ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


1. แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศ
นับตั้งแต่สหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นดวงแรกชื่อ Sputnik-I อ่านว่า สปุตนิกวัน (Sputnik เป็นภาษารัสเซียตรงกับภาษาอังกฤษว่า Satellite แปลว่าดาวเทียม) ขึ้นสู่อวกาศเมื่อ ค.ศ.1957 (พ.ศ.2500) ทำให้หลายประเทศหันมาสนใจและดำเนินกิจกรรมอวกาศ กิจกรรมอวกาศเหล่านี้ได้แก่การสำรวจอวกาศและการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศซึ่งเป็นกิจกรรมที่อยู่นอกเหนือขอบเขตหรือกรอบกิจกรรมเดิมๆ ของมนุษย์ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากมาย ในขณะเดียวกันก็อาจก่อให้เกิดความสูญเสียได้ ซึ่งขึ้นกับการนำไปใช้ การพัฒนาและจัดการเทคโนโลยีอวกาศที่ดีช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สำคัญของโลก รวมทั้งทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น อันจะทำให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างชาติต่างๆ ในการสำรวจอวกาศ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดกฎหมายอวกาศ


ดาวเทียมสปุตนิกวัน
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Sputnik_1

เมื่อเริ่มมีการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ รัสเซียพยายามเดินหน้าทางการเมืองและผลักดันให้เกิดกฎระเบียบในเวทีสากลอันเกี่ยวเนื่องกับการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศดังจะเห็นได้จากการประกาศเมื่อมีการส่งดาวเทียมครั้งแรกว่า "ความสำเร็จของการส่งดาวเทียมที่มนุษย์สร้างขึ้นนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง แก่โลกวิทยาศาสตร์และคุณค่าทางวัฒนธรรม" และได้กล่าวต่อไปว่า "ดาวเทียมนี้จะปูทางสู่การเดินทางไปยังดวงดาวอื่นๆ และคนในยุคนี้จะได้มีชีวิตอยู่จนเห็นว่า ผลงานอันเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นและเป็นอิสระของปวงชนในยุคสังคมใหม่นี้ จะทำให้ความฝันของมนุษยชาติเป็นจริง" ถ้อยคำนี้มีลักษณะการประกาศเชิงสันติในการสำรวจอวกาศของรัสเซีย ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้นของการพัฒนากฎหมายอวกาศ

กฎหมายอวกาศแตกต่างจากกฎหมายอื่นๆ เนื่องจากกิจกรรมอวกาศมีอันตรายจากกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์บนโลก เช่นจรวด ซึ่งทำได้เฉพาะบางประเทศ แต่มีผลกระทบลงมาถึงอาณาเขตดินแดนของประเทศอื่น และทะเลหลวง (High sea) เป็นต้น ในช่วงแรกมีแนวคิดต่างๆ หลากหลายอย่างสุดขั้ว ทั้งที่ต้องการให้ร่างกฎหมายอวกาศอย่างเป็นเอกเทศจากกฎหมายอื่นและที่ต้องการขยายการใช้บังคับกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมออกไป แต่แนวความคิดที่ได้รับการยอมรับกันคือ ไม่สามารถใช้กฎหมายเดียวกันทั้งในย่านอากาศและอวกาศ เช่น กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดให้อาณาเขตของประเทศรวมถึงชั้นอากาศที่อยู่เหนือพื้นดินที่ตรงขึ้นไปด้วย หากจะไปปรับใช้ครอบคลุมอวกาศแล้ว อาณาเขตประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไปจะไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังจะทำให้หลักการใช้อวกาศอย่างเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของมนุษย์เสียไปเพราะจะเกิดการอ้างสิทธิครอบครองได้

