ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


2. ที่มาของกฎหมายอวกาศ
เมื่อหลายประเทศดำเนินกิจกรรมอวกาศ จึงจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมาเพื่อกำกับให้กิจกรรมอวกาศเป็นไปอย่างมีระเบียบ เป็นที่ยอมรับของทุกประเทศ เพราะการกระทำดังกล่าวจะก่อให้เกิดสิทธิ หน้าที่และ ข้อผูกพันแก่ผู้ดำเนินกิจกรรมอวกาศ การนำเอากฎหมายที่มีอยู่มาขยายขอบเขตการบังคับใช้ไม่สามารถทำได้ครอบคลุมทั้งหมด จึงต้องมีกฎหมายอวกาศเป็นกฎหมายเฉพาะขึ้นมา แนวคิดเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศของรัสเซียจะอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างต่อเนื่องและกฎหมาย คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีทำให้เกิดกฎหมายระหว่างประเทศสาขาใหม่ๆ เช่น กฎหมายอากาศ การใช้พลังงานนิวเคลียร์ การใช้ประโยชน์ท้องทะเล และพื้นมหาสมุทร สุดท้ายคือกฎหมายอวกาศ ในทางกลับกันกฎหมายก็ช่วยให้เทคโนโลยีพัฒนาได้เร็วขึ้น หลักการของกฎหมายระหว่างประเทศที่จะได้รับการยอมรับคือต้องนำไปใช้โดยอนุโลมกับรัฐต่างๆได้ กฎหมายอวกาศนี้มีที่มาจากหลายด้านดังนี้



2.1 กฎหมายอวกาศระหว่างประเทศ
กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายที่มีผลผูกพันในการบังคับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐรวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ รัฐหรือองค์กรระหว่างประเทศเหล่านั้นจึงอยู่ในขอบเขตภายใต้บังคับของกฎหมาย ความสัมพันธ์นี้ไม่ใช่กฎเกณฑ์ทางสังคม แต่เป็นการกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดเมื่อเกิดการละเมิดขึ้น กฎหมายระหว่างประเทศอาจเกิดจากจารีตประเพณีคือการปฎิบัติต่อกันมาอย่างยาวนาน โดยไม่ต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร อีกที่มาหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศคือการตกลงกันเป็นสนธิสัญญา ซึ่งเป็นลายลักษณ์อักษร หากกระทำกันระหว่างสองรัฐที่เรียกว่าแบบทวิภาคี หรือหลายรัฐตกลงกันเรียกว่าพหุภาคี ในปัจจุบันนี้ประเทศต่างๆ ได้ทำสนธิสัญญาระหว่างกันมากขึ้น กฎหมายระหว่างประเทศสามารถแบ่งออกได้เป็น กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนหรือนิติบุคคลเอกชน และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง (Public International Law) ที่มุ่งใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐภายใต้บังคับของกฎหมายนั้น

กฎหมายอวกาศระหว่างประเทศเป็นผลของยุคอวกาศ การที่เทคโนโลยีได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ประเทศต่างๆ ไม่สามารถสร้างจารีตประเพณีการดำเนินกิจการอวกาศขึ้นมาได้ จึงต้องมีการสร้างกฎหมายอวกาศขึ้นในรูปของสนธิสัญญาและข้อมติ องค์การที่มีบทบาทในการร่างกฎหมายนี้คือองค์การสหประชาชาติ โดยมีหลักการพื้นฐานมาจาก International Treaty Voluntarily Concluded by States ซึ่งการพัฒนานี้มาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หากเปรียบเทียบในช่วงเวลาสิบปีแรกของยุคอวกาศกับสิบปีแรกของยุคเริ่มต้นของการบินแล้วจะเห็นว่าความก้าวหน้าของยุคอวกาศมีความรวดเร็วกว่ามาก โดยมีการทดลองปล่อยจรวดนับร้อยลูกแต่มีการทดสอบการบินเพียงไม่กี่ครั้งในช่วงเวลาดังกล่าว เห็นได้ว่ากิจการอวกาศต้องใช้เงินลงทุนที่สูง จึงต้องหาหลักการที่ไม่ให้เกิดการกีดกันหรือขัดขวางจากประเทศอื่น เพราะประเทศต่างๆ ย่อมกลัวการแย่งชิงทรัพยากรเยี่ยงโจรสลัด สหภาพโซเวียตรัสเซียพยายามกล่าวอ้างว่าเป็นผู้ผลักดันกฎหมายให้เกิดการใช้อวกาศอย่างสันติ โดยมีประเทศในโลกที่สามให้การสนับสนุนเพื่อปกป้องผลประโยชน์แม้ว่าจะยังไม่มีความก้าวหน้าของตัวเองในเรื่องเทคโนโลยีอวกาศก็ตามแต่สหรัฐอเมริกาพยายามแสวงหาประโยชน์ฝ่ายเดียวโดยการขัดขวางการออกกฎหมาย ซึ่งในภายหลังทั้งสองฝ่ายก็มีความพยายามในการร่วมมือกัน เช่นกรณีเกิดเหตุขัดข้องกับยานอพอลโล 13 ประเทศต่างๆ ในยุโรปได้ลดการสื่อสารด้วยวิทยุเพื่อไม่ให้ไปรบกวนการสื่อสารระหว่างยานอพอลโล 13 กับสถานีภาคพื้นดิน รัสเซียเองก็ออกคำสั่งให้กองเรือของรัสเซียทั่วโลกให้ความช่วยเหลือในทุกทางหากพบยานอพอลโล 13


