ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย รศ.ดร.สุเจตน์ จันทรังษ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


2. ข้อตกลงการช่วยเหลือนักบินอวกาศ การส่งกลับนักบินอวกาศและวัตถุอวกาศที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศ (Agreement on the Rescue of Astronauts, the Return of Astronauts and the Return of Objects Launched into Outer Space)


ภาพจาก http://commons.wikimedia.org/wiki/File:S69-22265.jpg

ประเทศไทยเข้าร่วมลงนามที่กรุงลอนดอน กรุงมอสโก และกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 29, 26 และ 30 เดือนพฤษภาคม ค.ศ.1969 ตามลำดับ ข้อตกลงนี้เป็นผลมาจากข้อมติที่ 2222 (XXI) เมื่อ 19 ธันวาคม 1966 ที่มาเป็นสนธิสัญญาอวกาศ 1967 สาระสำคัญของข้อตกลงนี้คือการต้องให้ความช่วยเหลือนักบินอวกาศเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือลงจอดในดินแดนที่ไม่ได้เป็นผู้ส่ง และกำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตราต่างๆ

มาตรา 1 แต่ละประเทศที่ลงนามเมื่อได้รับข้อมูลหรือพบว่าบุคคลในยานอวกาศได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหรือตกอยู่ในสภาวะเหตุทุกขภัยหรือลงจอดโดยเหตุฉุกเฉินหรือไม่คาดคิดในเขตดินแดนที่มีอำนาจหรือในทะเลหลวงหรือในดินแดนใดที่ไม่ได้อยู่ในเขตอำนาจของรัฐใดๆจะต้องดำเนินการดังนี้ทันที

(ก) แจ้งแก่หน่วยงานผู้ส่ง หรือหากไม่สามารถระบุและติดต่อกับรัฐผู้ส่งได้ทันที ให้แจ้งข่าวแก่สาธารณะทุกทางในช่องทางที่เหมาะสม
(ข) แจ้งแก่เลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติซึ่งจะประกาศข่าวออกไปโดยไม่รอช้าทางสื่อสารมวลชนทุกช่องทางที่เหมาะสมตามอำนาจให้ดำเนินการ

ข้อตกลงนี้ยังกำหนดมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความทับซ้อนของกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น ดังมาตรา 3 มีสาระสำคัญว่า "ถ้าข้อมูลที่ได้รับหรือค้นพบว่าบุคคลากรของยานอวกาศอยู่ในทะเลหลวงหรือในดินแดนอื่นที่ไม่อยู่ภายใต้เขตของรัฐใด รัฐที่ได้รับข้อมูลที่อยู่ในสถานะที่จะทำได้ หากจำเป็นให้ขยายความช่วยเหลือในการค้นหาและกู้ภัยสำหรับบุคคลากรนั้นเพื่อให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างทันท่วงที และจะต้องแจ้งให้แก่หน่วยงานของผู้ส่งและเลขาธิการใหญ่ขององค์การสหประชาชาติถึงขั้นตอนที่ดำเนินการและความก้าวหน้า"

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นการให้อำนาจแก่รัฐที่ทำการช่วยเหลือในกรณีที่เกิดเหตุในทะเลหลวงหรือดินแดนที่ไม่มีผู้ครอบครอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องดินแดนและผู้ที่ช่วยเหลือ การแจ้งข้อมูลตามข้อตกลงนี้จะกล่าวถึงการแจ้งแก่หน่วยงานผู้ส่ง (Launching authority) เป็นหลัก เนื่องจากจะทำได้ง่ายกว่าการแจ้งแก่รัฐผู้ส่ง (Launching state) เพราะนิยามของรัฐผู้ส่งกว้างขวางกว่า หน่วยงานผู้ส่งนี้มีนิยามตามมาตรา 6 ดังนี้


ภาพจาก http://saturnic.livejournal.com/264970.html

"เพื่อวัตถุประสงค์ของข้อตกลงนี้ คำว่า ‘หน่วยงานผู้ส่ง’ หมายถึงรัฐที่รับผิดชอบในการส่ง หรือองค์การร่วมมือของรัฐระหว่างประเทศที่รับผิดชอบการส่ง หากองค์การนั้นประกาศยอมรับสิทธิและข้อผูกพันธ์ที่เกิดขึ้นตามข้อตกลงนี้และรัฐสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์การเป็นผู้ให้สัญญากับข้อตกลงนี้และสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า"

