐใดดำเนินการผ่าน 3 ขั้นตอนนี้ รัฐ ดังกล่าวสามารถดำเนินการส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรได้ และก็จะได้รับสิทธิที่เหนือกว่ารัฐอื่น ถ้ามีรัฐใดมาใช้สิทธิทับซ้อน จะถือว่ารัฐนั้นได้ละเมิดสิทธิรัฐที่ได้ดำเนินการผ่านขั้นตอนทั้ง 3 มาแล้ว ดังนั้นรัฐผู้เป็นเจ้าของโครงการ จะต้องแจ้งให้กับ ITU ได้รับทราบก่อน และ ITU ก็จะทำหนังสือแจ้งให้สมาชิกทั้งหมดทราบว่ามีผู้ยื่นโครงการเข้ามา โดยที่รัฐสมาชิกผู้ใดที่ได้ผลกระทบก็ต้องแจ้งกลับมาที่ ITU เพื่อดำเนินการประสานงานในการเจรจา

ในกรณีที่รัฐเจ้าของโครงการอื่นมีข้อขัดข้องหรือข้อโต้แย้ง การดำเนินการจะเข้าสู่ขั้นตอนที่ 2 คือ การประสานงานคลื่นความถี่ โดยในอดีตที่ผ่านมาพบว่า ITU ปล่อยให้รัฐผู้เป็นเจ้าของโครงการเจรจากันเอง ซึ่งทำให้รัฐที่มีอำนาจการต่อรองสูงมีความได้เปรียบ อย่างไรก็ตาม ITU พยายามวางกฎเกณฑ์การเจรจาว่าควรจะพิจารณาในประเด็นใดบ้าง โดยกำหนดให้ความสำคัญกับฝ่ายที่มีความพร้อม โดยถ้าผู้ใดมีความพร้อมมากกว่าก็ให้ได้สิทธิไป แต่ในทางปฏิบัติก็ประสบความยุ่งยาก อาทิเช่น โครงการดาวเทียมกระดาษ กล่าวคือ เมื่อจดทะเบียนได้ก็ขายสิทธิให้กับผู้อื่น



ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาความยุ่งยากกับบางรัฐ โดยทั้งคู่ต่างก็มีความพร้อม ในกรณีที่สามารถประสานงานเจรจากันได้ด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ ขั้นตอนสุดท้ายคือการจดทะเบียน ซึ่ง ITU มีสำนักงานระหว่างประเทศให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถดำเนินการติดต่อจดทะเบียน ถ้าผู้อื่นมาละเมิดสิทธิก็สามารถฟ้องร้องได้ จะเห็นได้ว่าผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง และอาศัยอำนาจต่อรองของรัฐที่เกี่ยวข้อง เมื่อย้อนกลับมากรณีของไทย ดาวเทียมไทยคม 1 ได้มีการแจ้งโครงการไปตามปกติ โดยเข้าใจว่าทำให้ได้รับสิทธิที่ดีกว่าแล้ว แม้คู่กรณีแย้งว่ามีข้อขัดข้อง แต่การที่ไม่ดำเนินการเจรจาประสานงานให้ลุล่วงทำให้ตกเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบเนื่องจากไม่โต้แย้งกลับ ในที่สุดก็ต้องยอมขยับตำแหน่งจากที่กำหนดไว้



สำหรับปัญหาในครั้งต่อมา ประเทศไทยได้แจ้งต่อ ITU โดยถือว่ามีความพร้อมก่อน ซึ่งไม่ใช่แต่ทางเทคนิคแต่เป็นทางกฎหมายด้วย คู่กรณีเองก็มีตำแหน่งวงโคจรร่วม 10 ตำแหน่งในอวกาศ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเรื่องอื่นๆ ไทยก็มีความพร้อมมากกว่า รวมไปถึงการทำสัญญาประกันภัย โดยรออย่างเดียวคือการส่งดาวเทียม ซึ่งต้องจ้างต่างประเทศส่งดาวเทียมให้ แต่รัฐที่เป็นคู่กรณี มีจรวดขนส่งดาวเทียมสามารถจัดส่งดาวเทียมของตนเองเมื่อไรก็ได้ จึงอ้างว่ามีความพร้อมก่อน และส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศก่อน