ยานอพอลโล 13 และลูกเรือได้รับการช่วยเหลือจากการร่อนลงในมหาสมุทรแปซิฟิก
ที่มา http://www.virginmedia.com/digital/galleries/nasa.php?ssid=17

กฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ในการกำกับกิจกรรมอวกาศได้แก่ อนุสัญญาระหว่างประเทศด้านไฟฟ้าสื่อสาร (The international Convention on Electric Communication) ปี 1965 และข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ (The International Radio Regulation) ปรับปรุงปี 1971 เพื่อให้ครอบคลุมการสื่อสารวิทยุในอวกาศ ในเดือนสิงหาคมปี 1968 หลายประเทศในเครือสังคมนิยมเช่น สาธารณรัฐบัลแกเรีย สาธารณรัฐคิวบา รัสเซียได้เสนอร่างข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้งระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมรวมถึงจัดตั้งองค์กรดาวเทียมสากล (Intersputnik) ต่อเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีผลเป็นทางการเมื่อ 12 กรกฏาคม 1971 และต่อมาก็มีการตกลงความร่วมมือตั้ง Intelsat ในปี 1971 เช่นกัน



2.2 สนธิสัญญาระหว่างประเทศ
สนธิสัญญาทางด้านอวกาศระหว่างประเทศมีหน่วยงานของสหประชาชาติ (United Nations Charter) ทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลกิจกรรมการสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศของรัฐต่างๆ ให้ปฏิบัติตามสนธิสัญญา รวมทั้งประสานประเทศต่างๆ ในการศึกษาปรับปรุงสนธิสัญญา ในการกำกับกิจการอวกาศนี้ยังสามารถใช้ข้อมติสมัชชาขององค์การก็ได้ ในสนธิสัญญาอวกาศ 1967 ก็ได้บัญญัติให้นำกฎหมายระหว่างประเทศมาใช้กับการดำเนินกิจกรรมอวกาศด้วย ดังในมาตรา 3 "รัฐผู้มีส่วนได้เสียตามสนธิสัญญาจะต้องดำเนินกิจกรรมสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรของสหประชาชาติเพื่อผลประโยชน์ในการธำรงรักษาสันติภาพสากล ความมั่นคง และส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศ* แม้ว่าสนธิสัญญาจะมีฐานมาจากกฎหมายระหว่างประเทศก็ตามแต่มีหลักกฎหมายเฉพาะและที่มาเฉพาะของตัวเอง เครื่องมือที่ใช้ในกฎหมายระหว่างประเทศคือการใช้สนธิสัญญาและข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถใช้ได้แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีการปกครองที่ต่างกันก็ตาม ในปัจจุบันมีข้อตกลงพหุพาคีในการกำกับกิจกรรมอวกาศของรัฐอยู่ไม่มากนัก โดยมีสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ฉบับ คือ

1. สนธิสัญญาอวกาศ 1967
2. ข้อตกลงการช่วยเหลือนักบินอวกาศ การส่งกลับนักบินอวกาศและวัตถุอวกาศที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศ
3. อนุสัญญาความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ
4. อนุสัญญาจดทะเบียนวัตถุที่ส่งเข้าสู่อวกาศ
5. ข้อตกลงควบคุมกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์และเทหวัตถุ

* States Parties to the Treaty shall carry on activities in the exploration and use of outer space, including the moon and other celestial bodies, in accordance with international law, including the Charter of the United Nations, in the interest of maintaining international peace and security and promoting international co-operation and understanding.