รัฐผู้ส่งมีนิยามดังในมาตรา 7 ของสนธิสัญญาอวกาศว่า "แต่ละรัฐภาคีของสนธิสัญญาที่ส่งหรือจัดหาการส่งวัตถุขึ้นไปในอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น และแต่ละรัฐภาคีของสนธิสัญญาซึ่งใช้ดินแดนหรือให้ความสะดวกในการส่งจะมีความรับผิดระหว่างประเทศสำหรับความเสียหายต่อรัฐภาคีอื่นของสนธิสัญญาหรือต่อธรรมชาติหรือทางกฎหมายต่อบุคคลจากวัตถุหรือส่วนประกอบบนโลก ในห้วงอากาศหรือในอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่น" ซึ่งเห็นได้ว่าไม่เพียงหน่วยงานผู้ส่งเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายเนื่องจากวัตถุที่ส่ง แต่รวมถึงผู้ที่จ้างส่ง หรือมีส่วนร่วมใดๆ ก็ตามในการส่งด้วย เช่นเจ้าของดาวเทียมที่จ้างให้รัฐอื่นเป็นผู้ส่ง ทั้งผู้ที่เป็นเจ้าของดาวเทียมและผู้ส่งต่างต้องรับผิดหากการส่งนั้นเกิดความเสียหายใดๆ บนพื้นโลก ในห้วงบรรยากาศหรือในอวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า

3. อนุสัญญาความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ (Convention on International Liability for Damage Caused by Space Object)

อนุสัญญานี้เปิดให้ลงนามตั้งแต่ปี 29 มีนาคม 1972 ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามเป็นภาคีของอนุสัญญานี้ แต่กระนั้นก็ตามในกรณีที่ประเทศไทยทำกิจกรรมอวกาศเช่นการส่งดาวเทียมซึ่งถือว่าประเทศไทยจะต้องเป็นรัฐผู้ส่งด้วยก็อาจต้องถูกรัฐที่ให้บริการส่งดาวเทียมกำหนดให้ประเทศไทยต้องร่วมรับผิดในกรณีที่เกิดความเสียหายด้วยตามมาตรา 221 แม้ว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นรัฐสมาชิกของอนุสัญญานี้ก็ตาม อนุสัญญาความรับผิดระหว่างประเทศฯ กล่าวถึงความรับผิดของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดจากวัตถุอวกาศ ดังที่ได้ระบุวัตถุประสงค์ไว้ในมาตรา 1 มีสาระสำคัญว่า
1 มาตรา 22 ในอนุสัญญานี้ ยกเว้นในมาตรา 24 ถึง 27 รัฐที่อ้างถึงให้ใช้บังคับกับองค์การระหว่างประเทศสากลซึ่งดำเนินกิจกรรมอวกาศถ้าองค์การนั้นแสดงเจตนาที่ยอมรับสิทธิและข้อผูกพันตามอนุสัญญานี้ และเมื่อรัฐสมาชิกส่วนใหญ่ขององค์การเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาและสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า


ภาพจาก http://www.msnbc.msn.com/id/11031097/

(ก) "ความเสียหาย" หมายถึงความสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือเสียสุขภาพ หรือสูญเสีย เกิดความเสียหายแต่ทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคล ธรรมชาติหรือเขตอำนาจหรือทรัพย์สินขององค์การระหว่างประเทศ
(ข) คำว่า "การส่ง (Launching)" หมายความรวมถึงการพยายามส่งด้วย
(ค) คำว่า "รัฐผู้ส่ง" หมายความถึง
      (ค1) รัฐผู้ส่งหรือจัดหาการส่งวัตถุอวกาศ
      (ค2) รัฐซึ่งใช้เขตแดนหรืออำนวยความสะดวกในการส่งวัตถุอวกาศ
(ง) คำว่า "วัตถุอวกาศ" รวมถึงส่วนประกอบของวัตถุอวกาศ รวมทั้งจรวดที่ใช้ส่งและส่วนประกอบของจรวด

