ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ดร.วิสูตร ตุวยานนท์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

กฎหมายอวกาศมีอยู่ใน 2 รูปแบบคือ ในรูปของกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร(conventional law) คือในรูปของอนุสัญญาซึ่งเป็นรูปหนึ่งของสนธิสัญญาซึ่งตามหลักกฎหมายว่าด้วยสนธิสัญญาจะผูกพันเฉพาะรัฐที่เป็นภาคีเท่านั้น กับกฎหมายที่อยู่ในรูปของกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (customary international law) ซึ่งมีผลบังคับเป็นการทั่วไป (erga omnes) สำหรับทุกๆ รัฐ ดังนั้น ถึงแม้หลักการพื้นฐานของกฎหมายอวกาศจะเหมือนกันสำหรับทุกรัฐแต่ก็จะมีบางส่วนที่แตกต่างกันสำหรับบางรัฐ

หลักการพื้นฐานในกฎหมายอวกาศ
หลักกฎหมายพื้นฐานในกฎหมายอวกาศคือหลักเสรีภาพในอวกาศ (freedom of space) ซึ่งทำให้ทุกรัฐมีสิทธิใช้และท่องอวกาศได้โดยเสรี หลักการที่ให้ต้องใช้อวกาศในทางสันติ (peaceful use of space) หลักการว่าอวกาศเป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษย์ชาติ (res communis humanitatos หรือ common heritage of mankind) ดังนั้น การสำรวจและแสวงประโยชน์จากอวกาศจึงต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของมนุษย์ชาติ รัฐทุกรัฐจึงต้องมีส่วนร่วมส่งเสริมหลักการเหล่านี้โดยการยอมให้ยานอวกาศของรัฐอื่นผ่านน่านฟ้าของตนได้โดยเสรี เพราะการที่ยานอวกาศของชาติใดก็ตามจะขึ้นไปสู่อวกาศได้จำเป็นจะต้องผ่านน่านฟ้าของรัฐอื่นเสมอ และจะต้องให้ความช่วยเหลือต่อมนุษย์อวกาศที่ประสพอันตรายหรือภัยพิบัติด้วย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม เช่นเดียวกับการต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสพภัยพิบัติทางทะเลตามกฎหมายทะเลด้วย นอกจากนั้นในเมื่อกิจการอวกาศมีความเสี่ยงสูงจึงจำเป็นต้องมีระบอบกฎหมายพิเศษเกี่ยวกับความรับผิด (liability) และมีหลักการลักษณะรวบยอดว่าหลักกฎหมายระหว่างประเทศใดที่มีผลใช้บังคับบนพื้นดินให้นำขึ้นไปใช้บังคับในอวกาศด้วยโดยอนุโลม (mutatis mutandis) เพื่ออุดช่องโหว่ของกฎหมายด้วย ส่วนเรื่องอื่นโดย เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการใช้อวกาศในทางทหารจะเป็นกฎหมายในรูปของสนธิสัญญาซึ่งมีผลบังคับเฉพาะสำหรับรัฐที่เป็นภาคีเท่านั้น

การใช้อวกาศทางทหารและในเชิงพาณิชย์
การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศทำให้นอกจากการสำรวจอวกาศแล้วรัฐยังสามารถใช้และแสวงประโยชน์จากอวกาศได้หลายทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทหารและในเชิงพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดรายได้อย่างมหาศาลทั้งทาง ด้านโทรคมนาคม การสำรวจข้อมูลบนพื้นโลกจากระยะทางไกล (remote sensing) กิจการทัศนาจรอวกาศและการทำเหมืองแร่ในอวกาศ (space mining) จึงทำให้นานาชาติแข่งขันกันพัฒนาศักยภาพทางอวกาศของตนกันอย่างกว้างขวาง

