ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


จากการอธิบายภาพรวมของกระบวนการวิเคราะห์พันธกิจอวกาศและออกแบบ SMDP (Overview of Space Mission Analysis and Design Process) ในบทความก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนการดำเนินการ 11 ขั้นตอนที่มีลักษณะการดำเนินการแบบวนซ้ำๆ โดยที่การวนแต่ละรอบจะค่อยๆ ปรับทั้งความต้องการและวิธีการที่จะทำให้พันธกิจอวกาศที่ได้ตั้งวัตถุประสงค์และออกแบบไว้บรรลุผลตามที่ต้องการ

ทั้งนี้ ดังปรากฎในขั้นตอนที่ 4 ของกระบวนการ SMDP ที่จะต้องมีการกำหนดทางเลือกของการรวมองค์ประกอบพันธกิจ (mission elements) หรือสถาปัตยกรรมของพันธกิจอวกาศ (space mission architecture) เพื่อตอบสนองความต้องการของกรอบความคิดพันธกิจที่ได้กำหนดไว้ตามขั้นตอนที่ 3 ของกระบวนการ SMDP ทั้งนี้สถาปัตยกรรมของพันธกิจอวกาศ ก็คือกรอบความคิดพันธกิจบวกด้วยความหมายของแต่ละองค์ประกอบพันธกิจ ดังตัวอย่างแสดงในรูปด้านล่าง ทั้งนี้วิธีที่ดีในการทำความเข้าใจขั้นตอนที่ 4 ของกระบวนการ SMDP นั้นก็คือการศึกษาองค์ประกอบพันธกิจพร้อมกับพิจารณาทางเลือกของแต่ละองค์ประกอบมีอะไรบ้างเพื่อที่จะได้สิ่งที่ดีที่สุดและตรงกับวัตถุประสงค์ของพันธกิจ

ในบทความนี้ เราจะศึกษาและพิจารณาถึงองค์ประกอบของพันธกิจอวกาศว่าประกอบด้วยอะไรบ้าง ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกต่อการพัฒนากรอบความคิดพันธกิจ เราสามารถพิจารณาแบ่งพันธกิจอวกาศหนึ่งๆ ออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ ดังแสดงในรูป


องค์ประกอบของพันธกิจอวกาศ
ที่มาของภาพ W. Ley, K. Wittmann, W. Hallmann, Handbook of Space Technology, John Wiley & Sons, 2009

1. วัตถุประสงค์ของพันธกิจ (Mission Objective)

วัตถุประสงค์ของพันธกิจแสดงถึงเหตุผล ความมุ่งหมาย และเป้าหมายของพันธกิจอวกาศนั้นๆ อาทิ การเฝ้าตรวจสภาพอากาศของหน่วยงานที่ให้บริการด้านข้อมูลสภาพอากาศ หรือ การตรวจสอบหาความจริงของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติบนพื้นผิวโลก หรือในห้วงอวกาศที่ห่างไกล ของหน่วยด้านการสำรวจโลกและอวกาศ

2. กรอบความคิดพันธกิจ (Mission Concept)

กรอบความคิดพันธกิจแสดงถึงการพัฒนา การบูรณาการ การทดสอบ การลงมือทำ การดำเนินการ เพื่อให้โครงการอวกาศประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ โดยทั่วไปอาจจะประกอบด้วยหัวข้อย่อยโดยสังเขป ดังนี้

  • หลักการสำหรับความสำเร็จและการใช้ประโยชน์ของวัตถุประสงค์
  • แผนดำเนินการทางเทคนิคสำหรับการลงมือทำตามพันธกิจ
  • หลักการดำเนินการตามพันธกิจ
  • หลักการบริหารโครงการ
  • กำหนดการเบื้องต้นสำหรับการลงมือทำตามพันธกิจ
  • แผนสำหรับงบประมาณและค่าใช้จ่ายเบื้องต้น
  • หลักการและข้อพิจารณาทางการเงิน
3. องค์ประกอบด้านการนำส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศ (Launch Element)

การนำส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศจะต้องอาศัยระบบการขนส่งอวกาศ (space transportation system) ที่ประกอบด้วย จรวด (รวมไปถึงท่อนเชื้อเพลิงของจรวด) ฐานปล่อยจรวด (launch pad) สิ่งอำนวยการปล่อยจรวด (launch facility) อาคารสำหรับการติดตั้งดาวเทียมเข้ากับจรวดพร้อมสิ่งอำนวยการด้านเครื่องมือ ศูนย์ควบคุมการปล่อยจรวด (launch control centre) และสิ่งอำนวยการสำหรับสนับสนุนภาคพื้นดินในช่วงระหว่างการดำเนินการปล่อยจรวดและดาวเทียม (launch campaign)


