ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


ในปัจจุบันมีสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้แล้ว 5 ฉบับ โดยแต่ละประเทศจะลงนามหรือไม่ลงนามในสนธิสัญญาในแต่ละฉบับนั้น ขึ้นอยู่กับนโยบายของประเทศนั้นๆ สนธิสัญญาทั้ง 5 ฉบับได้แก่

1. สนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า (Treaty on Principles Governing the Activities of States in the Exploration and Use of Outer Space Including the Moon and other Celestial Bodies) ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามที่กรุงลอนดอน กรุงมอสโก และกรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1967

การอ้างอิงอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับกฎหมายอวกาศมีขึ้นในการประชุม International Astronautical Congress เดือนสิงหาคม ค.ศ.1960 และในเอกสารขององค์การสหประชาชาติ (United Nation) ได้ใช้คำว่า "กฎหมายอวกาศ (Space Law)" เป็นครั้งแรกในข้อมติสมัชชาใหญ่ ที่ 2260 (XXII) เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ.1967

แต่ทั้งนี้กฎหมายอวกาศอาจถือได้ว่าเกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ.1967 เมื่อสนธิสัญญาอวกาศฉบับนี้มีผลบังคับ (ยอมรับข้อสัญญาเมื่อ 19 ธันวาคม ค.ศ.1967 และเปิดให้ลงนามเมื่อ 27 มกราคม ค.ศ.1967) โดยก่อนหน้านั้นถือเป็นเพียงสาขาหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศ

สนธิสัญญานี้เป็นสนธิสัญญาที่สำคัญที่สุดเนื่องจากเป็นสนธิสัญญาแรกและวางหลักการการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ ดวงจันทร์ และเทหวัตถุอื่นไว้ ทำให้สนธิสัญญาหรือปฏิญญาต่อมาก็จะวางหลักให้สอดคล้องกับสนธิสัญญานี้ และประเทศส่วนใหญ่ได้ลงนาม


ภาพจาก http://www.msss.com/mer_mission/index.html

หลักการเบื้องต้นของสนธิสัญญาอวกาศฉบับนี้ มีสาระสำคัญดังนี้
1.1 เสรีภาพในการสำรวจและใช้อวกาศและเทหวัตถุ

ในคำปรารภ (Preamble) ของสนธิสัญญาได้ระบุหัวใจสำคัญในเรื่องการใช้ประโยชน์จากอวกาศว่า "การสำรวจและใช้อวกาศจะต้องกระทำไปเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทุกคนโดยไม่ขึ้นกับระดับทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์"1 ทั้งยังได้เขียนไว้ในมาตรา 1 ของสนธิสัญญาด้วย เพื่อเป็นการย้ำถึงเสรีภาพของการใช้อวกาศเพื่อประโยชน์มนุษยชาติอย่างเท่าเทียมกันให้ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น โดยกล่าวว่าการทำกิจกรรมอวกาศนั้นจะต้องทำไปเพื่อผลประโยชน์และการมีส่วนได้เสียของทุกประเทศ ไม่ขึ้นว่าประเทศนั้นมีระดับทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์เพียงไร ในมาตรา 1 ได้กล่าวถึงสถานะของอวกาศว่าเป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษยชาติที่ทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ในการสำรวจและใช้อวกาศ หลักการเบื้องต้นนี้มีผลเป็นแนวทางสำหรับการสร้างหลักการเบื้องต้นของกฎหมายอวกาศระหว่างประเทศที่ตามมา โดยจะต้องอยู่บนพื้นฐานในมาตรา 1 นี้
1 Believing that the exploration and use of outer space should be carried on for the benefit of all people irrespective of the degree of their economic or scientific development

เรื่องสิทธิและข้อผูกพันนั้น ได้มีการบัญญัติให้การดำเนินกิจกรรมอวกาศต้องเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ ไว้ในมติสมัชชาสหประชาชาติที่ 1962 (XVII)2 ข้อ 2 ที่มีข้อความคล้ายมาตรา 1 วรรค 2 ของสนธิสัญญาอวกาศ 1967 โดยระบุไว้ว่า "อวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่นบนท้องฟ้า ต้องมีเสรีในการสำรวจและใช้โดยทุกรัฐ ปราศจากการเลือกปฏิบัติทั้งสิ้นบนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ และจะต้องสามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ของเทหวัตถุได้อย่างเสรี3"
2 13 ธันวาคม 1963
3 Outer space, including the moon and other celestial bodies, shall be free for exploration and use by all States without discrimination of any kind, on a basis of equality and in accordance with international law, and there shall be free access to all areas of celestial bodies.