การใช้อวกาศทางทหาร
ถึงแม้ว่าโดยหลักการแล้ว การสำรวจและใช้อวกาศจะต้องกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติ เช่นการสำรวจดาวอังคารก็เพื่อศึกษาว่าเมื่อมีร่องรอยว่าดาวอังคารเคยมีทะเลหรือมหาสมุทรมาก่อน อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้ทะเลหรือมหาสมุทรนั้นหายไป เพราะในเมื่อโลกมนุษย์กับดาวอังคารต่างก็เป็นดาวเคราะห์เหมือนกัน ถ้ามหาสมุทรบนดาวอังคารหายไปได้ มหาสมุทรบนโลกก็อาจหายไปได้เช่นกัน ซึ่งถ้าทราบสาเหตุแล้วก็อาจหาหนทางป้องกันมิให้เกิดปรากฏการณ์เช่นนั้นบนโลกได้และหากสำรวจพบแหล่งน้ำบนดาวอังคารหรือบนดวงจันทร์ ก็จะทำให้มนุษยชาติมีช่องทางที่จะขึ้นไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคารหรือบนดวงจันทร์ได้หากมีความจำเป็นในอนาคต ซึ่งถือได้ว่าเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติส่วนรวม


จรวด V-1
ภาพจาก http://en.wikipedia.org/wiki/V-1


แต่ตามความเป็นจริงประเทศมหาอำนาจอาจไม่ได้คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของมนุษยชาติเท่านั้น เพราะในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีการใช้จรวด V-1 และ V-2 ในการโจมตีข้าศึก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบอย่างยิ่งในด้านยุทธศาสตร์ อันที่มาของความคิดในยุคอวกาศที่จะใช้อวกาศเพื่อประโยชน์ทางทหารโดยประเทศมหาอำนาจทางอวกาศเชื่อว่า ถ้าประเทศใดยึดครองความเป็นเจ้าอวกาศได้ก็จะควบคุมโลกได้ทั้งโลก ดังนั้นถึงแม้มีหลักการให้ต้องใช้อวกาศในทางสันติก็ไม่มีมหาอำนาจทางอวกาศใดยอมรับข้อจำกัดมิให้ใช้อวกาศในทางทหารและยอมรับเพียงหลักการมิให้ใช้อวกาศเพื่อการรุกรานรัฐอื่นเท่านั้น จึงมีการแข่งขันผลิตอาวุธอวกาศกันโดยตลอดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสงครามเย็น แต่ระหว่างที่ยังไม่มีรัฐใดมีศักยภาพที่จะเป็นเจ้าอวกาศผู้เดียวได้ก็ยอมรับเพียงหลักการทั่วไปมิให้รัฐใดขึ้นไปใช้อวกาศเป็นฐานทัพเท่านั้น แต่ก็มีโครงการลับๆ ที่จะกระทำเช่นนั้นตลอดมา เช่นโครงการที่รู้จักกันในนามของโครงการ Star War และการใช้ระบบ GPS สำหรับจรวจนำวิถีซึ่งทำให้มีความแม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ เป็นต้น