จรวด Ariane 5 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA : European Space Agency)
ที่มาของภาพ http://farm1.static.flickr.com/49/152183361_e54f8ab557.jpg

สิ่งสำคัญของการนำส่งและปล่อยดาวเทียมในอวกาศก็คือกลยุทธ์การส่ง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาณสั่งการสำหรับปล่อยดาวเทียม ณ ตำแหน่งในอวกาศ ตามความต้องการของลูกค้า หรือการแชร์การส่งร่วมกันระหว่างดาวเทียมหลักสองดวง หรือ กรณีของการส่งดาวเทียมดวงเล็ก (หรือเพย์โหลดเสริม auxiliary payload) ร่วมกับดาวเทียมหลักดวงใหญ่ ที่เรียกการส่งดังกล่าวว่า “piggyback”ซึ่งโอกาสการส่งแบบนี้จะใช้สำหรับดาวเทียมดวงเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 150 กิโลกรัม ข้อดีของการส่งแบบนี้ก็คือทำให้หน่วยงานด้านอวกาศหรือสถาบันการศึกษาที่สร้างดาวเทียมดวงเล็กสามารถจัดสรรงบประมาณการส่งดาวเทียมดวงเล็กได้ด้วยงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ไม่สูงมากนัก (ประมาณ 20,000 – 30,000 เหรียญสหรัฐอเมริกา ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม) ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายหลักสำหรับการนำส่งดาวเทียมของจรวดนั้นถูกจ่ายโดยเจ้าของโครงการดาวเทียมหลักดวงใหญ่ (หรือที่เรียกว่า เพย์โหลดหลัก main payload)


ดาวเทียม IBUKI (เพย์โหลดหลัก) และดาวเทียมดวงเล็กอีกสองดวง ที่ติดตั้งบนเพย์โหลด อแดปเตอร์ สำหรับการส่งแบบ piggyback
ที่มาของภาพ http://h2a.mhi.co.jp/en/f15/gallery/gallery_05.html


ดาวเทียมดวงเล็กหลายดวงติดตั้งบนเพย์โหลด อแดปเตอร์ ของส่วนเพย์โหลดแฟริ่ง (payload fairing) ที่อยู่ในสเตทบนสุดของจรวด Ariane สำหรับการส่งแบบ piggyback
ที่มาของภาพ http://www.aprizesat.com/gallery.php

อย่างไรก็ตาม มีประการที่สำคัญที่เจ้าของโครงการดาวเทียมดวงเล็กจะต้องรับทราบว่า ขั้นตอนการนำส่งและปล่อยดาวเทียมในอวกาศนั้น ผู้ให้บริการจรวดนำส่ง (launcher) จะดำเนินการปล่อยดาวเทียมหลักในอวกาศให้เสร็จสิ้นเสียก่อนที่จะดำเนินการปล่อยดาวเทียมดวงเล็กต่อไป นอกจากนี้ ในช่วงการดำเนินการติดต่อสื่อสารและควบคุมดาวเทียมหลังจากการปล่อยในช่วงแรกนั้น (launch commissioning) ผู้ให้บริการจรวดนำส่งจะอำนวยการให้กับดาวเทียมหลักดวงใหญ่ก่อนจนกว่าจะเป็นที่เรียบร้อยตามสัญญา จากนั้นจึงจะอำนวยการให้กับดาวเทียมดวงเล็กต่อไป


ตำแหน่งติดตั้งดาวเทียมในจรวดนำส่ง
ที่มาของภาพ http://www.eurocontrol.int/sites/default/files/content/illustrations/egnos/galileo-iov-launch.jpg

นอกจากนี้ ยังมีข้อด้อยอีกหนึ่งประการสำหรับการเลือกการนำส่งดาวเทียมดวงเล็กร่วมกับดาวเทียมหลักดวงใหญ่ ซึ่งก็คือ ดาวเทียมดวงเล็กไม่สามารถเลือกวงโคจรได้ตามความต้องการ เนื่องจากวงโคจรถูกกำหนดโดยดาวเทียมหลักดวงใหญ่ซึ่งเป็นเพย์โหลดหลักของจรวดและเป็นผู้จ่ายค่านำส่งหลัก อย่างไรก็ตาม เจ้าของโครงการดาวเทียมดวงเล็กส่วนใหญ่จะทราบประเด็นปัญหานี้เป็นอย่างดี ข้อด้อยดังกล่าว อาจจะสามารถบรรเทาหรือจัดการได้ ถ้ามีการประสานงานกับผู้ให้บริการจรวดนำส่งอยู่ตลอดเวลาว่า ณ ช่วงเวลาใดบ้างที่มีลูกค้าเจ้าของดาวเทียมหลักดวงใหญ่จะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศในวงโคจรที่ใกล้เคียงกับวงโคจรที่ดาวเทียมดวงเล็กต้องการ จากนั้นก็จะเลือกการนำส่งที่ใกล้เคียงกับวงโคจรที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดที่ตามมาอีกประการหนึ่งก็คือ กำหนดการส่งก็ต้องขึ้นกับดาวเทียมหลักดวงใหญ่ ทั้งนี้เราอาจจะสรุปในเบื้องต้นได้ว่า ในการนำส่งดาวเทียมดวงเล็กร่วมกับดาวเทียมหลักดวงใหญ่นั้น มีข้อดีเรื่องค่าใช้จ่าย แต่จำเป็นที่จะต้องบริหารจัดการและประสานงานกับผู้ให้บริการจรวดนำส่งในเรื่องการเลือกวงโคจร และเวลาการส่ง เนื่องจากจะขึ้นอยู่กับดาวเทียมหลักดวงใหญ่