ภาพจาก http://gmao.gsfc.nasa.gov/images/satellite.jpg

จากมาตรา 1 นี้ ทำให้การส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกเป็นสิ่งที่ทุกประเทศสามารถทำได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัดด้วยกฎหมายการบินและการละเมิดดินแดนเมื่อดาวเทียมที่โคจรในอวกาศผ่านเหนือดินแดนของประเทศใดๆ

ทั้งนี้ยังได้กำหนดสถานะทางกฎหมายของวัตถุที่โคจรรอบโลกไว้ในข้อมติสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ 1721 (XVI) ว่า "อวกาศและเทหวัตถุเป็นที่เสรีในการสำรวจหรือใช้ประโยชน์ของทุกรัฐที่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ" ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าจักรวาลที่กว้างใหญ่จะต้องทำการสำรวจด้วยผลประโยชน์ร่วมกันของทุกประเทศ ทั้งนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นของมวลมนุษยชาติซึ่งถือเป็นหลักพื้นฐานของการเดินทางไปในอวกาศ

หลักการเบื้องต้นในเรื่องเสรีภาพการสำรวจและใช้ประโยชน์อวกาศส่วนนอกเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ได้มีกิจกรรมอวกาศหลักๆ 3 แบบคือ การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ในอวกาศ อวกาศยานที่มีมนุษย์ควบคุม และการใช้ดาวเทียม (สถานีอวกาศ) เพื่อการสื่อสารวิทยุ โทรทัศน์ อุตุนิยมวิทยา นำร่องและศึกษาทรัพยากรของโลก กิจกรรมอวกาศของแต่ละรัฐจะทำในระดับชาติเป็นหลัก

1.2 ไม่สามารถยึด ครอบครองอวกาศหรือเทหวัตถุ

สนธิสัญญาให้การรับรองหลักการเบื้องต้นดังกล่าวไว้ เนื่องจากในมาตรา 2 ระบุว่า "อวกาศ รวมถึงดวงจันทร์ และเทหวัตถุอื่นไม่อยู่ภายใต้บังคับโดยการจัดสรรของชาติใดด้วยการอ้างอธิปไตย โดยการเข้าครอบครองหรือด้วยวิธีการอื่นใด"4
4 Outer space, including the Moon and other celestrial bodies, is not subject to national appropriation by claim of sovereignty, by means of use or occupation or by any other means.

ในช่วงแรกมีการพิจารณาอวกาศเหมือนกับทะเลหลวง (High sea) และเทหวัตถุในท้องฟ้าเหมือนเกาะในทะเล หากเป็นเช่นนั้นหมายความว่าอวกาศเป็นของทุกคน และเทหวัตถุก็ไม่มีเจ้าของ จะทำให้รัฐต่างๆ อาจอ้างสิทธิครอบครองเทหวัตถุได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ขัดต่อความเท่าเทียมกันของประเทศต่างๆ เพราะประเทศที่มีความสามารถทางเทคโนโลยีสูงกว่าจะได้ประโยชน์มากกว่า โดยแต่เดิมนั้นสหรัฐอเมริกาเองสนับสนุนแนวคิดเช่นนี้จนกระทั่งเมื่อโซเวียตรัสเซียได้ส่งยาน Luna III ไปถ่ายภาพสำรวจด้านมืดของดวงจันทร์เมื่อ 7 ตุลาคม 1959 ทำให้เห็นถึงผลที่จะเกิดขึ้นหากมีการแย่งชิงความได้เปรียบทางเทคโนโลยี ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมายอมรับเรื่องการไม่ครอบครองเทหวัตถุ