การใช้อวกาศในเชิงพาณิชย์
ผลของการที่อวกาศเป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษย ชาติทำให้มีหลักการห้ามมิให้ยึดเอาอวกาศหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของอวกาศเป็นของตน (non-appropriation) แต่ให้ใช้อวกาศได้โดยเสรี ทั้งนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและการสำรวจอวกาศทำให้พบว่ามีบางส่วนของอวกาศที่สามารถใช้แสวงประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้สูงที่สุดทางด้านโทรคมนาคมและยังอาจใช้ประโยชน์ทางด้านการเมืองและความมั่นคงของประเทศด้วย คือวงโคจรสถิตที่ราชการเรียกว่าวงโคจรค้างฟ้า (geo-stationary orbit) ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีจำกัดมากเป็นวงแหวนแคบๆเหมือนวงแหวนของดาวศุกร์ที่เหนือเส้นศูนย์สูตรขึ้นไป 35,786 กิโลเมตร คุณสมบัติพิเศษของวงโคจรสถิตนี้คือถ้าส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรอยู่ในวงโคจรนี้ ความเร็ว (velocity) ของการโคจรรอบโลกของดาวเทียมนั้นจะสอดคล้อง (synchronize) ได้สัดส่วนเดียวกับความเร็วของการหมุนของโลก ดังนั้นไม่ว่าโลกจะเคลื่อนไปไหนดาวเทียมก็จะเคลื่อนตามไปด้วยทำให้ดาวเทียมนั้นปรากฏอยู่ที่ตำแหน่งเดิมในท้องฟ้าตลอดเวลา ทำให้สามารถใช้ประโยชน์ด้านโทรคมนาคมได้เพราะ ถ้าส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดินขึ้นไปยังดาวเทียมที่เรียกว่า uplink ดาวเทียมนั้นก็จะสามารถส่งสัญญาณกลับมายังภาคพื้นดินที่เรียกว่า downlink ในลักษณะเหมือนกับกรวยลำแสงแสงของไฟฉายได้ทุกจุดที่อยู่ในรัศมีทำการ (footprint) ของดาวเทียมนั้น โดยหากเชื่อมสัญญาณจากดาวเทียมดวงนั้นต่อไปยังดาวเทียมดวงอื่นๆจนรอบโลกก็จะทำให้สามารถติดต่อสื่อสารกับทุกๆ จุดได้รอบโลกด้วย


พื้นที่การให้บริการ (footprint) ของดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์)
ภาพจาก http://www.thaicom.net/thai/satellite_thaicom4.aspx


การค้นพบวงโคจรสถิตและศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์ด้านโทรคมนาคมได้นี้มีความสำคัญยิ่งกว่าการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมเสียอีก เพราะจะทำให้มนุษย์สามารถทำอะไรได้สารพัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ประโยชน์ทางการทหารและด้านโทรคมนาคม เพราะดาวเทียมแต่ละดวงมีขั้วสัญญาณ (transponder) ที่ใช้ส่งสัญญาณโทรทัศน์จากจุดหนึ่งไปยังจุดใดก็ได้ซึ่งบางดวงก็มีถึง 420 ขั้วและในปัจจุบันมีไอพีสตาร์ซึ่งใช้ระบบดิจิตอลและ broadband ที่มีความคมชัดสูงและ accommodate สัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต ฯลฯ ได้อย่างกว้างขวาง โดยต่างชาติที่เช่าดาวเทียมไทยคมหลายช่องโดยมีสัญญาการเช่า 11-12 ปี ก็มีอันก่อให้เกิดรายได้ให้แก่ผู้ประกอบกิจการดาวเทียมเป็นเงินมหาศาล นอกจากนั้นในยุคปัจจุบันยังมีกิจการทัศนาจรอวกาศและการทำเหมืองแร่ในอวกาศที่กำลังจะกลายเป็นกิจการใหม่ที่มีความสำคัญมากในอนาคต

แต่โดยที่วงโคจรสถิตเป็นทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมีปริมาณจำกัดมากจึงทำให้นานาชาติต้องแย่งชิงกันส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในวงโคจรนั้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดความคับคั่งจนต้องมีการจัดสรรตำแหน่งในวงโคจรนี้ให้แก่ประเทศต่างๆ อย่างเป็นธรรม โดยมีประเทศมหาอำนาจขอให้เพิ่มเงื่อนไขขึ้นมาว่า โดยให้ได้ประโยชน์สูงสุดซึ่งหมายความว่าหากรัฐใดมิได้ใช้ประโยชน์จากตำแหน่งในวงโคจรสถิตที่ตนจองเอาไว้ถึงแม้จะจ่ายค่าจองเป็นประจำ รัฐอื่นก็มีสิทธิที่จะเข้าไปใช้ได้และโดยที่ไม่มีองค์กรระหว่างประเทศใดที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในเรื่องนี้เมื่อสหภาพการโทรคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union - ITU) เป็นองค์การระหว่างประเทศซึ่งมีหน้าที่จัดสรรย่านความถี่ของคลื่นสัญญาณให้ประเทศต่างๆ อยู่แล้ว และดาวเทียมเพื่อการสื่อสารจำเป็นต้องใช้คลื่นความถี่ ITU จึงทำหน้าที่เป็นผู้จดทะเบียนตำแหน่งในวงโคจรสถิตด้วยโดยปริยาย โดย ITU เป็นผู้จัดสรรย่านความถี่ให้โครงการดาวเทียมแต่ละดวงด้วย ซึ่งเมื่อได้จดทะเบียนการจัดสรรให้โครงการใดแล้ว โครงการนั้นย่อมมีสิทธิที่จะใช้ตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้นๆ ก่อนผู้อื่น ถ้าโครงการดาวเทียมที่เกิดในภายหลังจะทำให้สัญญาณตีกันโครงการที่เกิดขึ้นทีหลังจะต้องเจรจาหารือ (consult) กับโครงการที่มีอยู่ก่อนแล้วเพื่อร่วมกันหาทางปรับระบบดาวเทียมของตนมิให้มีคลื่นสัญญาณรบกวนกัน