ซึ่งเป็นนิยามของรัฐผู้ส่งมีนิยามดังในมาตรา 7 ของสนธิสัญญาอวกาศ แต่ให้นิยามกว้างขวางขึ้น โดยรวมถึงการพยายามส่งคือการส่งแต่ไม่สำเร็จ เช่นส่งขึ้นไปแล้วจรวดเกิดการระเบิดทำให้ชิ้นส่วนตกลงไปทำความเสียหายแก่รัฐอื่น รัฐผู้ส่งก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังได้นิยามวัตถุอวกาศให้ครอบคลุมถึงจรวดที่ส่งวัตถุอวกาศด้วย หลักการเบื้องต้นในการรับผิดต่อบุคคลที่สามข้างต้นเป็นความรับผิดโดยสิ้นเชิง (Absolute liability) ที่ไม่ต้องพิสูจน์ตามมาตรา 2 "รัฐผู้ส่งจะต้องรับผิดโดยสิ้นเชิงที่จะชำระค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยวัตถุอวกาศบนผิวโลกหรืออากาศยานที่กำลังเดินทาง" จะเห็นว่าความรับผิดนี้เฉพาะต่อความเสียหายที่เกิดแก่สิ่งที่ไม่ใช่วัตถุอวกาศบนโลกเท่านั้น และอยู่บนผิวโลกหรือเหนือผิวโลก แต่หากเป็นความเสียหายที่เกิดแก่วัตถุอวกาศโดยวัตถุอวกาศด้วยกัน กฎหมายเปิดโอกาสให้พิสูจน์ความผิดตามหลักการว่าใครทำให้เกิดความเสียหายผู้นั้นรับผิดดังในมาตรา 3 "ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในที่ใดๆ นอกจากบนผิวโลกกับวัตถุอวกาศของรัฐผู้ส่งหนึ่งหรือบุคคลหรือทรัพย์สินที่ไปกับวัตถุอวกาศโดยวัตถุอวกาศของรัฐผู้ส่งอื่น รัฐหลังนี้จะต้องรับผิดก็เฉพาะเมื่อความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดของตนหรือความผิดของบุคคลที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน" เป็นการเปิดโอกาสให้พิสูจน์ได้ว่าตนจะต้องรับผิดหรือไม่เฉพาะในกรณีที่บัญญัติไว้เท่านั้น

หากเกิดเหตุการณ์ดังในมาตรา 3 แล้วหากความเสียหายข้างต้นไปเกิดแก่รัฐที่สาม หรือธรรมชาติ หรือบุคคลในบังคับแล้ว มาตรา 4 บัญญัติให้รัฐทั้งสองต้องร่วมกันรับผิดโดยสิ้นเชิงถ้าความเสียหายของรัฐที่สามเกิดขึ้นที่ผิวโลกหรืออากาศยานที่กำลังบินอยู่ แต่ถ้าความเสียหายเกิดแก่วัตถุอวกาศของรัฐที่สามนอกเหนือจากบนผิวโลกแล้วก็ให้พิสูจน์ว่าความเสียหายนั้นเกิดจากความผิดของรัฐใด รัฐที่ทำผิดก็ต้องรับผิดชอบในความเสียหายนั้น การร่วมรับผิดของรัฐทั้งสองก็ให้แบ่งความเสียหายตามความผิดมากน้อยที่รัฐนั้นก่อขึ้นได้

แม้ว่าจะมีการกำหนดเรื่องความรับผิดโดยสิ้นเชิงไว้แต่ก็มีข้อยกเว้นไว้กรณีมาตรา 6 คือกรณีที่เป็นความเสียหายจากรัฐผู้ส่งแต่ผู้ที่เสียหายเองก็มีส่วนในการที่ทำให้เกิดความเสียหายนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน ในอนุสัญญานี้ยังได้กล่าวถึงกระบวนการอ้างสิทธิเพื่อให้รัฐที่กระทำความผิดชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นด้วย


ภาพจาก http://blog.lib.umn.edu/govref/fdlp100/federal_agencies/

4. อนุสัญญาจดทะเบียนวัตถุที่ส่งเข้าสู่อวกาศ (Convention on Registration of Objects Launched into Outer Space)