ในหลักการนี้ทำให้ประเทศต่างๆ ไม่สามารถอ้างการครอบครองอวกาศและเทหวัตถุไม่ว่าด้วยกรณีใดๆ แต่สามารถดำเนินกิจกรรมที่มีลักษณะการติดตั้งถาวร เช่น สถานีอวกาศได้ด้วยการปรึกษาหารือกับนานาชาติ ตามมาตรา 9


ภาพจาก http://www.upi.com/enl-win/5708a6122e94369b5388fc4100eecc87/

1.3 การสำรวจและใช้อวกาศและเทหวัตถุตามหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงหลักการพื้นฐานของกฎบัตรสหประชาชาติ

ในข้อมติสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ 1721 (XVIII) เมื่อ 20 ธันวาคม 1961 และมาตรา 1 ของสนธิสัญญาอวกาศได้บัญญัติให้การดำเนินกิจการอวกาศต้องสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ ทั้งในสนธิสัญญานี้ได้กล่าวย้ำไว้อีกครั้งในมาตรา 3 แสดงถึงความสำคัญของหลักการ และได้กล่าวไว้เช่นเดียวกันนี้ รัฐต่างๆ ต้องดำเนินกิจการอวกาศตามปฏิญญาในหลักพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างรัฐตามกฎบัตร ซึ่งมีหลักการ 7 ข้อคือ

(ก) ห้ามข่มขู่หรือใช้กำลัง
(ข) ให้แก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศด้วยสันติ
(ค) ไม่แทรกแทรงกิจการภายในของรัฐอื่น
(ง) ความร่วมมือระหว่างรัฐต้องเป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ
(จ) มนุษย์มีสิทธิและการตัดสินใจที่เท่าเทียมกัน
(ฉ) รัฐต่างๆ มีอธิปไตยอย่างเท่าเทียมกัน
(ซ) กิจการระหว่างประเทศต้องเป็นไปโดยสุจริต

การห้ามโจมตีตามกฎหมายระหว่างประเทศหรืออีกนัยหนึ่งเป็นการปลดอาวุธอย่างสมบูรณ์ เป็นแนวทางการพัฒนาเรื่องหลักการไม่ใช้กำลัง หลักการดังกล่าวยังรวมถึงการละเมิดกฎหมายในการรุกรานหรือข่มขู่ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการทำให้เป็นเขตปลอดอาวุธและความเป็นกลางในอวกาศ

ตามที่รัฐต่างๆ ถูกบังคับให้ทำกิจกรรมสำรวจและใช้อวกาศตามกฎหมายระหว่างประเทศรวมทั้งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ก็ไม่ได้รวมถึงการใช้อวกาศต่อการคุกคามในกระบวนการป้องกันตนเองซึ่งในกฎบัตรสหประชาชาติได้อนุญาตให้ประเทศต่างๆ ป้องกันตนเองได้ หากถูกคุกคามด้วยอาวุธ อย่างไรก็ตามการพยายามตีความแบบขยายของมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติควรต้องถูกปฎิเสธ ตัวอย่างเช่นนักกฎหมายอเมริกัน J.C.Cooper บอกว่าเป็นสิทธิที่ยึดถือกันตลอดมาว่า การป้องกันตนด้วยการป้องกัน (Preventive self defence) ไม่ถูกจำกัดโดยการเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสงครามเพื่อการป้องกันจะทำให้เกิดผลตามมาไม่เป็นคุณต่อการใช้อย่างสันติ โดยเราไม่สามารถทราบถึงลักษณะของยานที่ส่งขึ้นไปในอวกาศ แล้วประเทศต่างๆ มีสิทธิยิงทำลายยานนั้นโดยอ้างการป้องกันอย่างเหมาะสม จะทำให้เกิดปราศจากขื่อแปไร้กฎหมายในอวกาศขึ้น ทั้งจะไม่มีหลักประกันใดได้เลยว่าอากาศยานที่มีมนุษย์อยู่ด้วยและมีวัตถุประสงค์ในทางสันติโดยแท้จะไม่ถูกยิงลงมา โดยประเทศที่อ้างการถูกคุกคาม ทำให้แนวคิดเรื่องการใช้มาตรา 51 ในเชิงป้องกันควรถูกจำกัดออกไป โดยการเขียนย้ำให้ชัดเจนว่าการตอบโต้จะกระทำได้เมื่อมีการรุกรานด้วยอาวุธ จะทำให้ไม่สามารถอ้างการทำสงครามป้องกันตัวเองได้อย่างง่าย


