ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย ดร.วิสูตร ตุวยานนท์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การใช้อวกาศในทางทหาร
ถึงแม้จะมีหลักการสำคัญในกฎหมายอวกาศว่าการใช้อวกาศจะต้องกระทำเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติเท่านั้น แต่ก็ไม่มีอะไรห้ามมิให้ใช้อวกาศทางทหารเพราะประเทศมหาอำนาจทางอวกาศตีความหลักการนี้ว่า ถ้าการใช้อวกาศในทางทหารมิได้ใช้เพื่อรุกรานรัฐอื่นก็ไม่ขัดต่อหลักการนี้ ซึ่งหมายความว่าหากการใช้อวกาศทางทหารเพื่อการป้องกันตัวไม่ถือว่าขัดต่อหลักการนี้




แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศมหาอำนาจทางอวกาศแต่เดิมต่างก็มีแผนที่จะใช้อวกาศเพื่อประโยชน์ทางทหารกันทั้งนั้น กฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้อวกาศทางทหารจึงอยู่ในรูป Convention ซึ่งมีผลใช้บังคับเฉพาะสำหรับรัฐที่เป็นภาคีเท่านั้น และมีข้อบทเปิดทางให้ถอนตัวจากความเป็นภาคีได้ด้วย การใช้อวกาศทางทหารเพื่อการป้องกันตัวหรือแม้แต่เพื่อการสอดแนมจึงไม่ผิดกฎหมายและถึงแม้จะมีการพยายามเจรจามิให้มีฐานทัพหรือนำเอาอาวุธขึ้นไปไว้หรือรบกันในอวกาศ (Demilitarization) เช่นการห้ามมิให้ส่งอาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ขึ้นไปโคจรรอบโลก ทำให้ไม่มีการใช้อวกาศในการโจมตีกันในสงครามและการใช้อวกาศในการจู่โจมข้าศึก กลับทำให้มหาอำนาจทางอวกาศเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบในการทำสงคราม เช่นในสงครามอิรัก สหรัฐอเมริกาก็ใช้ระบบ GPS ทำให้การโจมตีด้วยจรวดขีปนาวุธที่นำวิถีระยะไกลจากดาวเทียมมีความแม่นยำ และอานุภาพสูงอย่างที่อิรักไม่มีทางต่อสู้ได้เลย และการสอดแนมทางดาวเทียมได้กลายเป็นเครื่องมือทางทหารที่ทุกประเทศใช้กันอย่างแพร่หลาย

การติดตั้งระบบสกัดขีปนาวุธที่เรียกว่าระบบ "Star Wars" ของสหรัฐอเมริกา ที่โปแลนด์ซึ่งทำให้รัสเซียโกรธมากจนมีท่าทีว่าจะทำให้สงครามเย็นที่สงบไปนานอาจกลับปะทุขึ้นมาอีกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้อวกาศทางทหารซึ่งเสี่ยงต่อการทำลายสันติภาพมาก และอาจทำให้กลับมาแข่งขันกันสร้างอาวุธในอวกาศขึ้นมาใหม่อีก รัสเซียขู่จะสร้างระเบิดสุญญากาศที่มีอานุภาพในการทำลายล้างที่สูงกว่าระเบิดปรมาณูที่ทำลายฮิโรชิมาและนางาซากิในญี่ปุ่นหลายเท่าทำให้โลกเกิดตึงเครียดอีก

ปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งในวงโคจรสถิต
ปัญหาสำหรับประเทศไทยเกี่ยวกับการใช้อวกาศอีกประการหนึ่งคือปัญหาเกี่ยวกับตำแหน่งในวงโคจรสถิตที่ประเทศไทยจองเอาไว้ ทั้งๆ ที่ความจริงทางราชการมีงบประมาณไม่พอที่จะใช้ตำแหน่งในวงโคจรสถิตเองได้เพราะการที่จะประกอบกิจการดาวเทียมขนาดใหญ่ต้องลงทุนมากอย่างมหาศาลจึงมีแต่เอกชนเท่านั้นที่จะทำได้และแม้แต่ในภาคเอกชนนอกจาก บมจ.ชินแซทเทลไลท์ แล้วยังไม่มีใครเลยที่มีทุนทรัพย์และความพร้อมพอที่จะประกอบกิจการดาวเทียมที่ต้องลงทุนถึงระบบละหมื่นกว่าล้านบาทได้ และถึงแม้การจองตำแหน่งในวงโคจรสถิตแต่ละจุดต้องเสียค่าจองแพงมากก็ไม่ทำให้ได้กรรมสิทธิ์ในตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้น ซึ่งถ้าไม่ได้ใช้ประโยชน์ผู้ประกอบกิจการดาวเทียมอื่นๆ ที่มีความพร้อมก็มีสิทธิที่จะเข้ามาใช้ตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้นได้ ดังนั้นหากไม่ใช้ประโยชน์อะไรก็เสียเงินเปล่าและปล่อยให้หมดอายุไปเองโดยเปล่าประโยชน์




