ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การรับรู้ระยะไกล
จากแนวโน้มใหม่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เพื่อป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยอาศัยการรับรู้ระยะไกล (Remote Sensing) ประเทศไทยจึงมีโครงการดาวเทียมเพื่อใช้สังเกตการณ์ธีออส (THEOS : Thailand Earth Observation Satellite) โดยจะเป็นดาวเทียมที่ใช้ในการสังเกตการณ์และสำรวจทรัพยากรของประเทศไทย และมีกำหนดการที่จะส่งดาวเทียมดังกล่าวราวเดือนมีนาคม 2551 โดยมีเป้าหมายให้ใช้ประโยชน์สำหรับหน่วยงานต่างๆ และยังมีแผนใช้ในด้านธุรกิจ ในเรื่องของการเผยแพร่และขายข้อมูลที่ได้ให้แก่รัฐและหน่วยงานที่ต้องการ


ดาวเทียม THEOS
(ภาพจาก http://theos.gistda.or.th/)


ดำเนินโครงการการรับรู้ระยะไกลในประเทศไทยโดยใช้ดาวเทียม ได้เริ่มขึ้นเมื่อพ.ศ. 2514 และมีการนำข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมมาใช้ประโยชน์ในหลายๆ ด้าน การรับรู้ระยะไกลเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากระยะไกล โดยที่ผ่านมาในอดีตมีการเก็บข้อมูลจากระยะไกลทางอากาศ จากบอลลูน ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งกล้องนั้นต้องมีศักยภาพสูงที่จะเก็บและขยายภาพจากระยะไกล แต่การรับรู้ระยะไกลมีข้อแตกต่างตรงที่ข้อมูลภาพที่ได้มามีลักษณะไม่เหมือนกับภาพที่ถ่าย โดยมีหลักการทั่วไปคือเป็นเครื่องมือในการตรวจจับรังสีซึ่งแผ่มาจากสิ่งต่างๆ ที่พบอยู่บนพื้นผิวโลก วัตถุที่แตกต่างกันไม่ว่าจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็จะมีการแผ่รังสีที่แตกต่างกัน ดังนั้นภาพที่ถ่ายได้ต้องนำไปประมวลผล ก่อนที่จะบอกว่าสิ่งที่ได้มาคือข้อมูลอะไร ซึ่งวิธีการที่ทำกันคือถ่ายภาพและส่งสัญญาณภาพดังกล่าวจากดาวเทียมมายังสถานีภาคพื้นดินซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลมาประมวลผลเพื่อแปลหรือตีความและส่งให้กับผู้ที่ต้องการอีกชั้นหนึ่ง

ในประเด็นข้อกฎหมาย สำหรับการถ่ายภาพทางอากาศ เนื่องจากว่าบริเวณภายใต้ชั้นบรรยากาศ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนของรัฐ อยู่ในอธิปไตยของรัฐเจ้าของดินแดนส่วนนั้น เมื่อเป็นดินแดนของรัฐ รัฐจึงมีอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ จึงมีสิทธิออกกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายในลักษณะที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเอง ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่จะมาดำเนินกิจกรรมในอากาศก็ต้องขออนุญาตจากรัฐเจ้าของดินแดน อันเป็นหลักการที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธ เพราะฉะนั้นการรุกร้ำเข้ามาอาจจะถูกสกัดหรือถูกทำลายได้ถ้าเห็นว่าจะเป็นภัยต่อดินแดนของรัฐเจ้าของดินแดน ตัวอย่างเช่นเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทย ได้รับคำขออนุญาตจากรัฐบาลฝรั่งเศส ซึ่งมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจอากาศโคจรอยู่ในชั้นบรรยากาศที่สูงมาก พอพลังงานเริ่มอ่อนลงก็จะเริ่มเคลื่อนไหวต่ำลงมา และคาดการณ์ว่าจะตกในทะเลที่อยู่ในเขตอำนาจของประเทศไทย ประเทศฝรั่งเศสจึงขออนุญาตและขอความร่วมมือแจ้งเตือนแก่ลูกเรือในทะเลของไทยมิให้สร้างความเสียหาย ซึ่งเป็นข้อแตกต่างที่สำคัญและเป็นประเด็นหลักของการรับรู้ระยะไกล