หากจะพูดถึงกฎหมายอากาศโดยไม่พูดถึงกฎหมายการเดินอากาศเลยก็จะขาดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง เพราะอากาศและอวกาศมีอาณาบริเวณที่ติดกัน องค์ประกอบหนึ่งของการเป็นประเทศคือมีดินแดนอธิปไตย ซึ่งไม่ได้จำกัดเพียงพื้นดินหรือพื้นน้ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงใต้ดินที่ตรงลงไป และบริเวณอากาศที่อยู่ในแนวตรงขึ้นไป หากสูงเกินกว่าบริเวณอากาศก็จะเป็นอวกาศ เฉพาะบริเวณอากาศนี้ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 1(1) ของอนุสัญญากรุงชิคาโกที่จัดตั้งองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (Chicago Convention on International Civil Aviation) ปี 1944 ที่ระบุไว้ว่า "บรรดาอัครภาคีผู้ทำสัญญายอมรับนับถือว่าทุกรัฐมีอธิปไตยโดยเฉพาะและสมบูรณ์เหนือห้วงอากาศบนอาณาเขตของตน เพื่อความมุ่งประสงค์แห่งอนุสัญญานี้ อาณาเขตของรัฐหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงอาณาเขตแห่งชาติ ทั้งของประเทศผู้ปกครองและของอาณานิคม และน่านน้ำอาณาเขตที่ติดต่อกับอาณาเขตนั้น"1 เรียกว่ารัฐมีสิทธิเหนือดินแดนของตน การเดินอากาศจึงได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาข้างต้น แต่ถ้าเป็นการเดินทางในอวกาศเหนือประเทศใดก็ตามจะไม่อยู่ในขอบเขตของอนุสัญญา ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่ต้องกำหนดบริเวณอากาศให้ชัดเจนจึงจะทราบว่ากฎหมายให้การคุ้มครองเพียงใด
1 http://www.aviation.go.th/


ชั้นบรรยากาศ
ที่มา http://www.soil.civil.mut.ac.th/rock/index1.html

สารานุกรมของบริทานิกาให้นิยามของอากาศว่า "อากาศคือการผสมของก๊าซและไม่ใช่สารประกอบทางเคมี" ราวครึ่งหนึ่งของอากาศที่ห่อหุ้มโลกอยู่ที่ความสูงไม่เกิน 5.8 กิโลเมตร และที่ความสูงขึ้นไปถึง 640 กิโลเมตรเหนือระดับน้ำทะเลก็ยังมีอากาศตามนิยามดังกล่าวอยู่ แม้จะน้อยก็ตาม ศาสตราจารย์ J.C.Cooper นักกฎหมายระหว่างประเทศเสนอว่า "เหนือผิวโลกตั้งแต่ 60 ไมล์ (ประมาณ 100 กิโลเมตร) ขึ้นไปเป็นสุญญากาศ" ดังนั้นย่านอากาศคือบริเวณที่ต่ำลงมา แม้จะได้รับการยอมรับมากแต่ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุป


เส้นทางการบินของ SpaceShipOne ที่สามารถบินจากอากาศสู่อวกาศได้
ที่มา http://pad39a.com/gene/ss1.html


SpaceShipOne
ที่มา http://pad39a.com/gene/ss1.html

อนุสัญญากรุงปารีส ปี 1919 (ภาคผนวก) และอนุสัญญากรุงชิคาโกปี 1944 ได้ให้นิยามว่าอากาศยานจะได้รับแรงพยุงในชั้นบรรยากาศจากปฏิกิริยาของอากาศ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ บริเวณอากาศเป็นบริเวณที่มีอากาศพอเพียงช่วยในการบินของบอลลูนหรือเครื่องบิน โดยนาย Oscar Schachter ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศได้เสนอแนวคิดนิยามนี้ในการประชุมของอนุกรรมการกฎหมายสหประชาชาติ แต่ก็ยังมีปัญหาที่ไม่ได้รับการยอมรับในบางประเด็นคือ

  1. แม้เป็นการนิยามตามอนุสัญญาทั้งสอง แต่การนิยามที่ขึ้นกับเพดานบินของเครื่องบินแล้ว ในบางประเทศให้นิยามเครื่องบินครอบคลุมถึงจรวดด้วย จะทำให้ระดับความสูงไม่เท่าเทียมกัน
  2. ความสูงของเครื่องบินตามนิยามจะหมายถึงความสูงที่เครื่องบินบินได้ขณะนั้น หรือที่อาจบินได้
  3. มีข้อโต้แย้งเรื่องความสูงที่แต่ละประเทศพยายามทำลายสถิติการบินสูงอยู่ตลอดเวลา และความสูงที่บินได้นั้นอาจถูกปกปิดเป็นความลับ จะทำให้เกิดปัญหาได้
แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวคิดเรื่องชั้นบรรยากาศตามนิยามข้างต้นก็เป็นแนวทางที่ประเทศส่วนใหญ่ให้การยอมรับ ที่ผ่านมายังไม่มีข้อขัดแย้งอย่างชัดเจนในเรื่องของบริเวณอากาศและอวกาศ เนื่องจากยานพาหนะที่ใช้ในแต่ละบริเวณมีความแตกต่างกัน หากในอนาคตที่ยานพาหนะสามารถทำงานได้ทั้งในสองบริเวณไปมาแล้ว จะต้องหานิยามของเส้นแบ่งระหว่างสองบริเวณที่จะทำให้บอกได้ชัดเจนว่ากฎหมายใดจึงจะมีผลบังคับใช้