ทั้งนี้การได้รับการจัดสรรตำแหน่งในวงจรสถิต (orbital slot) ไม่ทำให้รัฐที่ได้รับการจัดสรรมีกรรมสิทธิ์ในตำแหน่งในวงโคจรนั้น เพียงแต่ทำให้รัฐนั้นๆมีสิทธิใช้ตำแหน่งในวงโคจรนั้นก่อนรัฐอื่นๆ เท่านั้นจึงไม่มีสิทธิที่จะขายตำแหน่งในวงโคจรสถิตให้แก่ผู้อื่นได้ แต่ก็ไม่มีข้อห้ามไว้โดยแจ้งชัดมิให้ขาย "สิทธิ" นั้นให้แก่รัฐอื่นบางประเทศเช่นประเทศ Tonga จึงขายสิทธิของตนให้แก่รัฐอื่นหรือให้ผู้ประกอบกิจการดาวเทียมของรัฐอื่นเช่าตำแหน่งในวงโคจรสถิตของตนได้1

1 ดังจะเห็นได้จากการที่ดาวเทียม Tongasats เป็นดาวเทียมของต่างชาติ มิใช่ของประเทศ Tonga

นอกจากการใช้อวกาศในเชิงพาณิชย์ด้านการโทรคมนาคมแล้ว การใช้และแสวงประโยชน์ในอวกาศในเชิงพาณิชย์อีก 2 ทางซึ่งมีศักยภาพสูงที่จะรุ่งเรืองในอนาคต คือการทัศนาจรและการทำเหมืองแร่ในอวกาศ

การทัศนาจรอวกาศ
การทัศนาจรอวกาศเป็นกิจกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูงที่จะรุ่งเรืองต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

การทัศนาจรอวกาศรุ่นบุกเบิกอุบัติขึ้นโดยนักทัศนาจรอวกาศรุ่นบุกเบิก 5 คนโดยเริ่มจากเดือนเมษายน 2001 เมื่อชาวอเมริกันชื่อนาย Dennis Tito ขึ้นไปพำนักในสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station-“ISS”) ส่วนที่เป็นของรัสเซีย เป็นเวลา 6 วันเป็นคนแรก และต่อมาในเดือนเมษายน 2002 ชาวแอฟริกาใต้ชื่อนาย Mark Shuttleworth ได้เป็นนักทัศนาจรอวกาศคนที่ 2 ของโลกที่ขึ้นไปพำนักที่สถานีอวกาศ "ISS" ซึ่งทำให้การทัศนาจรอวกาศเริ่มต้นกิจการอย่างเป็นรูปธรรมขึ้นมา