จากหลักพื้นฐานเรื่องเสรีภาพในอวกาศและการไม่ตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของรัฐใด อวกาศจึงเป็นแดนเสรี ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าการทำกิจกรรมไปตรวจข้อมูลในอวกาศสามารถทำได้อย่างเสรีด้วยหรือไม่ รัฐที่เป็นเจ้า ของเทคโนโลยีซึ่งเป็นรัฐมหาอำนาจมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการสนับสนุนหลักเสรีภาพอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมีเสรีภาพมากเท่าใด ก็สามารถดำเนินกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐและต่อธุรกิจมากเท่านั้น เพราะสามารถนำข้อมูลมาเผยแพร่ในเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย

ดังนั้นจึงยืนยันว่ากิจกรรมในเรื่องการรับรู้ระยะไกลเป็นกิจกรรมที่เขาสามารถทำได้อย่างเสรี เพราะทำนอกดินแดนที่อยู่ภายใต้เขตอำนาจของรัฐซึ่งไม่ใช่ในอากาศแต่เป็นอวกาศ แต่ในขณะเดียวกันยังมีรัฐอีกกลุ่มที่ตกเป็นเป้าของการสำรวจทรัพยากรก็มีความกังวลว่า การใช้เทคโนโลยีแบบนี้อาจจะก่อให้เกิดภัยหรือเป็นอันตรายต่อรัฐตนเองได้ ถ้าข้อมูลถูกนำมาใช้ในทางที่มิชอบ รัฐดังกล่าวจึงพยายามที่จะโต้แย้งและพยายามที่จะเสนอให้ใช้หลักการที่เรียกว่า การได้รับความเห็นชอบก่อนหรือ “ไพรเออร์คอนเซนต์” คล้ายๆ กับเรื่องการเผยแพร่สัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ซึ่งต้องให้ขออนุญาตล่วงหน้า แต่หากทำเช่นนี้ก็อาจขัดแย้งกับหลักเสรีภาพ


เทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกล
(ภาพจาก http://www.envi.psu.ac.th/gis/rs/basic_rs.htm)


ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมรับเรื่องการขอความเห็นชอบล่วงหน้า ประเทศที่ไม่เห็นด้วยจึงเปลี่ยนแนวทางในการต่อสู้ โดยพยายามที่จะจำกัดเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลและการเผยแพร่ข้อมูล

ในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลมีประเด็นว่า รัฐที่ตกเป็นเป้าในการสำรวจจะมีสิทธิอะไรบ้างในข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนเอง จึงเป็นผลจากการใช้การรับรู้ระยะไกล ถึงแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะผลักดันในการเรียกร้องที่จะได้รับข้อมูลเป็นกรณีพิเศษ แต่ประเทศมหาอำนาจทางอวกาศก็ไม่ต้องการจะจำกัดเสรีภาพของตนเอง ข้อมติองค์การสหประชาชาติในปี 1986 จึงทำได้เพียงระบุกว้างๆว่า “รัฐมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอวกาศการรับรู้ระยะไกลจะต้องดำเนินการโดยคำนึงถึงความต้องการของประเทศที่กำลังพัฒนา และต้องไม่ดำเนินการในลักษณะที่ทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศที่เป็นเป้าของการสำรวจ รัฐที่เกี่ยวข้องที่สำรวจและถูกสำรวจต้องปรึกษาหารือกัน” ซึ่งหากดูหลักการอย่างผิวเผินแล้วเหมือนจะดี แต่ในด้านกฎหมายแล้วปราศจากข้อผูกพันใดที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ในขณะที่รัฐที่ถูกสำรวจต้องอยากได้ข้อมูลก่อนผู้อื่นหรือถ้าจะต้องจ่ายก็ควรจะจ่ายในราคาที่ถูกกว่าคนอื่น

ส่วนการเผยแพร่ข้อมูลมี 2 ลักษณะ ได้แก่ ข้อมูลดิบที่เป็นสัญญาณ หรือข้อมูลที่วิเคราะห์หรือสังเคราะห์แล้ว ในทำนองเดียวกัน ประเทศที่ถูกสำรวจก็อยากได้ข้อมูลเหล่านี้และอยากมีส่วนที่จะได้ผลประโยชน์ แต่ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก ประเด็นที่น่าสังเกตคือรัฐมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอวกาศยอมรับว่าตามมติองค์การสหประชาชาติปี 1986 ข้อที่ 10 ซึ่งระบุว่า ถ้ารัฐที่ทำกิจกรรมด้านการรับรู้ระยะไกลมีข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซึ่งก่อให้เกิดอันตรายต่อรัฐที่ถูกสำรวจต้องให้รีบแจ้งในทันที