นอกจากประเด็นปัญหาในเรื่องตำแหน่งในวงโคจรและคลื่นความถี่แล้ว ในมุมกฎหมายอวกาศยังมีเรื่องสิทธิที่จะใช้ประโยชน์ของรัฐ กล่าวคือรัฐที่ไม่มีเทคโนโลยีในอวกาศต้องจัดซื้อจัดหาเพื่อให้โครงการดำเนินการต่อไปได้ อีกทั้งยังต้องคอยกังวลว่าหากปล่อยให้ประเทศมหาอำนาจส่งดาวเทียมไปจองตำแหน่งไว้มากมาย เมื่อถึงเวลาประเทศที่กำลังพัฒนามีความต้องการใช้ตำแหน่งวงโคจรก็จะไม่มีตำแหน่งเหลืออยู่ เพราะฉะนั้นเสรีภาพของรัฐจึงเป็นเพียงนามธรรม ดังนั้นประเทศกำลังพัฒนาจึงผลักดันให้สร้างกฎเกณฑ์ขึ้น โดยกำหนดให้เป็นตำแหน่งวงโคจรเพื่อการสื่อสารนั้นยอมให้มีการจัดสรรล่วงหน้า โดยแต่ละรัฐมีสิทธิใช้เพื่อการสื่อสารภายในประเทศของตนได้ 1 ตำแหน่ง แต่สำหรับบริการการสื่อสารผ่านดาวเทียมในบริเวณอื่นก็ต้องเป็นไปตามหลักทั่วไปดังเดิม

ในปัจจุบันนี้ปัญหาเกิดขึ้นสำหรับวงโคจรระดับอื่นด้วยแต่ยังไม่มีกฎระเบียบ แม้ว่าที่ผ่านมามีการผลักดันเรื่องการจัดระเบียบแต่ยังปราศจากความคืบหน้า



2) การจดทะเบียนวัตถุอวกาศ
การจดทะเบียนวัตถุอวกาศและปัญหาเรื่องความรับผิดอันเกิดจากการโอนสิทธิในวัตถุอวกาศ ซึ่งเป็นทางปฏิบัติที่ดำเนินไปตามแนวโน้มใหม่ของกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินอวกาศและเป็นประเด็นที่มีกล่าวถึงมากขึ้นในปัจจุบัน

รัฐที่จดทะเบียนวัตถุอวกาศ จะได้รับสิทธิในการควบคุมและมีเขตอำนาจบังคับใช้กฎหมายของตนเอง อาทิเช่น ในการส่งดาวเทียมที่ประเทศไทยทำการจดทะเบียน ไทยสามารถอ้างสิทธิใช้กฎหมายภายในของเราได้ สำหรับยานอวกาศ บุคคล และทรัพย์สินที่พบในยานอวกาศซึ่งไม่ได้อยู่ดินแดนของรัฐใด จากหลักการดังกล่าว รัฐผู้จดทะเบียนต้องมีความรับผิดชอบตามมาด้วย ถ้าวัตถุดังกล่าวก่อความเสียหายต่อรัฐอื่นไม่ว่าจะเป็นต่อทรัพย์สินหรือชีวิต

ในปัจจุบัน มีความพยายามช่วยเหลือทางด้านการ เงินแก่ผู้ประกอบการด้านกิจการอวกาศ เพราะสถาบันการเงินไม่ค่อยปล่อยกู้ให้ เนื่องจากว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะไปยึดทรัพย์ได้หากมีปัญหาเกิดขึ้น จึงมีการสร้างกฎเกณฑ์เพื่อช่วยให้มีการประสานงานด้านกฎหมายภายในเพื่อให้การบังคับชำระหนี้ทรัพย์สินอวกาศสามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และกำหนดให้มีการสนับสนุนทางการเงินให้มากขึ้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะมีการโอนทรัพย์สินอวกาศ รวมถึงการโอนกรรมสิทธิก็เกิดง่ายขึ้น และอาจมีการขายโครงการให้กับผู้อื่นในกรณีที่ประสบปัญหาขาดทุน เจ้าหนี้จะมาบังคับกรรมสิทธิก็จะต้องเปลี่ยนมือจากรัฐหนึ่งเป็นอีกรัฐหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา คือ เมื่อวัตถุอวกาศถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ รัฐผู้ส่งเป็นผู้จดทะเบียน แต่ต่อมาภายหลังในขณะปฏิบัติงานในอวกาศมีการเปลี่ยนมือจากรัฐหนึ่งเป็นอีกรัฐหนึ่ง รัฐที่รับโอนรวมทั้งรัฐเดิมต้องรับผิดอยู่หรือไม่ นอกจากนี้รัฐใหม่จะต้องจดทะเบียนใหม่หรือไม่ ถ้าเกิดความผิดพลาดเสียหายใดขึ้น รัฐใดจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหาย



3) ขยะอวกาศ
เมื่อมีการส่งดาวเทียมหรือวัตถุอวกาศขึ้นสู่อวกาศมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือก่อให้เกิดความคับคั่งทั้งวงโคจร และปัญหาที่จะตามมาก็คือ เมื่อดาวเทียมหมดอายุ วัตถุเหล่านี้กลายเป็นขยะ พ้นจากการควบคุม ทำให้โคจรล่องลอยโดยไม่มีทิศทาง บางส่วนก็ตกลงมาสู่ชั้นบรรยากาศโลก โดยที่บางส่วนที่มีการเผาไหม้ไม่หมด ซึ่งในปัญหาปัจจุบันก็คือยังไม่มีกฎเกณฑ์ เรื่องดังกล่าวจึงมีปัญหายุ่งยากตามมา กล่าวคือ แม้วัตถุที่หมดอายุการใช้งานอาจยังพอทราบว่าเป็นของผู้ใด แต่วัตถุประเภทที่ไปชนกับอุกาบาต หรือชนกับวัตถุอื่นๆ แล้วแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อันก่อให้เกิดอุบัติเหตุในอวกาศได้ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ซึ่งประเทศจีนได้ทำการทดลองยิงขีปนาวุธขึ้นสู่อวกาศเพื่อทำลายดาวเทียมวงโคจรระดับต่ำ อันทำให้เกิดเศษวัสดุขนาดเล็กซึ่งเคลื่อนที่เร็วมากเหมือนลูกกระสุน ซึ่งกรณีดังกล่าวมีอันตรายต่อดาวเทียมที่โคจรอยู่ในวงโคจรระดับต่ำรวมไปถึงนักบินอวกาศที่กำลังปฏิบัติภารกิจภายนอกยานอวกาศ



ความน่าเป็นห่วงมี 2 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 การปราศจากกฎหมายรองรับสำหรับเรื่องเหล่านี้โดยเฉพาะเรื่องการนิยามและการจัดประเภทของขยะอวกาศ ประการที่ 2 ระบบความรับผิด แม้ว่าตามหลักทั่วไปจะมีการแบ่งตามบริเวณพื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหาย ถ้าเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศโลกหรือบนพื้นโลกให้ใช้ระบบความรับผิดเด็ดขาด ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่าผู้ใดกระทำให้ได้รับความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถดำเนินการเรียกร้องได้เลย แต่ในกรณีที่เกิดขึ้นในอวกาศจะใช้ระบบความรับผิดทั่วไปซึ่งต้องพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำด้วย แต่ความยุ่งยากในการพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากอะไร ทั้งยังไม่อาจทราบได้ว่ามาจากชิ้นส่วนของดาวเทียมดวงไหน ซึ่งย่อมเป็นเรื่องยุ่งยากอย่างยิ่งในการดำเนินการหาตัวผู้ที่ต้องรับผิดชอบในประเด็นนี้ ได้มีการอภิปรายกันในที่ประชุมของสหประชาชาติ ซึ่งมีความคืบหน้าน้อยมาก มีเพียงแต่การแสดงความกังวล โดยแต่ละประเทศต้องช่วยเหลือตนเอง

ทางออกที่มีความเป็นไปได้ไม่ใช่ทางกฎหมาย แต่ใช้วิธีแก้ไขทางเทคนิค โดยกำหนดให้วัตถุอวกาศที่ใกล้หมดอายุที่ยังไม่แตกตัวเป็นชิ้น หรืออาจจะออกแบบให้เมื่อหมดอายุแล้ว ระบบขับเคลื่อนของดาวเทียมดังกล่าวจะต้องทำการขับดันดาวเทียมดวงนั้นๆ ไปอยู่ในวงโคจรที่จะไม่เป็นภัยในวงโคจรอื่น หรือต่อดาวเทียมดวงอื่นๆ อย่างไรก็ตามมีการนำเสนอแนวความคิดโครงการส่งดาวเทียมเทศบาล เก็บดาวเทียมที่หมดอายุมาทำรีไซเคิล ซึ่งในทางกฎหมายก็มีการยกร่างข้อเสนอแนะดังกล่าว แต่อยู่ในขั้นดำเนินการ

แก้ไขล่าสุด 8 เมษายน 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]