ภาพจาก http://www.fly.co.uk/blog/wp-content/uploads/space-tourism-image.jpg

1.4 ปลอดจากทหารในบางส่วนของอวกาศและปลอดทหารทั้งหมดในเทหวัตถุ

ในมาตรา 4 ของสนธิสัญญาอวกาศได้บัญญัติห้ามการทำกิจกรรมบางอย่างเช่น การห้ามส่งอาวุธนิวเคลียร์หรืออาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงไปโคจรรอบโลก ห้ามติดตั้งอาวุธดังกล่าวบนเทหวัตถุหรือตั้งสถานีอาวุธในอวกาศ เป็นการยืนยันข้อมติสมัชชาใหญ่องค์การสหประชาชาติที่ 1884 เมื่อ 17 ตุลาคม 1963 ซึ่งมีที่มาจากข้อตกลงทวิภาคีระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตรัสเซีย ในมาตรา 4 นี้ยังได้บัญญัติถึงการใช้ดวงจันทร์และเทหวัตถุต้องเป็นไปเพื่อสันติเท่านั้น ห้ามการตั้งฐานทัพทางทหาร ติดตั้งป้อมปราการ ทดสอบอาวุธบนเทหวัตถุใดๆ แต่ในขณะเดียวกันไม่มีการห้ามใช้บุคคลากรทางทหารในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์หรือเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ

1.5 การคงไว้ซึ่งอธิปไตยของรัฐต่อวัตถุอวกาศที่ส่งขึ้นไป

มาตรา 8 รัฐภาคีของสนธิสัญญาซึ่งได้จดทะเบียนวัตถุที่ส่งขึ้นไปในอวกาศจะยังคงไว้ซึ่งเขตอำนาจทางศาลและการควบคุมเหนือวัตถุนั้น และเหนือบุคคลนั้นในอวกาศหรือบนเทหวัตถุ ความเป็นเจ้าของวัตถุที่ส่งขึ้นไปในอวกาศรวมถึงวัตถุที่กลับลงมาหรือถูกสร้างขึ้นบนเทหวัตุและส่วนประกอบของวัตถุจะไม่ได้รับผลจากการที่อยู่ในอวกาศหรือบนเทหวัตถุหรือการกลับสู่โลก วัตถุใดหรือส่วนประกอบของวัตถุที่พบที่ถูกพบนอกเหนือขอบเขตของรัฐภาคีของสัธิสัญญาที่ได้จดทะเบียนไว้จะต้องถูกส่งกลับไปยังรัฐภาคีนั้นเมื่อได้รับการร้องขอและแสดงข้อมูลที่ใช้ระบุก่อนการส่งกลับ

ประเทศตะวันตกเคยมีแนวคิดว่า เมื่อส่งวัตถุใดไปในอวกาศแล้วจะเสียสัญชาติและเป็นวัตถุที่ไม่มีเจ้าของ (No man’s object) เหมือนขวดน้ำที่พบในทะเลหลวง แต่รัสเซียได้ต่อต้านแนวคิดนี้ดังใน ปฏิญญา 1962 (XVIII) ปี 1963 เมื่อรัฐยังคงเป็นเจ้าของอยู่ ดังนั้นเมื่อพบต้องส่งคืน อย่างไรก็ตามสนธิสัญญานี้ก็ไม่ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของวัตถุอวกาศและบุคคลในขณะที่อยู่ในชั้นบรรยากาศในดินแดนของรัฐอื่น ซึ่งหากจะตอบคำถามนี้ได้จะต้องมีข้อตกลงระหว่างประเทศที่เหมาะสมเสียก่อน โดยอาจมีสองแนวทาง