ปัญหาที่เกี่ยวกับหลักการ ในทุกวันนี้ถึงแม้มีความพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์แต่ก็ยังไม่เป็นผล และยังคงเอื้อต่อรัฐมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีอวกาศ ตัวอย่างในทางปฏิบัติที่กระทบผลประโยชน์ของประเทศคือการที่มีบริษัทเผยแพร่ข้อมูลในรูปของภาพถ่ายของประเทศไทย ซึ่งสามารถสืบค้นและบันทึกข้อมูลเหล่านี้ได้เลยอันเป็นภาพถ่ายที่มีความละเอียดสูงมากและครอบคลุมจุดยุทธศาสตร์หรือเป้าหมายทางทหาร กรมสรรพาวุธ ท่าอากาศยาน และระบบการป้องกันความมั่นคงของประเทศโดยรวม จึงมีการตื่นตัวและตระหนักถึงความ สำคัญในเรื่องนี้ขึ้น เนื่องจากการเผยแพร่ข้อมูลของประเทศที่ถูกสำรวจจะกระทบต่อความมั่นคง ในประเทศอินเดียก็มีการเคลื่อนไหวในทำนองนี้เช่นกัน เพื่อจำกัดเสรีภาพในการดำเนินการ สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายภายในเกี่ยวกับเรื่องการรักษาความมั่นคงภายใน ประเทศ ซึ่งก็มีขีดจำกัดที่สามารถดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อผู้ดำเนินการอยู่ในดินแดนประเทศไทย ซึ่งเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันมีลักษณะไร้พรมแดนและการส่งสัญญาณไม่ได้กระทำอยู่ในดินแดนของรัฐที่ได้รับผลกระทบ ดังนั้นการที่จะตามไปเอาผิดก็เป็นเรื่องยาก

หลายประเทศมีความประสงค์จะให้มีการสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นเป็นการเฉพาะเรื่องความรับผิดชอบ ที่เกิดจากกิจกรรมการรับรู้ระยะไกล เพราะในปัจจุบันมีแต่เพียงหลักการทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งก็คือความรับผิดตามอนุสัญญาสหประชาชาติปี 1972 ซึ่งกำหนดให้ความรับผิดที่เกิดจากความเสียหายจากกิจกรรมในห้วงอวกาศต้องอาศัยการพิสูจน์ความผิด อันสร้างความยุ่งยากอย่างยิ่งต่อผู้เสียหายในการดำเนินการในทางปฏิบัติ


ภาพดาวเทียม QuickBird บริเวณเขาหลักก่อนและหลังเกิดซึนามิ
(ภาพจาก http://tsunami.deqp.go.th/About_Tsunami.asp)


ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับประเทศไทยและเกี่ยวข้องกับดาวเทียม THEOS ซึ่งเป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรของไทย คือ เรื่องของการคุ้มครองข้อมูลจากการถูกขโมย ซึ่งในต่างประเทศได้มีการนำมาตรการทางกฎหมายเรื่องระบบการคุ้มครองลิขสิทธิ์มาใช้ สำหรับทิศทางของประเทศไทยแต่เดิมในฐานะประเทศที่ถูกสำรวจข้อมูล ก็ย่อมเน้นจุดยืนที่ให้ประเทศมหาอำนาจขอความยินยอมก่อนนำข้อมูลไปใช้หรือแบ่งปันผลประโยชน์ และปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมพิจารณาว่าควรจัดสรรข้อมูลให้ผู้ใด แต่ในปัจจุบันที่มีโครงการเป็นของตนเองและเป็นผู้ให้บริการโดยอาศัยเทคโนโลยีอวกาศการรับรู้ระยะไกล การผลักดันให้มีการคุ้มครองข้อมูลที่สำรวจได้อย่างจริงจังย่อมเป็นแนวทางที่ควรยึดถือ มิฉะนั้นแล้วการดำเนินการเชิงพาณิชย์ก็จะไม่คุ้มค่า