อนุสัญญานี้เปิดให้ลงนามตั้งแต่ปี 14 มกราคม 1975 มีที่มาจากมาตรา 8 ของสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า ที่จะต้องมีการจดทะเบียนวัตถุอวกาศที่ส่งขึ้นสู่ท้องฟ้า รวมทั้งในข้อตกลงการช่วยเหลือนักบินอวกาศ การส่งกลับนักบินอวกาศและวัตถุอวกาศที่ถูกส่งเข้าสู่อวกาศมาตรา 5 (3) ก็ระบุให้ต้องมีการระบุข้อมูลของวัตถุอวกาศ และในอนุสัญญาความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศได้กำหนดวิธีการระหว่างประเทศเกี่ยวกับความรับผิดของรัฐผู้ส่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นก็ต้องมีข้อมูลที่ทราบได้ว่าวัตถุอวกาศนั้นส่งโดยใคร ประเทศไทยยังไม่ได้ลงนามรับรองอนุสัญญานี้แต่เมื่อดำเนินกิจกรรมอวกาศโดยการส่งวัตถุขึ้นไปในอวกาศก็จะต้องถูกรัฐผู้ส่งวัตถุอวกาศให้ปฎิบัติตามสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า และรัฐผู้ส่งซึ่งรวมถึงรัฐที่ทำหน้าที่ส่งวัตถุอวกาศก็มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนวัตถุอวกาศด้วย โดยมีรายละเอียดตามอนุสัญญานี้ด้วย

ในมาตรา 1 เป็นนิยาม ซึ่งได้ให้นิยามของ "รัฐผู้ส่ง" และ "วัตถุอวกาศ" ไว้เช่นเดียวกับอนุสัญญาความรับผิดระหว่างประเทศต่อความเสียหายอันเนื่องจากวัตถุอวกาศ และมีนิยามของ "รัฐผู้รับจดทะเบียน" หมายถึงรัฐผู้ส่งซึ่งรับจดทะเบียนวัตถุอวกาศที่ส่งขึ้นไปตามมาตรา 2

มาตรา 2 มีสาระสำคัญว่า เมื่อวัตถุอวกาศถูกส่งขึ้นไปในวงโคจรรอบโลกหรือเหนือขึ้นไป รัฐผู้ส่งจะต้องจดทะเบียนวัตถุอวกาศอย่างเหมาะสม เมื่อจดทะเบียนแล้วต้องแจ้งให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติทราบ หากตั้งแต่สองรัฐผู้ส่งขึ้นไปเกี่ยวข้องอย่างหนึ่งอย่างใดกับวัตถุอวกาศ ให้รัฐเหล่านั้นร่วมกันตกลงว่าใครจะเป็นผู้จดทะเบียนวัตถุอวกาศนี้ตามข้อ 1 โดยให้คำนึงถึงบทบัญญัติในมาตรา 8 ของสนธิสัญญาหลักการควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐในการสำรวจและใช้อวกาศรวมถึงดวงจันทร์และเทหวัตถุบนท้องฟ้า ข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนและเงื่อนไขขึ้นกับรัฐที่รับจดทะเบียนจะได้กำหนด ข้อมูลที่รัฐรับจดทะเบียนจะต้องเตรียมให้กับเลขาธิการใหญ่องค์การสหประชาชาติโดยเร็วเมื่อทราบข้อมูลนี้คือ

(ก) ชื่อของรัฐผู้ส่ง
(ข) ชื่อที่เหมาะสมของวัตถุอวกาศหรือเลขที่จดทะเบียน
(ค) วันที่และสถานที่ส่ง
(ง) พารามิเตอร์เบื้องต้นของวงโคจร รวมถึง
      (ง1) คาบเวลาโหนด (Nodal period)
      (ง2) มุมเอียง (Inclination)
      (ง3) จุดโคจรไกลสุดจากโลก (Apogee)
      (ง4) จุดโคจรใกล้สุดจากโลก (Perigee)

หน้าที่ของรัฐที่รับจดทะเบียนยังจะต้องรายงานให้เลขาธิการฯ ทราบถึงสถานะของัตถุอวกาศที่รับจดทะเบียนไว้อย่างต่อเนื่อง


ภาพจาก http://www.cnes.fr/web/CNES-en/1097-some-classic-orbital-manoeuvres.php

5. ข้อตกลงควบคุมกิจกรรมของรัฐบนดวงจันทร์และเทหวัตถุ (Agreement Governing the Activities of States on the Moon and Other Celestial Bodies)