spaceshipone
ภาพจาก http://commons.wikimedia.org/wiki/Category:Spaceship_One


แต่การผลิตยานอวกาศเอกชนราคาต่ำที่ขึ้นลงได้คล้ายเครื่องบินชื่อ "Space-Ship-One" ได้สำเร็จโดยใช้อากาศยานแม่นำขึ้นไปปล่อยในอากาศในระดับสูงให้บินต่อขึ้นไปในอวกาศแล้วบินกลับลงมายังพื้นโลกคล้ายกับเครื่องบิน โดยนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก แทนที่จะยิงขึ้นไปจากภาคพื้นดินโดยจรวดลำใหญ่ที่ราคาแพงมากและใช้ได้เพียงครั้งเดียวทำให้ลดค่าทัศนาจรจากคนละ 20-25 ล้านเหรียญสหรัฐลงมาเหลือเพียงเที่ยวละ $275,000 ต่อ 1 คนเท่านั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ทัศนคติที่เคยคิดว่าการประกอบกิจการทัศนาจรระหว่างประเทศเป็นธุรกิจในเชิงพาณิชย์เป็นเพียงความเพ้อฝันเท่านั้นกลับเป็นสิ่งที่เป็นไปได้และกลาย เป็นความจริงขึ้นมา ทำให้การทัศนาจรอวกาศกลายเป็นธุรกิจในเชิงพาณิชย์ที่คุ้มค่าและเป็นไปได้จริงๆ อันเป็นเหตุให้มีการจองตั๋วทัศนาจรอวกาศเอาไว้กว่า 7,000 คนแล้วโดยกำหนดจะเริ่มให้บริการได้ในปี 2009 เป็นต้นไป ทั้งนี้ โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีคนขึ้นไปทัศนาจรอวกาศถึง 12,000 คนต่อปี จึงมีโครงการสร้างโรงแรมอวกาศอย่างกว้างขวางเพื่อรองรับอุตสาหกรรมการทัศนาจรอวกาศในอนาคต

การทำเหมืองแร่ในอวกาศ
การสำรวจอวกาศทำให้ทราบว่ามีแร่ที่มีค่ามหาศาลอยู่เป็นอันมาก เช่นดวงจันทร์เป็นแหล่งใหญ่มหาศาลของ Helium-3 (He-3) ซึ่งเป็น isotope ที่หายากมากในโลกที่ใช้สำหรับผลิตพลังนิวเคลียร์ได้ดีที่สุด มีมูลค่าถึงตันละ 150,000 เหรียญสหรัฐ และยังมีลูกอุกกาบาตประเภทโลหะที่อยู่ใกล้โลกมนุษย์ (Class-M Near Earth Asteroids) ที่มีมวลโลหะสูงกว่าบนโลกมนุษย์ ขนาดดวงเล็กๆ ก็มีมูลค่าถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐอีก

ความรับผิด (Liability) ของรัฐ
โดยหลักการแล้วมีแต่รัฐเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะจองและได้รับการจัดสรรตำแหน่งในวงโคจรสถิตและขึ้นไปประกอบกิจการในอวกาศได้ แต่ทางปฏิบัติของนานาชาติเปิดช่องให้รัฐอนุญาตให้เอกชนขึ้นไปประกอบกิจกรรมในอวกาศได้ แต่รัฐยังต้องร่วมรับผิดชอบกับผู้ประกอบการสำหรับความเสียหายอันเกิดจากกิจกรรมอวกาศเพราะกิจการอวกาศมีความเสี่ยงสูงและอันตรายกับความเสียหายก็สูงมากด้วย2 ทั้งนี้โดยหลักการเกี่ยวกับความรับผิดสำหรับความเสียหายที่เกิดจากกิจการอวกาศจะมีลักษณะที่แตกต่างจากหลักการทั่วๆไปที่รัฐจะต้องร่วมรับผิดกับผู้ที่ได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการอวกาศและความรับผิดสำหรับความเสียหายอันเกิดจากกิจการอวกาศที่เกิดขึ้นในชั้นอวกาศเป็นความรับผิดเด็ดขาด(absolute liability) ซึ่งหมายความว่าโดยไม่ต้องคำนึงว่าเกิดขึ้นเพราะความผิดของผู้ประกอบการนั้นหรือไม่ก็ตาม

