ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


หลักการที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติ
นอกจากสนธิสัญญาเกี่ยวกับอวกาศแล้ว ยังมีหลักการที่ได้รับการรับรองโดยสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับกิจการอวกาศมี 5 ฉบับ คือ

1. ปฏิญญาหลักการทางกฎหมายสำหรับกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศ(Declaration of Legal Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space)
จากข้อมติที่ 110 (II) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 1947 ในเรื่องการส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดสันติภาพได้ถูกนำมาปรับใช้เกี่ยวกับอวกาศ และจากข้อมติสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ 1721 (XVI) เมื่อ 20 ธันวาคม 1961 และ 1802 (XVII) เมื่อ 14 ธันวาคม 1962 ทำให้เกิดปฏิญญานี้ขึ้น โดยมีสาระสำคัญหลักอยู่ 9 ข้อ

1.1 การสำรวจและใช้อวกาศต้องเป็นไปเพื่อผล ประโยชน์และส่วนได้เสียของมนุษย์ชาติทั้งมวล

1.2 อวกาศและเทหวัตถุเป็นที่เสรีในการสำรวจของทุกรัฐอย่างเท่าเทียมกันและสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ

1.3 อวกาศและเทหวัตถุไม่ใช่สิ่งที่จะถูกชาติใดจัด สรรหรืออ้างอธิปไตย โดยการครอบครองหรือวิธีการอื่นใด

1.4 กิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศต้องดำเนินการสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศรวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ และธำรงไว้ซึ่งสันติภาพระหว่างประเทศ ความมั่นคงและส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจ

1.5 รัฐต้องรับผิดชอบระหว่างประเทศสำหรับการดำเนินกิจกรรมอวกาศของชาติไม่ว่าจะดำเนินการโดยหน่วยงานของรัฐหรือไม่ใช่หน่วยงานของรัฐก็ตาม รัฐสมาชิกเป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมอวกาศขององค์การระหว่างประเทศ

1.6 การสำรวจและใช้อวกาศ รัฐต้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักการความร่วมมือและช่วยเหลือกัน ถ้าคาดว่าจะทำให้เกิดความเสียหายจะต้องปรึกษาหารือกันระหว่างประเทศอย่างเหมาะสม

1.7 ความเป็นเจ้าของวัตถุที่ส่งขึ้นไปในอวกาศยังคงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากการเดินทางไปในอวกาศหรือการกลับสู่โลก

1.8 รัฐที่ส่งหรือจัดหาการส่งวัตถุไปในอวกาศและรัฐซึ่งใช้ดินแดนหรืออำนวยความสะดวกในการส่งวัตถุจะต้องรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่น

1.9 รัฐจะต้องถือว่านักบินอวกาศเป็นฑูตของมนุษยชาติในอวกาศและให้ความช่วยเหลือในทุกทางที่เป็นไปได้หากเกิดอุบัติเหตุหรือตกอยู่ในสภาวะทุกขภัยหรือลงจอดโดยเหตุฉุกเฉินในเขตดินแดนที่มีอำนาจหรือในทะเลหลวง



2. หลักการสำหรับรัฐเกี่ยวกับการใช้ดาวเทียมเพื่อการแพร่สัญญาณโทรทัศน์รับตรง (Principles Governing the Use by States of Artificial Earth Satellites for International Direct Television Broadcasting)
ร่างของหลักการนี้ได้รับการเสนอโดยรัสเซียในเดือนกรกฎาคม 1972 และอนุกรรมการกฎหมายได้เสนอหลักการให้สมัชชาใหญ่รับรองเมื่อ 12 พฤศจิกายน 1974 ปฏิญญานี้มีที่มาจากการเริ่มมีการทดลองแพร่สัญญาณในบางประเทศและคาดว่าจะมีการให้บริการในเชิงพาณิชย์ในเวลาต่อมา ซึ่งการให้บริการเช่นนี้มีผลกระทบอย่างยิ่งต่อการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมระหว่างประเทศ ปฏิญญานี้มุ่งหวังว่าจะทำให้เกิดความร่วมมือทางด้านนี้และหวังให้เป็นหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ

หลักการของปฏิญญาคือจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับอธิปไตยของรัฐต่างๆ รวมทั้งการไม่แทรกแซงและสิทธิของคนที่รับชม เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้ในเรื่องของวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างการศึกษา สังคมและเศรษฐกิจ โดยต้องให้เกิดประโยชน์ร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ฉันท์มิตร และจะต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติและสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า