แนวทางแรกคือให้รัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศยังคงไว้ซึ่งเขตอำนาจทางกฎหมายและการควบคุมอยู่ตลอดการเดินทางอวกาศรวมถึงขณะอยู่ในชั้นบรรยากาศของรัฐอื่นด้วย ทั้งนี้ต้องได้รับความยินยอมในการบินผ่านน่านฟ้าของรัฐนั้นด้วย

แนวทางที่สองคือให้การยอมรับการเดินทางอวกาศของวัตถุรวมตลอดทั้งย่านบรรยากาศด้วย


ภาพจาก http://www.worldculturepictorial.com/images/content_2/satellite-collision_in_space.jpg

1.6 ความรับผิดชอบสากลของรัฐในการดำเนินกิจกรรมของชาติในอวกาศรวมทั้งความรับผิดต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ

มาตรา 6 ของสนธิสัญญาอวกาศมีสาระสำคัญว่า รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องรับผิดชอบระหว่างประเทศสำหรับกิจการของชาติในอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น ไม่ว่ากิจกรรมนั้นจะกระทำโดยหน่วยงานของรัฐหรือไม่ใช่หน่วยงานของรัฐก็ตาม เพื่อเป็นการประกันได้ว่ากิจกรรมของชาติจะดำเนินไปสอดคล้องกับบทบัญญัติในสนธิสัญญานี้ กิจกรรมของหน่วยงานที่ไม่ใช่ของรัฐในอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น จะต้องได้รับการอนุญาตและการควบคุมดูแลอย่างต่อเนื่องโดยรัฐภาคีตามสนธิสัญญา เมื่อกิจกรรมได้ดำเนินไปในอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่นโดยองค์การระหว่างประเทศแล้วความรับผิดชอบตามสนธิสัญญานี้จะรับไว้โดยองค์การระหว่างประเทศและรัฐภาคีของสนธิสัญญาที่มีส่วนในองค์การระหว่างประเทศ

มาตรานี้กำหนดให้รัฐภาคีตามสนธิสัญญาเป็นผู้ที่ต้องจะต้องรับผิดชอบในทางสากลสำหรับกิจการของชาติในอวกาศไม่ว่าจะดำเนินโดยองค์การของรัฐหรือเอกชน ในบางรัฐอาจให้เอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมอวกาศได้แต่ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องภายในของประเทศนั้น ซึ่งแนวคิดนี้จำเป็นเพราะหากรัฐให้เอกชนดำเนินกิจกรรมอวกาศโดยถือเป็นกิจการระหว่างประเทศแล้ว หากเกิดปัญหาใดขึ้นมาจะเอกชนอาจไม่อยู่แล้วหรือไม่สามารถรับผิดชอบความเสียหายได้ แต่ความคงอยู่ของรัฐนั้นมั่นคงกว่า

ในส่วนขององค์การระหว่างประเทศอาจดูเหมือนสนธิสัญญามีความขัดแย้งกันกับในมาตรา 8 และ 14 เนื่องจากในมาตรานี้ให้องค์การระหว่างประเทศเป็นผู้ดำเนินกิจการอวกาศได้ แต่ในมาตรา 8 และ 14 นั้นไม่ให้องค์การระหว่างประเทศมีสิทธิและความผูกพัน แต่ในมาตรานี้เป็นเรื่องของความรับผิดที่เกิดขึ้น โดยจะให้รัฐที่เกี่ยวข้องกับองค์การระหว่างประเทศมาร่วมรับผิดเท่านั้น