ความพยายามให้นิยามบริเวณของอวกาศที่แน่นอนดังในข้อมติสมัชชาใหญ่ ที่ 2222 (XXI) ข้อ 4(b)2 ให้ทำการศึกษาข้อนิยามนี้ เพื่อกำหนดอาณาบริเวณที่กฎหมายอวกาศมีผลบังคับใช้ เช่นเดียวกับการกำหนดอาณาเขตทะเลหลวงหรืออาณาเขตประเทศ เนื่องจากการไม่กำหนดนิยามให้แน่นอนจะมีผลต่ออธิปไตยเหนือดินแดน เช่นในสนธิสัญญาเรื่องห้ามตั้งฐานทัพในอวกาศจะถือว่าความสูงเท่าไรเป็นอวกาศ เพราะหากตั้งอยู่ในบริเวณอากาศเหนือรัฐก็จะเป็นการดำเนินการในดินแดนของรัฐนั้นซึ่งไม่สามารถกระทำได้ แต่หากตั้งในบริเวณที่เป็นอวกาศเหนือรัฐนั้นจะกระทำได้ ในรายงานการประชุมของ Scientific and Technical Subcommittee of UN Committee on the Peaceful use of Outer Space สรุปไว้ในสมัยการประชุมที่ 5 ว่า "ยังไม่สามารถระบุเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์หรือทางเทคนิคที่จะนิยาม 'อวกาศ' ให้แน่นอนได้" ทั้งยังได้กล่าวไว้อีกว่า นิยามจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานวิจัยและสำรวจอวกาศ (Space Research and Exploration)
2 "4. Requests the Committee on the Peaceful Uses of Outer Space:…
   (b) To begin at the same time the study of questions relative to the definition of outer space and the utilization of outer space and celestial bodies, including the various implications of space communications;"

การกำหนดบริเวณชั้นอากาศโดยใช้ความสูงที่ต่ำที่สุดที่ดาวเทียมโคจรอยู่ได้ก็มีปัญหาว่าควรเป็นความสูงเท่าใด เพราะดาวเทียมแต่ละดวงก็มีความสูงที่ต่ำที่สุดต่างกัน เช่นสปุตนิคที่เป็นดาวเทียมดวงแรกอยู่ที่ความสูง 228 กิโลเมตร ส่วนดาวเทียมของสหรัฐที่ส่งตามมาอยู่ที่ 184 กิโลเมตร บางความเห็นบอกว่าให้ถือเอาความสูงที่ประเทศต่างๆ สามารถดำเนินกิจกรรมเช่นการบินของเครื่องบินได้เป็นบริเวณอากาศ สูงกว่านั้นเป็นชั้นอวกาศ แต่แนวคิดนี้จะทำให้เกิดความไม่เท่ากันในด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ขัดหลักการเท่าเทียมกันแห่งรัฐ (The principles of the equal rights of states)



ในส่วนนิยามของกิจกรรมอวกาศ (Outer Space Activities) เอง ปัจจุบันยังแต่ละรัฐให้นิยามต่างกันตามแนวคิดและวัตถุประสงค์ แต่มีนิยามที่เห็นพ้องต้องกันเป็นส่วนใหญ่คือ กิจกรรมอวกาศครอบคลุมถึงการนำเอาสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นไปอยู่ในวงโคจรใกล้โลก (Near Earth Orbit) พื้นที่ระหว่างดวงดาวต่างๆ เหนือทรงกลมแรงโน้มถ่วงที่ห่อหุ้มโลกออกไป รวมถึงผิวดวงจันทร์และเทหวัตถุต่างๆ (Celestial bodies) ยังครอบคลุมกิจกรรมของมนุษย์ (นักบินอวกาศ) และสิ่งที่ทำโดยอัตโนมัติหรือครอบคลุมระยะไกลด้วยวิทยุ อุปกรณ์ต่างๆบนอวกาศยาน อุปกรณ์ที่ติดตั้งในอวกาศหรือพื้นผิวเทหวัตถุ กิจกรรมอวกาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมที่กระทำในอวกาศเท่านั้น แต่รวมถึงกิจกรรมที่กระทำบนพื้นโลกและเกี่ยวข้องกับการสำรวจอวกาศ (Exploration) ด้วย ดังปรากฏในมาตรา VII ของสนธิสัญญาอวกาศปี 19673
3 Each State Party to the Treaty that launches or procures the launching of an object into outer space, including the moon and other celestial bodies, and each State Party from whose territory or facility an object is launched, is internationally liable for damage to another State Party to the Treaty or to its natural or juridical persons by such object or its component parts on the Earth, in air or in outer space, including the moon and other celestial bodies.