2 ดังจะเห็นได้จากการที่การยิงดาวเทียมขึ้นไปในอวกาศมีการล้มเหลว โดยจรวดส่งดาวเทียมเกิดระเบิดกลางอากาศหรือเกิดความขัดข้องทางเทคนิคทำให้จรวดหลุดออกนอกวิถีที่กำหนดทำให้ต้องระเบิดทิ้งก่อนที่จะขึ้นไปถึงชั้นอวกาศ เป็นต้น แม้แต่ยานขนส่งอวกาศ (Space Shuttle) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความเชื่อถือได้สูงที่สุดก็เคยระเบิดกลางอากาศ ทำให้นักบินอวกาศเสียชีวิตไปหลายคน

ถึงแม้เดิมโดยหลักการแล้วรัฐจะต้องเป็นผู้ดำเนินกิจการอวกาศและควบคุมระบบดาวเทียมเองและมีแต่รัฐเท่านั้นที่จะได้รับจัดสรรตำแหน่งในวงโคจรสถิตได้เพราะวงโคจรสถิตมีอยู่ปริมาณจำกัดมากและกิจการอวกาศมีความเสี่ยงมากและก่อให้เกิดความเสียหายได้สูง แต่ต่อมากฎหมายก็เปิดช่องให้รัฐให้สัมปทานเอกชนให้ส่งดาวเทียมขึ้นไปดำเนินกิจการอวกาศ ณ ตำแหน่งในวงโคจรสถิตและควบคุมระบบดาวเทียมเองได้ ก็เพราะรัฐบางรัฐอาจไม่มีนโยบายหรือมีงบประมาณไม่พอที่จะประกอบกิจการดาวเทียมสื่อสารขนาดใหญ่ในเชิงพาณิชย์ด้วยตนเองได้3 แต่รัฐยังต้องร่วมรับผิด (liability) สำหรับความเสียหายอันเกิดจากกิจการดาวเทียมนั้นอยู่

3 เพราะระบบดาวเทียมมีราคาสูงมาก โดยที่บางดวงราคาสูงถึง 1 แสนเหรียญสหรัฐก็มี


ดาวเทียมในวงโคจรสถิต
ภาพจาก http://www.hobbyspace.com/LivingSpace/index.html


ด้วยเหตุนี้กฎหมายไทยจึงกำหนดให้เอกชนซึ่งได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการดาวเทียมต้องโอนระบบดาวเทียมทั้งหมดซึ่งรวมทั้งตัวดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดินให้เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐโดยให้ผู้ประกอบการเอกชนมีสิทธิใช้และแสวงประโยชน์จากระบบดาวเทียมนั้น ซึ่งหากเป็นดาวเทียมเพื่อการสื่อสารปกติก็จะมีอายุการใช้งาน (life span) ประมาณ14-16 ปี แต่ให้ผู้รับสัมปทานใช้ได้ 10 ปีเท่านั้น ส่วนระยะเวลาที่เหลืออีก 4-6 ปีนั้นรัฐสงวนเอาไว้ใช้เอง ดังนั้นเอกชนผู้ประกอบการจึงขายดาวเทียมนั้นให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งในวงโคจรสถิตซึ่งแม้รัฐผู้ให้สัมปทานเองก็ไม่มีกรรมสิทธิ์จึงยิ่งขายให้ใครมิได้เลย ผู้รับสัมปทานจึงขายได้เพียงสิทธิของตนตามสัญญาสัมปทานเท่านั้น ทั้งนี้สัญญาสัมปทานต้องไม่มีข้อจำกัดมิให้โอนสิทธินั้นให้แก่ผู้อื่นและยังมีปัญหาต่อไปอีกว่าถ้าขายสิทธิตามสัมปทานให้ผู้ประกอบกิจการดาวเทียมต่างชาติแล้วความรับผิดของรัฐผู้ให้สัมปทานซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นรัฐผู้ส่ง (launch state) จะโอนไปยังรัฐเจ้าของสัญชาติของผู้รับช่วงสัมปทานหรือไม่4 ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังค้างพิจารณาอยู่ที่ COPUOS