1.7 ป้องกันโอกาสของผลเสียที่ตามมาจากการทดลองในอวกาศและบนเทหวัตถุ

จะเห็นว่าในปัจจุบันโลกมีปัญหาจากมลพิษมาก ทั้งมลพิษต่อดิน น้ำและบรรยากาศ ซึ่งมนุษย์เป็นผู้ที่ก่อขึ้น จึงต้องมีการป้องกันไม่ให้เกิดมลภาวะขึ้นในอวกาศเมื่อมนุษย์ไปทำกิจกรรมในอวกาศ ดังปรากฎในมาตรา 9 ที่มีสาระสำคัญว่า "ในการสำรวจและใช้ประโยชน์จากอวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องทำตามหลักการความร่วมมือและช่วยเหลือร่วมกันและจะต้องดำเนินกิจกรรมอวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทุกรัฐภาคีของสนธิสัญญา รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องมุ่งมั่นศึกษาอวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น และดำเนินการศึกษาที่กล่าวมาแล้วโดยหลีกเลี่ยงการทำให้ปนเปื้อนให้เสียหายและไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโลกจากการนำมาซึ่งสิ่งต่างๆ จากธรณีวิทยานอกโลก และควรจะต้องมีมาตรการที่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เช่นนี้...."

การปนเปื้อนนี้เป็นสภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไปจากการทดลองมีความหมายรวมถึงขยะและสิ่งที่แปลกปลอมต่างๆจากสภาพปกติในทางที่เสียหายด้วย ในปัจจุบันมีสิ่งที่มนุษย์ส่งขึ้นสู่อวกาศและหมดอายุการใช้งานแล้วนับหมื่นชิ้นที่ยังโคจรอยู่รอบโลกที่ความสูงต่างกัน เรียกว่าขยะอวกาศ ที่ทำให้เกิดปัญหา ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดโอกาสชนกันแต่ยังรวมถึงการส่งคลื่นวิทยุออกมารบกวนการสื่อสารในอวกาศด้วย ซึ่งการป้องกันสภาพแวดล้อมในอวกาศ จากสนธิสัญญานี้ทำให้เกิดสนธิสัญญาอวกาศปี 1967 ในการห้ามปล่อยอาวุธนิวเคลียร์ในอวกาศด้วย

มาตรา 9 ได้กำหนดวิธีปฏิบัติสำหรับรัฐภาคีที่ต้องการดำเนินกิจกรรมหรือการทดลองของชาติในอวกาศที่อาจเกิดผลกระทบในทางเสียหายต่อการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่นในทางสันติแล้วจะต้องทำการปรึกษาหารืออย่างเหมาะสมในระดับสากลกับประเทศอื่นๆ ก่อน


ภาพจาก http://www.thespacereview.com/article/1101/1

1.8 การให้ความช่วยเหลือต่อบุคคลากรของอวกาศยานในกรณีเกิดอุบัติเหตุ อยู่ในสถานะลำบาก หรือการลงฉุกเฉิน

มาตรา 5 ของสนธิสัญญากล่าวถึงสถานะของนักบินอวกาศว่า "รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องถือว่า นักบินอวกาศเป็นผู้แทนทางการฑูตในอวกาศของมนุษยชาติทั้งมวลและจะต้องให้ความช่วยเหลือทุกทางที่เป็นไปได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือต้องลงฉุกเฉินในดินแดนของรัฐอื่นหรือในทะเลหลวง เมื่อนักบินอวกาศลงมาแล้วจะต้องส่งให้กับประเทศเจ้าของยานอวกาศอย่างปลอดภัย

การดำเนินกิจกรรมในอวกาศและบนเทหวัตถุ นักบินอวกาศของรัฐภาคีของสนธิสัญญาหนึ่งจะต้องให้การช่วยเหลือทุกอย่างที่เป็นไปได้แก่นักบินอวกาศของรัฐภาคีอื่น

รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องแจ้งแก่รัฐภาคีอื่นหรือเลขาธิการองค์การสหประชาชาติอย่างทันที เมื่อเกิดเหตุการณ์ใดที่พบในอวกาศ ดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่นที่อาจเป็นอัตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของนักบินอวกาศ"