3. หลักการเกี่ยวกับการสำรวจโลกระยะไกลจากอวกาศส่วนนอก (Principles Relating to Remote Sensing of the Earth from Outer Space)
การสำรวจระยะไกลหมายถึงการตรวจวัดผิวโลกจากอวกาศด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งแสงก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยไม่ว่าจะอาศัยการส่ง สะท้อน หรือหักเหของคลื่นเพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การใช้พื้นดินและป้องกันสิ่งแวดล้อม การสำรวจระยะไกลต้องทำไปเพื่อประโยชน์และส่วนได้เสียของทุกชาติ โดยไม่ขึ้นกับระดับเศรษฐกิจ สังคมหรือการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ สนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า โดยเฉพาะมาตรา 1 ประเทศที่ดำเนินการจะต้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ จะต้องจัดเตรียมข้อมูลทางเทคนิคช่วยเหลือรรัฐอื่นที่สนใจภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน กิจกรรมต้องช่วยป้องกันมนุษย์จากภัยพิบัติทางธรรมชาติ


ที่มา http://visual.merriam-webster.com/earth/geography/remote-sensing/radarsat-satellite.php

4. หลักการเกี่ยวกับการใช้แหล่งพลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศส่วนนอก (Principles Relevant to the Use of Nuclear Power Sources in Outer Space)
หลักการนี้ไม่ได้มีเพื่อห้ามการใช้นิวเคลียร์ในอวกาศ แต่เป็นหลักการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับมนุษย์ ประเมินความเสี่ยง และสิ่งที่ต้องปฎิบัติเมื่อวัตถุอวกาศกลับสู่โลกเช่นการแจ้งเตือน แหล่งพลังงานนิวเคลียร์นี้หมายถึงแหล่งผลิตกระแสไฟฟ้าในวัตถุอวกาศ โดยกำหนดถึงการออกแบบป้องกันรังสีที่อาจทำให้เกิดอันตราย โดยในเตาปฎิกรณ์จะใช้ได้เพียงยูเรเนียม 235

5. ปฏิญญาความร่วมมือระหว่างประเทศในการสำรวจและใช้อวกาศเพื่อประโยชน์และส่วนได้เสียของทุกรัฐ โดยเฉพาะเพื่อความต้องการของประเทศกำลังพัฒนา (Declaration on International Cooperation in the Exploration and Use of Outer Space for the Benefit and in the Interest of All States, Taking into Particular Account the Needs of Developing Countries)
เพื่อเป็นข้อแนะนำสำหรับการดำเนินกิจกรรมอวกาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความร่วมมือและช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนา


ที่มา http://www.esa.int/esaSC/120385_index_0_m.html

นิยามในเรื่องความคิดเกี่ยวกับวัตถุอวกาศ
จากที่กล่าวมาข้างต้น จำเป็นต้องนิยามเพื่อวางระเบียบกิจกรรมในการสำรวจและใช้อวกาศ สนธิสัญญาอวกาศและข้อตกลงในการให้ความช่วยเหลือนักบินอวกาศก็ไม่ได้ให้นิยามไว้ แต่กล่าวถึงวัตถุอวกาศ 2 แบบ คือวัตถุอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม (Manned Space Objects หรือ Spaceship) และวัตถุอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุม (Unmanned Space Object) สนธิสัญญาอวกาศใช้คำว่า “วัตถุอวกาศ” โดยมีความหมายไม่จำกัดอยู่เพียงวัตถุที่มนุษย์ส่งขึ้นไปในอวกาศเท่านั้น แต่หมายรวมถึงวัตถุที่ถูกส่งไปหรือสร้างขึ้นบนเทหวัตถุด้วย (มาตรา VIII) ในเรื่องความรับผิดความเสียหายระหว่างประเทศยังได้ให้นิยามเพิ่มเติมไว้อีกส่วนหนึ่ง

Prof.Rolando Quadri ให้นิยามวัตถุอวกาศแบบเดียวกับกิจกรรมอวกาศว่าเป็นกิจกรรมและพาหนะที่ไม่ได้รับผลจากกายภาพที่แวดล้อมโลก แนวคิดนี้ยังมีข้อโต้แย้งเพราะจะหมายถึงลักษณะเฉพาะของระบบขับดันจรวดที่ต่างจากเครื่องบิน ดังนั้นจรวดที่เป็น National Economy ก็จะถูกจัดเป็นวัตถุอวกาศด้วย

จนถึงปัจจุบันนี้ เราจะพิจารณาในทางปฎิบัติว่าวัตถุอวกาศหมายถึงวัตถุทุกชนิดที่ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรรอบโลกและที่เหนือขึ้นไป หรือที่มีเจตนาในวัตถุประสงค์ดังกล่าวซึ่งอาจไม่สำเร็จก็ได้

F.N.Kovalyov และ I.I.Cheprov ให้นิยาม “ยานอวกาศ (Space Flight)” คือการเดินทางของวัตถุที่มีความเร็วเชิงมุมขั้นต่ำและต่อมาภายหลังเดินทางไปตามวงโคจรรอบโลกหรือในทิศทางออกไปจากโลกแบบเส้นทางเปิด (Open Line) หรือกลับสู่โลก

E.G.Vagolevskaya ให้นิยามว่า ยานอวกาศคือยานที่ควบคุมด้วยมนุษย์หรือไม่ก็ตาม สามารถเดินทางรอบโลกหรือไปในอวกาศ รวมถึงยานใดๆที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ทำงานเป็นสถานีอวกาศ