กฎระเบียบต่างๆ ในกฎหมายระหว่างประเทศหากเสนอขึ้นมาโดยรัฐทั้งหลายที่อาจถูกรัฐอื่นโต้แย้งสิทธิ หรือคัดค้าน แม้แต่องค์การสหประชาชาติเองก็ไม่มีอำนาจในการที่จะออกกฎหมายด้วยตนเอง ดังในการประชุมซานฟรานซิสโกปี 1945 ได้ลงมติไม่ยอมรับการเสนอของผู้แทนที่ร่วมประชุมในการที่จะให้ที่สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นผู้บัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหลักการนี้ย่อมรวมถึงการออกกฎหมายอวกาศด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงว่าองค์การสหประชาชาติไม่มีอำนาจเลย แต่จะเป็นการทำในกรอบองค์การระหว่างประเทศเพื่อให้ประเทศต่างๆ ให้การยอมรับ เช่น สนธิสัญญาอวกาศ 1967 ข้อตกลงการช่วยเหลือนักบินอวกาศ การส่งกลับนักบินอวกาศและวัตถุอวกาศที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศฯ ก็ถูกร่างขึ้นโดยอนุกรรมการกฎหมายของคณะกรรมการการใช้อวกาศอย่างสันติและต่อมาก็ได้รับการตราเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและอนุกรรมการนี้ถือได้ว่าเป็นหลักในการออกกฎหมายอวกาศ



หน่วยงานเฉพาะขององค์การสหประชาชาติที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายอวกาศคือ Committee on the Peaceful Uses of Outer Space (COPUOS) หน่วยงานนี้ตั้งขึ้นไม่นานหลังจากที่มีการส่ง Sputnik-1 ขึ้นไป โดยสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติได้ตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้ขึ้นมา เพื่อพิจารณาเรื่องต่อไปนี้

  • กิจกรรมและทรัพยากรขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialize agencies) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการใช้อวกาศอย่างสันติ
  • ประสานความร่วมมือและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องระหว่างประเทศที่ควรอยู่ในการดำเนินการขององค์การสหประชาชาติ
  • จัดการให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์การระหว่างประเทศในสาขาตามกรอบขององค์การสหประชาชาติ
  • ปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในการสำรวจอวกาศ
ในปี 1959 สมัชชาใหญ่ได้แต่งตั้งให้คณะกรรมการดังกล่าวเป็นกรรมการถาวรและกำหนดอำนาจหน้าที่ในข้อมติสมัชชาใหญ่ 1472 (XIV) โดยองค์การสหประชาชาติทำหน้าที่เป็นหน่วยกลางสำหรับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อการสำรวจและใช้อวกาศในทางสันติ คณะกรรมการนี้มีอนุกรรมการสองชุด คืออนุกรรมการทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอนุกรรมการด้านกฎหมาย สมัชชาใหญ่ได้กำหนดหน้าที่ให้ COUPOUS ดังนี้

  • ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับองค์การของรัฐหรือไม่ใช่รัฐก็ตามในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศ
  • ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนข้อมูลอันเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมอวกาศของรัฐต่างๆบนพื้นฐานของความสมัครใจ
  • เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ ได้แก่การแลกเปลี่ยนข้อมูลการวิจัยอวกาศ ความร่วมมือระหว่างชาติต่างๆในกิจกรรมอวกาศ และให้ความช่วยเหลือในการดำเนินกิจกรรมเหล่านั้น


กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศที่อาจกล่าวได้ว่ามีมาก่อนสนธิสัญญาอวกาศคือกฎหมายในการควบคุมการใช้ความถี่วิทยุซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการดำเนินกิจกรรมอวกาศ เนื่องจากการสื่อสารจากอวกาศมายังภาคพื้นดินทำได้เฉพาะทางคลื่นวิทยุเท่านั้น การสื่อสารวิทยุในอวกาศก็มีหน่วยงานออกกฎหมายคือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union, ITU) มีหน้าที่จัดทำกรอบระเบียบสำหรับการสื่อสารในอวกาศและจัดให้มีการประสานงานระหว่างประเทศและให้คำแนะนำสำหรับประเทศที่ต้องการใช้คลื่นความถี่ตามระเบียบที่กำหนดเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนการใช้งานความถี่ในประเทศสมาชิกอื่น โดยไม่ได้ใช้การบังคับ กฎหมายแรกคือ Atlantic City Radio 1947 ซึ่งต่อมาได้ถูกทดแทนด้วย Geneva Radio Regulation 1959

แก้ไขล่าสุด 12 กุมภาพันธ์ 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]