อนึ่งพัฒนาการใหม่ที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณปลายปี 2547 หลังจากเกิดภัยพิบัติคลื่นซึนามิ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก และจนถึงทุกวันนี้ยังคงส่งผลต่อเนื่องและทำให้สถานการณ์ยังคงไม่น่าไว้วางใจ ภัยพิบัติดังกล่าวทำให้นานาประเทศทุกชาติหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องการจัดการและการป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ และเทคโนโลยีการรับรู้ระยะไกลน่าจะเป็นประโยชน์ในการนำมาใช้ป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติได้อีกวิธีหนึ่ง อย่างน้อยก็เพื่อการเตือนภัย เพราะฉะนั้นจากที่กล่าวมาข้างต้น ปัญหาข้อ 10 ของมติสมัชชาองค์การสหประชา-ชาติ คือ ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการทำกิจกรรมการรับรู้ระยะไกลมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งข้อมูลให้กับรัฐที่อาจได้รับภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมและจากสภาพภูมิอากาศต่างๆ ปัญหาก็คือ มติข้อนี้โดยนิตินัยแล้วไม่ผูกพันและปราศจากผลบังคับ โดยเป็นเพียงแต่ข้อเสนอแนะหรือข้อแนะนำ แต่ไม่ใช่หน้าที่ซึ่งรัฐสมาชิกของสหประชา-ชาติต้องทำ จุดอ่อนตรงนี้ทำให้มีรัฐจำนวนมากพยายามผลักดันข้อเสนอแนะดังกล่าวให้กลายเป็นพันธกรณีทางกฎหมาย คือถ้าทราบต้องแจ้งในทันที ไม่เช่นนั้นจะต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามวิวัฒนาการอย่างใกล้ชิดต่อไป

การทำเหมืองแร่ในอวกาศ
จากหลักเสรีภาพในการใช้อวกาศ (Freedom of Space) และหลักการห้ามยึดครองส่วนใดส่วนหนึ่งของอวกาศ (Non-Appropriation) เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่มนุษย-ชาติทั้งปวงจะใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ตกเป็นของผู้หนึ่งผู้ใด มิฉะนั้นถ้าถูกยึดครองแล้วผู้อื่นก็จะถูกตัดสิทธิ์ไป หลักการข้อนี้เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแสวงหาอาณานิคมในอวกาศ ซึ่งได้กำหนดขึ้นตั้งแต่ยุคบุกเบิกอวกาศ เพื่อห้ามการเข้าไปยึดครอง ในอดีตเรื่องดังกล่าวไม่ค่อยยุ่งยากเนื่องจากการทำเหมืองแร่ในอวกาศยังเป็นเรื่องไกลตัว เพราะเทคโนโลยียังมีค่าใช้จ่ายสูงยิ่ง แต่ในปัจจุบันรัฐต่างๆมีโครงการอวกาศที่ชัดเจนในเรื่องนี้ เช่น ปี ค.ศ. 2025 ประเทศญี่ปุ่นจะส่งดาวเทียวไปสำรวจดวงจันทร์ ซึ่งสามารถแปลความได้ว่า ตอนนี้เทคโนโลยีค่อนข้างจะเข้าที่เข้าทาง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกิดความคุ้มค่าขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการสำรวจจากผู้ที่ไปมาก่อนพบว่ามีแร่ธาตุหลายชนิดที่มีคุณค่ามหาศาล ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้บนพื้นผิวโลกจึงเป็นเรื่องที่ประเทศมหาอำนาจกำลังให้ความสำคัญ โดยบนดวงจันทร์มีการสำรวจพบแร่ Helium ซึ่งเป็นทรัพยากรพลังงานที่สำคัญและมีคุณค่ามหาศาล ก้อนอุกาบาตขนาดเล็กก็มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์และมีคุณค่าอย่างยิ่ง


ภาพที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ของรัสเชียแสดงแนวคิดของประเทศรัสเชียที่จะสร้างเหมืองแร่ helium-3 บนดวงจันทร์
(ภาพจาก http://www.thespacereview.com/article/551/1)


ดังนั้นความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจร่วมกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศอันทำให้รัฐสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้ จึงเป็นแรงจูงใจที่สำคัญให้รัฐทั้งหลายประสงค์ที่จะดำเนินกิจกรรมประเภทนี้ แต่ติดอยู่ว่าหลักเรื่องข้อห้ามจะสร้างปัญหากฎหมายหรือไม่ ขณะนี้รัฐมหาอำนาจในอวกาศก็ยังไม่มั่นใจ เนื่องจากถ้าไปตั้งนิคมอุตสาหกรรมทำเหมืองแร่ หรือสกัดแร่นำมาใช้ประโยชน์สำหรับตนเอง ก็อาจจะขัดต่อหลักการ และเป็นต้นเหตุเรื่องการแข่งขันแย่งชิงผลประโยชน์กันได้ ทั้งนี้มีข้อเสนอจากนักกฎหมายบางคนว่าน่าจะทำได้ เนื่องจากข้อห้ามเรื่องการยึดครองครอบคลุมสถานการณ์เกี่ยวกับการเข้าไปตั้งนิคม แต่ไม่เกี่ยวกับกรณีการเข้าไปใช้ประโยชน์เป็นระยะเวลานานโดยมิได้อ้างกรรมสิทธิ์ ส่วนสิ่งที่ขุดหรือสกัดออกมาได้ก็อาจตกเป็นทรัพย์สินของผู้ดำเนินการได้ ซึ่งถ้าเป็นไปในทิศทางนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการแย่งชิงทรัพยากร