G.P.Zhukov ให้นิยามว่าวัตถุอวกาศหมายถึงวัตถุใดๆ (หรือส่วนหนึ่งส่วนใด) ที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศหรือถูกสร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น และรวมถึงยานส่งวัตถุอวกาศหรือส่วนหนึ่งส่วนใด


Guennady P. Zhukov
ที่มา http://www.ppl.nl/100years/images/zhukov.jpg


นิยามนี้ครอบคลุมดาวเทียม สถานีอวกาศ ยานส่ง คือครอบคลุมทั้งหมด แต่อาจเกิดปัญหากับจรวดในชั้นบรรยากาศ (Upper Atmosphere and Near Earth Space) จะเป็นวัตถุอวกาศทั้งหมด เนื่องจากมีการขึ้นในแนวตั้งที่ความสูงต่างๆ และโค้งคล้ายกับจรวดส่งที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุอวกาศ ตามกฎแล้ว จรวดวิจัย (Research Rocket) เหล่านี้จะมีความเร็วไม่พอที่จะโคจรรอบโลกเหมือนจรวดส่งดาวเทียม แต่ก็เข้าถึงความสูงเดียวกับดาวเทียมที่โคจรรอบโลกชั่วขณะหนึ่ง จึงต้องถือว่าเป็นวัตถุอวกาศ ตัวอย่างของจรวดประเภทนี้ได้แก่ จรวด B-2-A ของรัสเซียที่ขึ้นสูง 212 กิโลเมตร จรวด Vertical Geophysical ขึ้นสูง 500 กิโลเมตร จรวด Vertical Space Probe ขึ้นสูง 4400 กิโลเมตรเพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศและไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ทั้งนี้ยังต้องพิจารณาวัตถุบางชนิดที่เข้าสู่อวกาศแต่โคจรไม่ครบรอบก่อนกลับสู่โลก (Sub Orbit Flight) เช่นจรวด Mercury-3 ของสหรัฐอเมริกาในปี 1961


Vertical Space Probe สามารถขึ้นสู่ความสูง 4400 กิโลเมตร หลังจากถูกยิงขึ้นเมื่อ 12 ตุลาคม 1967
ที่มา http://www.iss-reshetnev.com/?cid=subca&caid=4


นักกฎหมายบางส่วนเห็นด้วยกับ Zhukov โดยเห็นว่าจรวดวิจัยก็ต้องเป็นวัตถุอวกาศ และควรครอบคลุมจรวดข้ามทวีป (Inter Continental Ballistic Missile, ICBM) ที่ขึ้นไปสูงกว่าดาวเทียมหลายดวง อวกาศยานที่มีระบบอากาศสำหรับหายใจและมีจรวด เช่นกระสวยอวกาศก็ต้องถือว่าเป็นวัตถุอวกาศโดยการเทียบเคียง แต่ไม่ได้ใช้วิธีดูจากเจตนา

ในการศึกษากฎหมายอวกาศควรทราบนิยามที่สำคัญอีก 2 คำคือผู้อยู่ในบังคับ (Subjects) และวัตถุแห่งบังคับ (Object) ผู้อยู่ในบังคับคือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรืออาจเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางกฎหมายในกิจกรรมอวกาศ ผู้อยู่ในบังคับเป็นผู้ที่มีสิทธิและหน้าที่ วัตถุแห่งบังคับคือสิ่งที่แสดงวัตถุประสงค์ของผู้อยู่ในบังคับที่แสดงออกมา แต่ผู้ถือสิทธิ (Barer) ในการดำเนินกิจการอวกาศตามกฎหมายอวกาศต้องเป็นรัฐเท่านั้น เอกชนอาจดำเนินการโดยอาศัยสิทธิของรัฐเป็นเรื่องภายในของรัฐเท่านั้น ในทางกฎหมายถือว่ารัฐยังเป็นผู้ถือสิทธิอยู่เช่นเดิม ความสามารถทางกฎหมายอวกาศ (Space Legal Capacity) เป็นความสามารถในการมีสิทธิและข้อผูกพัน และความรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศส่วนนอก แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีความสามารถทางกฎหมายที่กำหนดไว้ในมาตรา 1 ของสนธิสัญญาอวกาศปี 1967 แต่ในทางปฏิบัติแล้วด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่มีทำให้แต่ละประเทศมีความสามารถทางปฏิบัติ (Space Legal Ability) แตกต่างกันได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    [1] Boris Belitsky, International space law , University Press of Pacific, 2000.
    [2] Bin Cheng, Studies in International Space Law, Clarendon Press Oxford, 1997
    [3] United Nations Treaties and Principles on Outer Space , United Nations, 2002.
    [4] ศาสตราจารย์ จาตุรนต์ ถิระวัฒน์, กฎหมายอวกาศ , สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

แก้ไขล่าสุด 1 กรกฎาคม 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]