2.3 จารีตประเพณีระหว่างประเทศ
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งในองค์การสหประชาชาติตั้งขึ้นโดยมีการปฎิบัติตามมาตรา XIV ของกฎบัตรสหประชาติ ได้บัญญัติไว้ในวรรค B ของมาตรา 38 ของธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้การพิจารณาของศาลใช้จารีตประเพณีระหว่างประเทศด้วย ซึ่งในมาตรา 3 ของสนธิสัญญาอวกาศก็ได้กล่าวถึงกิจกรรมสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกฎบัตรของสหประชาชาติ ดังนั้นโดยนัยจึงต้องปฎิบัติตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศด้วยเช่นกัน จึงมีคำถามว่าการปฎิบัติใดจึงยอมรับได้ว่าเป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ แต่เนื่องจากกิจกรรมอวกาศแตกต่างจากกิจกรรมบนพื้นโลกหรือชั้นบรรยากาศมาก ดังนั้นจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่มีใช้อยู่กับกิจกรรมบนพื้นโลกจะไม่สามารถครอบคลุมกิจการอวกาศได้ เช่นการยึดครองพื้นที่ไม่มีเจ้าของบนโลกไม่สามารถใช้กับการยึดครองดวงดาว จารีตประเพณีจึงต้องเป็นจารีตประเพณีที่เกิดขึ้นในอวกาศหลังจากดำเนินกิจกรรมไปแล้วเป็นเวลานานพอ แต่จนถึงขณะนี้แล้วต้องถือว่าเวลายังไม่นานมากและกิจกรรมที่ทำอยู่ก็ยังไม่เป็นประจำจนถือได้ว่าเป็นจารีต จึงถือได้ว่าจารีตประเพณีเป็นที่มาลำดับรองของกฎหมายอวกาศในอนาคต



2.4 องค์การระหว่างประเทศและการสร้างกฎหมาย
กฎระเบียบต่างๆในกฎหมายระหว่างประเทศเสนอขึ้นมาโดยรัฐทั้งหลายที่อาจถูกรัฐอื่นโต้แย้งสิทธิ หรือคัดค้าน แม้แต่องค์การสหประชาชาติเองก็ไม่มีอำนาจในการที่จะออกกฎหมายด้วยตนเอง ดังในการประชุมซานฟรานซิสโกปี 1945 ได้ลงมติไม่ยอมรับการเสนอของผู้แทนที่ร่วมประชุมในการที่จะให้ที่สมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นผู้บัญญัติกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งหลักการนี้ย่อมรวมถึงการออกกฎหมายอวกาศด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความถึงว่าองค์การสหประชาชาติไม่มีอำนาจเลย แต่จะเป็นการทำในกรอบองค์การระหว่างประเทศเพื่อให้ประเทศต่างๆ ให้การยอมรับ เช่น สนธิสัญญาอวกาศ 1967 ข้อตกลงการช่วยเหลือนักบินอวกาศ การส่งกลับนักบินอวกาศและวัตถุอวกาศที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศฯ ก็ถูกร่างขึ้นโดยอนุกรรมการกฎหมายของคณะกรรมการการใช้อวกาศอย่างสันติและต่อมาก็ได้รับการตราเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและอนุกรรมการนี้ถือได้ว่าเป็นหลักในการออกกฎหมายอวกาศ

ทางด้านการสื่อสารวิทยุในอวกาศก็มีหน่วยงานออกกฎหมายคือสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International Telecommunication Union, ITU) มีหน้าที่จัดทำกรอบระเบียบสำหรับการสื่อสารในอวกาศและจัดให้มีการหารือระหว่างประเทศสำหรับประเทศที่ต้องการใช้คลื่นความถี่ตามระเบียบที่กำหนด

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    [1] Boris Belitsky, International space law , University Press of Pacific, 2000.
    [2] Bin Cheng, Studies in International Space Law, Clarendon Press Oxford, 1997
    [3] United Nations Treaties and Principles on Outer Space , United Nations, 2002.
    [4] ศาสตราจารย์ จาตุรนต์ ถิระวัฒน์, กฎหมายอวกาศ , สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

แก้ไขล่าสุด 5 เมษายน 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]