โดยจะเห็นได้ว่าสถานะของนักบินอวกาศ (Astronaut) ที่แปลว่า คนที่บินไปยังดวงดาว ในมาตรานี้เท่ากับเป็นผู้แทนมนุษยชาติ ที่มีเกียรติสูง และได้รับความคุ้มครองในการดำเนินงาน แม้ในประเทศที่ดำเนินกิจกรรมอวกาศเองก็ได้รับการยกย่องอย่างสูง เช่น ผู้ที่ไปกับยานอวกาศรัสเซียทุกคนต่อมาจะได้คำนำหน้าชื่อเป็น Pilot-cosmonaut (Cosmonaut แปลว่า ทุกคนที่ไปในอวกาศ ซึ่งจะมีความหมายเช่นเดียวกับ Astronaut ในภาษาอังกฤษ) นักบินอวกาศจะต้องได้รับการช่วยเหลือทำนองเดียวกับกัปตันเรือในอนุสัญญาระหว่างประเทศเรื่องความปลอดภัยของชีวิตในทะเลปี 1960 ซึ่งเมื่อกัปตันเรือได้รับสัญญาณวิทยุขอความช่วยเหลือ (SOS) จะต้องมุ่งหน้าไปให้ความช่วยเหลือทันที แต่ในกรณีของกิจกรรมอวกาศนี้ใช้คำว่า "ความช่วยเหลือที่เป็นไปได้" ซึ่งเป็นข้อจำกัดมากกว่ากรณีในทะเลเนื่องจากกิจกรรมอวกาศมีความซับซ้อนกว่ามาก


ภาพจาก http://www.missingpeaceart.org/

1.9 ความร่วมมือระหว่างประเทศในการสำรวจและใช้อวกาศและเทหวัตถุอย่างสันติ

มาตรา 10 กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างประเทศไว้ว่า "เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการสำรวจและใช้อวกาศ รวมทั้งดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญานี้ รัฐภาคีของสนธิสัญญาจะต้องพิจารณาต่อการร้องขอจากรัฐภาคีอื่นของสนธิสัญญานี้บนหลักเกณฑ์ของความเท่าเทียมกันที่สามารถให้แก่การติดตามการเดินทางของวัตถุอวกาศที่ส่งโดยรัฐเหล่านั้น ธรรมชาติของแต่ละโอกาสในการเฝ้าสังเกตและสภาวะที่ซึ่งสามารถให้ได้นี้ให้พิจารณาจากความตกลงของรัฐที่เกี่ยวข้อง"

วัตถุอวกาศที่ส่งขึ้นไปโดยประเทศต่างๆ จะถูกเฝ้าตรวจโดยสถานีเฉพาะด้วยคลื่นวิทยุ ทางแสง หรืออุปกรณ์อื่น รวมทั้งสามารถรับข้อมูลระยะไกล ขึ้นกับวัตถุนั้น ประเทศที่ส่งวัตถุอวกาศเองก็ไม่สามารถติดตามวัตถุอวกาศนั้นได้ตลอดเวลาเนื่องจากการหมุนของโลกและตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ จึงต้องเกิดความร่วมมือระหว่างประเทศในการติดตามวัตถุอวกาศและข้อมูลที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือติดตามยานที่มีมนุษย์ควบคุม เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตของนักบินอวกาศ ความร่วมมือมีได้ใน 3 ลักษณะ

(ก) การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารผ่านทาง COSPAR (Committee on Space Research)
(ข) ความตกลงระหว่างรัฐผู้ส่ง (Launching State) กับรัฐเจ้าของพื้นที่ที่ตั้งสถานีติดตาม
(ค) โดยการสรุปร่วมกันระหว่างรัฐในการสร้างและใช้สถานีติดตาม

ตัวอย่างข้อตกลงได้แก่ การลงนามที่ปารีสเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1966 ระหว่าง Europian Space Research Organization (ESRO) กับสหรัฐอเมริกา ในการตั้งสถานีติดตามครั้งแรกในดินแดนของสหรัฐอเมริกา (Vicinity of Fairbank, Alaska) เพื่อรับข้อมูลระยะไกลจากดาวเทียมและส่งคำสั่งไปยังดาวเทียม

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    [1] Boris Belitsky, International space law , University Press of Pacific, 2000.
    [2] Bin Cheng, Studies in International Space Law, Clarendon Press Oxford, 1997
    [3] United Nations Treaties and Principles on Outer Space , United Nations, 2002.
    [4] ศาสตราจารย์ จาตุรนต์ ถิระวัฒน์, กฎหมายอวกาศ , สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

แก้ไขล่าสุด 1 สิงหาคม 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]