การที่ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ ขายกิจการดาวเทียมไทยคม (THAICOM) ให้กองทุนเทมาเสก (Temasek Holdings) ไปก็มีปัญหาสารพัด เพราะมีความเข้าใจผิดๆ อยู่มากว่าเอาตำแหน่งในวงโคจรสถิตซึ่งเป็นทรัพย์สินของชาติไปขายให้ต่างชาติ ซึ่งความจริงเป็นไปไม่ได้ เพราะการที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรตำแหน่งในวงโคจรสถิตที่ทางราชการให้ทาง บมจ.ชินแซทเทลไลท์ ใช้ได้ตามสัญญาสัมปทานนั้น เพียงทำให้ประเทศไทยใช้ประโยชน์จากตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้นๆได้เท่านั้น โดยมิได้ทำให้ได้กรรมสิทธิ์ในตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้นเพราะตามหลักกฎหมายอวกาศแล้ว อวกาศและเทห์ฟ้า (celestial bodies) เป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษยชาติ ( res communis humanitatos ) ซึ่งผู้ใดจะยึดครองเป็นของตนมิได้

ดังนั้นในเมื่อแม้แต่ประเทศไทยซึ่งเป็นผู้ให้สัมปทานก็ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานย่อมไม่มีทางที่ได้รับกรรมสิทธิ์ได้จึงขายตำแหน่งในวงโคจรสถิตนั้นให้แก่กองทุนเทมาเสกไม่ได้ตามหลัก "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" และแม้แต่ระบบดาวเทียมกับตัวดาวเทียมก็ไม่สามารถขายให้กองทุนเทมาเสกได้เพราะว่าตามสัญญาสัมปทานผู้รับสัมปทานต้องโอนกรรมสิทธิ์ในระบบดาวเทียมทั้งหมดซึ่งรวมทั้งตัวดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดินด้วยให้แก่รัฐ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ จึงไม่สามารถขายดาวเทียมให้กองทุนเทมาเสกได้ และขายให้ได้เพียงสิทธิของตนตามสัญญาสัมปทานเท่านั้น ทั้งนี้โดยขึ้นอยู่กับสัญญาสัมปทานด้วยว่าเปิดช่องให้ทำได้เพียงไรหรือไม่

อีกประการหนึ่ง ตามที่มีความคิดว่าเมื่อทางกองทุนเทมาเสกผิดกฎหมายการประกอบธุรกิจคนต่างด้าวและกฎหมายโทรคมนาคมที่ถือหุ้นในกิจการของ บมจ.ชินแซทเทลไลท์ เกินกว่า 49 เปอร์เซ็นต์จึงน่าจะยกเลิกสัมปทานเสียเพื่อยึดกิจการดาวเทียมคืนนั้น มีปัญหาข้อกฎหมายว่าสัญญาสัมปทานเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ผู้รับสัมปทานยกกรรมสิทธิ์ในระบบดาวเทียมให้แก่รัฐเพื่อแลกกับการได้รับสัมปทานให้ประกอบกิจการดาวเทียมที่ตำแหน่งในวงโคจรสถิตที่รัฐได้รับจัดสรรมาได้ เมื่อผู้รับสัมปทานผิดสัญญาสัมปทานรัฐก็อาจเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ถ้าจะยึดกิจการดาวเทียมคืนก็อาจมีปัญหาว่าจะต้องคืนระบบดาวเทียมทั้งหมดให้แก่ผู้รับสัมปทานหรือไม่


ดาวเทียม THEOS ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย
ที่มา http://www.gistda.or.th/


นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกเกี่ยวกับเรื่องความรับผิดของรัฐในฐานะรัฐผู้ส่งอีก เพราะตามกฎหมายระหว่างประเทศเดิมทีเดียวโดยหลักการแล้วมีแต่รัฐเท่านั้นที่มีสิทธิที่จะดำเนินกิจกรรมในอวกาศได้ แต่ต่อมาเมื่อมีการค้นพบว่ามีวงโคจรเหนือเส้นศูนย์สูตรที่เรียกว่าวงโคจรสถิต ซึ่งถ้าส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในวงโคจรนี้จะทำให้ติดต่อสื่อสารกันผ่านดาวเทียมนั้นได้ทั่วโลกแต่การประกอบกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมนี้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนสูงมาก ทางปฏิบัติของนานาชาติจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นว่ามีแต่ภาคเอกชนเท่านั้นที่ประกอบกิจการดาวเทียมเพื่อการโทรคมนาคมในเชิงพาณิชย์ที่ใช้วงโคจรสถิต ส่วนรัฐจะทำกิจกรรมในอวกาศเองเฉพาะในด้านดาวเทียมทางทหาร ทางการสำรวจอวกาศกับการสำรวจข้อมูลจากระยะไกล (Remote sensing) ผ่านดาวเทียมในระดับอื่นๆ

เหตุที่ในตอนแรกมีแต่รัฐเท่านั้นที่ประกอบกิจกรรมในอวกาศก็เพราะก่อนนี้มีแต่รัฐเท่านั้นที่สามารถส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรในอวกาศได้ และพร้อมที่จะเสียค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลเพียงเพื่อสำรวจอวกาศเท่านั้นโดยไม่ได้รับประโยชน์ในเชิงพาณิชย์โดยตรงเช่นการที่สหรัฐอเมริกาส่งนิล อาร์มสตรอง ขึ้นไปบนดวงจันทร์และส่งดาวเทียมขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์และดาวเคราะห์อื่นๆ เช่น ดาวอังคาร และ ดาวศุกร์ เป็นต้น โดยมิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในเชิงพาณิชย์เลยจึงไม่เป็นที่น่าสนใจสำหรับภาคเอกชน นอกจากนั้นโดยที่กิจการอวกาศมีอันตรายและความเสี่ยงสูงมาก ความสามารถของเอกชนที่จะต้องรับผิดชอบสำหรับความเสียหายที่เกิดจากกิจการอวกาศอาจไม่เพียงพอจึงต้องเอาประกันภัยด้วย แต่ถึงกระนั้นแม้บริษัทประกันภัยก็อาจมีทุนทรัพย์ไม่พอที่จะจ่ายค่าเสียหายทั้งหมดได้ กฎหมายจึงกำหนดให้รัฐยังต้องร่วมรับผิดด้วยเสมอ ถึงแม้ว่าเดิมกิจการอวกาศอาจจะมุ่งไปในด้านการสำรวจอวกาศโดยมีความคิดที่ใช้ในทางทหารด้วย แต่พอค้นพบวงโคจรสถิตที่สามารถใช้ประโยชน์ทางโทรคมนาคมซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้อย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นกิจการโทรศัพท์ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต โดยในที่สุดเอกชนกลับเข้ามาใช้กิจการอวกาศมากกว่ารัฐเสียอีก ทำให้เกิดปัญหาความรับผิดตามมา โดยให้เอกชนประกอบกิจการอวกาศได้ แต่รัฐก็ยังต้องเป็นผู้ร่วมรับผิดอยู่ดี รัฐจึงต้องเป็นผู้ควบคุมและร่วมรับผิดกับเอกชนด้วย




ปัญหาที่ตามมาคือการที่ขายกิจการดาวเทียมของเอกชนให้ต่างชาติไปนั้น ความรับผิดของรัฐจะตามไปด้วยหรือเปล่าเพราะในเมื่อโอนไปแล้วต่างชาติก็เป็นผู้ดำเนินกิจการและควบคุมดาวเทียมนี้แล้วจะถือว่าประเทศไทยซึ่งเป็นผู้อนุญาตให้เอกชนใช้ตำแหน่งในวงโคจรสถิตของตนจึงยังต้องรับผิดอยู่หรือจะให้รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้รับโอนกิจการนั้นเป็นผู้รับผิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อกรณีนี้กองทุนเทมาเสกเป็นกิจการของทางการของประเทศสิงค์โปร์เอง

แก้ไขล่าสุด 30 พฤศจิกายน 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]