ข้อตกลงเปิดให้ลงนามเมื่อ 18 ธันวาคม 1979 ที่มาของข้อตกลงนี้เนื่องจากดวงจันทร์ซึ่งมีธรรมชาติเป็นบริวารของโลกมีบทบาทสำคัญในการสำรวจอวกาศ จึงต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัฐอย่างเท่าเทียมกันในสำรวจและใช้ดวงจันทร์และเทหวัตถุอื่นๆ ไม่ให้ดวงจันทร์กลายเป็นบ่อเกิดของความขัดแย้ง หลักการของข้อตกลงนี้คือจะต้องใช้เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ในทางสันติและความเท่าเทียมกัน ดังในมาตรา 2 "กิจกรรมทั้งหมดบนดวงจันทร์รวมทั้งการสำรวจและใช้ จะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎบัตรสหประชาชาติและปฏิญญาหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยความสัมพันธ์ฉันมิตรและความร่วมมือระหว่างรัฐ (Declaration on Principles of International Law concerning Friendly Relations and Cooperation among States) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ รับรองในสมัชชาใหญ่เมื่อ 24 ตุลาคม 1970 เพื่อมุ่งในการธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศและความเข้าใจร่วมกันและด้วยการเคารพในผลประโยชน์ของทุกชาติภาคี"

ข้อตกลงนี้ให้ใช้ดวงจันทร์เฉพาะเพื่อวัตถุประสงค์ทางสันติ ดังนั้นจึงมีการกำหนดข้อห้ามต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทหารหรือการคุกคามต่อกัน เช่นห้ามใช้กำลังหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ รวมทั้งห้ามใช้ดวงจันทร์เพื่อเป็นฐานในการคุกคามโลก ดวงจันทร์ ยานอวกาศหรือบุคคลในอวกาศยานหรือวัตถุอวกาศที่มนุษย์สร้างขึ้น ห้ามส่งวัตถุบรรทุกอาวุธนิวเคลียร์ไปโคจรรอบดวงจันทร์ ห้ามตั้งฐานทัพทางทหาร ห้ามทดสอบอาวุธใดๆ แต่ไม่ห้ามการใช้บุคคลากรทางทหารทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์

การสำรวจและใช้ดวงจันทร์ต้องเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และส่วนได้เสียร่วมกันของทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ขึ้นกับระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจหรือทางด้านวิทยาศาสตร์ ต้องมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อๆ ไป เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ในข้อตกลงนี้ให้ถือว่าดวงจันทร์เป็นทรัพย์สมบัติร่วมกันของมนุษย์ชาติ (Common heritage of man kind) การเก็บตัวอย่างแร่ธาตุจากดวงจันทร์เพื่อการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์สามารถทำได้โดยชอบและให้รัฐภาคีนั้นเป็นผู้จัดการกับตัวอย่าง แต่ต้องแบ่งบางส่วนให้กับรัฐภาคีหรือสังคมวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศเพื่อการค้นคว้า ในการสำรวจดวงจันทร์ต้องมีมาตรการรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติ รวมถึงการทำให้เกิดการปนเปื้อนของสภาพแวดล้อมบนโลกด้วย

ในข้อตกลงนี้ยังได้กำหนดแนวทางการสำรวจโดยยานไปลงบนดวงจันทร์และการตั้งสถานีบนดวงจันทร์ ดังในมาตรา 8 และ 9 และรัฐภาคียังคงไว้ซึ่งเขตอำนาจ และอำนาจการควบคุมเหนือบุคคล ยาน เครื่องมือ สิ่งอำนวยความสะดวก และสิ่งอื่นที่ติดตั้งบนดวงจันทร์

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    [1] Boris Belitsky, International space law , University Press of Pacific, 2000.
    [2] Bin Cheng, Studies in International Space Law, Clarendon Press Oxford, 1997
    [3] United Nations Treaties and Principles on Outer Space , United Nations, 2002.
    [4] ศาสตราจารย์ จาตุรนต์ ถิระวัฒน์, กฎหมายอวกาศ , สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540.

แก้ไขล่าสุด 10 สิงหาคม 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]