4 ปัญหานี้เป็นประเด็นที่ ศ.ดร.จตุรนต์ ถิระวัฒน์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยได้ยกขึ้นแถลงในการประชุม COPUOS

โดยที่วงโคจรสถิตเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในปริมาณจำกัดมากและมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์สูงมากเพราะสามารถสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาลทำให้ทุกชาติอยากได้และแย่งกันส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในวงโคจรสถิตอย่างมากมายจนเกิดความคับคั่งทำให้ต้องใช้วงโคจรนี้อย่างประหยัดที่สุด นอกจากนั้นถึงแม้ดาวเทียมสถิตดูเสมือนจะสถิตอยู่ที่ตำแหน่งเดิมความจริงดาวเทียมนี้จะเคลื่อนตัวเป็นรูปเลข 8 อยู่ตลอดเวลาจึงเสี่ยงต่อการที่จะกระทบหรือชนกันที่จะทำให้ระเบิดได้ได้จึงต้องเว้นระยะให้ห่างกันพอสมควร ซึ่งเมื่อก่อนนี้ต้องวางไว้ในระยะที่ห่างกันข้างละประมาณ 2 องศาแต่ต่อมาในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศทำให้ลดลงได้จนเหลือเพียง 1.5 องศาเท่านั้น แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการเพราะถึงแม้วงโคจรสถิตจะมีอยู่รอบโลกที่เส้นศูนย์สูตร ส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่ามีเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งเพราะส่วนที่เหลือจะอยู่เหนือมหาสมุทรทำให้บริเวณบนพื้นดินที่footprint ของดาวเทียมครอบคลุมถึงไม่กว้างขวางพอที่จะทำให้แสวงประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า จึงเกิดปัญหาการทับซ้อนของสัญญาณกัน ทำให้เกิดข้อพิพาทเนืองๆเช่นกรณี THAICOM III ของไทยกับ APSTAR ของจีนเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการส่งสัญญาณโทรทัศน์ข้ามชาติผ่านดาวเทียมถึง 800 กว่าช่อง

ปัญหาที่เกิดจากการใช้อวกาศในเชิงพาณิชย์
ปัญหาที่เกิดจากการใช้อวกาศมีอยู่หลายรูปแบบโดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อวกาศในเชิงพาณิชย์เช่นการส่งสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 800 กว่าช่องย่อมเกิดปัญหาการละเมิดสิทธิได้ง่ายเช่น "ยูบีซี" ซึ่งเป็น Cable TV มีรายการภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นอันมากที่ถ่ายทอดมาจากสัญญาณโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมดวงอื่น ซึ่งหากไม่มีสัญญาต่อก้นก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้ประกอบกิจการดาวเทียมดวงนั้นทันที ถึงแม้ว่าจะเป็นรายการที่ดาวเทียมนั้นส่งสัญญาณมาในระบบ DBS ซึ่งเป็น free TV ที่ทุกคนรับดูได้โดยเสรีก็ตามเพราะการรับโทรทัศน์ระบบ DBS โดยเสรีต้องทำเพื่อpersonal consumption เท่านั้น ดังนั้นถ้ารับมาถ่ายทอดออกในรายการ Cable TV จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ทันทีและแม้ในกรณีที่มีสัญญากับดาวเทียมดวงแรก แต่ก็ยังมีปัญหากฎหมายที่ต้องวิเคราะห์ต่อไปอีกว่า ถ้ารายการโทรทัศน์ที่ถ่ายทอดมามีรายการภาพยนตร์ รายการดนตรี หรือรายการกีฬาด้วยก็จะมีปัญหาว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ รายการดนตรี หรือรายการกีฬานั้นจะมาเรียกเก็บค่าลิขสิทธิ์จาก Cable TV นั้นได้หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือไม่ได้เพราะว่าเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นไม่มีนิติสัมพันธ์กับ Cable TV นั้น ดังนั้นปัญหาลิขสิทธิ์ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่ต้องตกลงกันเองระหว่างเจ้าของลิขสิทธิ์กับผู้ประกอบการระบบดาวเทียมนั้นว่าถ้าไม่มีข้อห้ามมิให้มีการถ่ายทอดต่อ ก็ย่อมมีสิทธิที่จะทำได้และแม้แต่จะมีข้อจำกัดสิทธินั้นก็เป็นเรื่องที่เจ้าของลิขสิทธิ์ต้องไปตกลงกันเองกับผู้ประกอบการระบบดาวเทียมแรก ซึ่งไม่เกี่ยวกับ Cable TV นั้น