ดังนั้นน่าจะผลักดันไปในทำนองเดียวกันกับเรื่องการทำเหมืองแร่ในทะเลหลวง ซึ่งก็คือ อวกาศน่าจะเป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติ ดังเช่นที่ประกาศไว้สนธิ สัญญาดวงจันทร์ปี 1979 ซึ่งจนถึงปัจจุบันมีรัฐเข้าเป็นภาคีเพียง 15 ประเทศโดยปราศจากประเทศมหาอำนาจทางอวกาศใดๆ การผลักดันให้ใช้หลักการเดียวกับการทำเหมืองแร่ในทะเลหลวง ทั้งในปัจจุบันและอนาคตจะมีผลทำให้ผู้ใดที่จะเข้าไปแสวงประโยชน์ก็ต้องจ่ายค่าใช้สิทธิให้แก่มนุษยชาติเพื่อแบ่งสรรกันตามสัดส่วน อันจะช่วยในการหลีกเลี่ยงปัญหาการขัดแย้งกัน เพราะนอกจากจะไม่ขัดขวางมหาอำนาจในการดำเนินการเพราะในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะฝืน แต่ก็จะดำเนินไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เรื่องนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่เทคโนโลยีอวกาศนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาการของกฎหมาย

การใช้พลังงานนิวเคลียร์ในกิจการอวกาศ
พลังงานนิวเคลียร์มีทั้งประโยชน์และมีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลเสีย ข้อดีของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศคือ ไม่เปลืองเนื้อที่ และสามารถให้พลังงานกับวัตถุอวกาศได้นาน ทั้งทางด้านการสื่อสาร การขับ เคลื่อน การให้ความอบอุ่นแก่มนุษย์อวกาศที่อาศัยอยู่ในอวกาศ พลังงานนิวเคลียร์จึงถือว่าเป็นประโยชน์และช่วยให้เกิดพัฒนาการก้าวหน้าในกิจการอวกาศ

แต่ในขณะเดียวกันในทางกลับกันถ้ามองถึงปัญหาของการใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะถ้าเกิดอุบัติเหตุรั่วไหล หรือการระเบิด แรงอัดก็จะทำให้เกิดความเสียหายแก่ดาวเทียมที่อยู่ข้างเคียง หรือมลพิษทางอวกาศ อันทำให้ทุกฝ่ายกังวลใจ จึงทำให้มีความพยายามสร้างกฎเกณฑ์ในรูปสนธิสัญญา แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากประเทศมหาอำนาจทางอวกาศต้องการธำรงเสรีภาพให้มากที่สุด รัฐต่างๆ จึงต้องยอมประนีประนอม


(ภาพจาก http://www.space.com/)


โดยสรุปแล้ว รัฐทั้งหลายมีความเห็นชอบร่วมกันในหลักการบางประการ กล่าวคือ เรื่องความร่วมมือกัน ความรับผิด การใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งนำมาใช้ในเรื่องของนิวเคลียร์ด้วย แต่ยังติดปัญหาอยู่ 2 เรื่องใหญ่ ๆ ที่ประเทศมหาอำนาจไม่ยอมรับ คือ ประการแรก เรื่องหน้าที่ในการแจ้งในทันทีที่ได้ส่งวัตถุอวกาศขึ้นไป แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีจุดที่ประนีประนอมว่า จะแจ้งก็ต่อเมื่อมีความเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อผู้อื่น เรื่องที่ 2 คือการประเมินเรื่องความปลอดภัยก่อนนำไปใช้ และการพยายามลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้จำกัดที่สุด แต่ถ้าใช้แล้วต้องผลักดันให้วัตถุต่างๆ ที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ให้เคลื่อนที่ไกลพื้นผิวโลกออกไป เพื่อถ้าเกิดปัญหาใดขึ้นจะได้ไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนพื้นผิวโลก

แก้ไขล่าสุด 1 พฤษภาคม 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]