ระบบ DBS (direct broadcasting satellite)
ภาพจาก http://electronics.howstuffworks.com/satellite-tv2.htm


ปัญหาขยะอวกาศ
ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งในการใช้อวกาศคือดาวเทียมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในกิจการอวกาศมีอายุใช้งานสั้น แม้แต่ดาวเทียมขนาดใหญ่ที่ใช้ในการโทรคมนาคมก็มีอายุใช้งานเพียง 14-15 ปี ยิ่งถ้าเป็นดาวเทียมขนาดจิ๋ว (micro satellites) ที่ใช้สำหรับการสำรวจภาคพื้นดินจากระยะทางไกล (remote sensing) การตรวจอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาและที่ใช้ในระบบดาวเทียมใหญ่ๆ จะมีอายุใช้งานเพียง 4-5 ปีเป็นอย่างมาก จึงต้องส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นไปแทนที่ดวงเก่าที่หมดอายุแล้วเป็นประจำเพื่อมิให้บริการขาดตอน ยิ่งเมื่อประเทศต่างๆ ประกอบกิจการอวกาศแข่งขันกัน จำนวนดาวเทียมทั้งใหม่ทั้งเก่าที่หมดอายุแล้วในอวกาศก็เพิ่มปริมาณมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครือข่ายระบบดาวเทียมใหญ่ๆที่ต้องใช้ดาวเทียมขนาดจิ๋วเป็นจำนวนมากเช่นระบบดาวเทียม Teledesic ที่ต้องใช้ดาวเทียมถึง 810 ดวงเมื่อต้องเปลี่ยนดาวเทียมทุกๆ 4-5 เดือนย่อม ทำให้มีดาวเทียมที่หมดอายุแล้วตกค้างเป็นขยะอวกาศอยู่ในปริมาณสูงจนเป็นที่น่าวิตกโดยเมื่อเดือนกันยายน 1997 มีวัตถุอวกาศเกือบ 25,000 ชิ้นอยู่ในอวกาศ ทั้งนี้โดยเป็นดาวเทียมที่ยังใช้งานได้อยู่ 8,681 ดวงส่วนอีกกว่า 16,000 หมดอายุการใช้งานแล้ว ทั้งยังมีเศษขยะอวกาศขนาดเท่าลูกกอล์ฟอีกกว่า 40,000 ชิ้นในระดับวงโคจรต่ำที่เกิดจากดาวเทียมที่ระเบิดและมีเศษที่เล็กกว่านั้นหลายล้านชิ้นที่โคจรอยู่รอบโลกซึ่งเป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรีบด่วนเพราะขยะอวกาศที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ได้กลาย เป็นอุปสรรคและอันตรายอย่างมากต่อกิจการอวกาศ เพราะความเร็ว (velocity) ของขยะอวกาศสูงมากขนาดที่ทำให้เศษโลหะขนาดน็อตตัวเดียวก็อาจพุ่งทะลุแผ่นโลหะได้และแม้แต่สะเก็ดสีที่ปลิวมาก็อาจทะลุชุดอวกาศได้ ทำให้การท่องอวกาศ (Space walk) มีความเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้

แก้ไขล่าสุด 18 สิงหาคม 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]