ดาวเทียม CryoSat-2 ขณะถูกปล่อยจากเพย์โหลดแฟริ่ง (payload fairing) ที่อยู่ในสเตทบนสุดของจรวด Dnepr
ที่มาของภาพ http://i.space.com/images/i/000/005/012/iFF/european-ice-satellite-
mission-delayed-sfn-100219-02.jpg?1292269995

ในการเลือกผู้ให้บริการจรวดนำส่งดาวเทียมนั้น นอกจากที่ผู้ดำเนินโครงการอวกาศจะต้องพิจารณาข้อมูล ค่าพารามิเตอร์วงโคจรที่ต้องการให้สอดคล้องกับตำแหน่งของฐานปล่อยจรวดนำส่ง และโอกาสการส่ง (launch opportunity)แล้ว ผู้ดำเนินโครงการอวกาศจะต้องพิจารณาข้อกำหนดของผู้ให้บริการจรวดนำส่งดาวเทียมอย่างละเอียดว่า ดาวเทียมที่จะนำส่งได้นั้นจะต้องมีคุณสมบัติทางกายภาพอย่างไร อาทิ น้ำหนัก รูปร่างและขนาดของรูปทรงของดาวเทียม ข้อมูลระบบไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบเครื่องกล และข้อมูลที่สำคัญสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างดาวเทียมกับจรวดนำส่งท่อนบนสุดที่ถูกใช้งานสำหรับการปล่อยดาวเทียมในอวกาศ

นอกจากนี้ ผู้ให้บริการจรวดนำส่งยังมีข้อกำหนดว่า ดาวเทียมจะต้องผ่านการทดสอบเชิงสภาพแวดล้อมอย่างไรบ้าง (environmental test) จึงจะสามารถติดตั้งบนจรวดนำส่งได้ อาทิ การทดสอบความทนทานต่อการสั่นสะเทือน (vibration test) เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าจะไม่มีชิ้นส่วนใดของดาวเทียมหลุดออกมาและไปก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวจรวดและดาวเทียมดวงอื่นที่บรรจุอยู่ในจรวดลำเดียวกันในขณะที่จรวดนำส่งกำลังเดินทางขึ้นสู่อวกาศ


ดาวเทียม ARISSat-1 ถูกติดตั้งบนหัวอะแดปเตอร์ของเครื่องทดสอบการสั่นสะเทือน
ที่มาของภาพ http://www.arrl.org/images/view/News/ARISSat-1%20vibtest%209-22-10.jpg

4. วงโคจร และ กลุ่มวงโคจร (Orbit and Constellation)

โดยส่วนใหญ่แล้ววงโคจรของพันธกิจอวกาศจะเป็นวงรีหรือเกือบจะเป็นวงกลมที่โคจรรอบโลก หรือดาวเคราะห์ ทั้งนี้วงโคจรมีหลายประเภท ถ้าจำแนกตามระดับความสูง เราสามารถจำแนกได้ดังนี้

วงโคจรต่ำ      (LEO : Low Earth Orbit)
วงโคจรกลาง      (MEO: Medium Earth Orbit หรือ ICO : Intermediate Circular Orbit)
วงโคจรจีโอซิงโครนัส       (GEO : Geosynchronous Earth Orbit)
      อาทิ วงโคจรค้างฟ้า (Geo Stationary Orbit)
วงโคจรลักษณะวงรีเอียงสูง      (HEO : Highly inclined Elliptical Orbit)


วงโคจรต่างๆ แบ่งตามระดับความสูง
ที่มาของภาพ สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์

ข้อมูลคุณลักษณะเฉพาะของวงโคจรประเภทต่างๆ แสดงในตารางด้านล่าง

คุณลักษณะเฉพาะของวงโคจรประเภทต่างๆ

พารามิเตอร์ LEO MEO GEO HEO
ระดับความสูงเฉลี่ยจากพื้นโลก (กิโลเมตร) 300 – 1,000 6,000 – 25,000 36,000 500 – 36,000
ความเอียงของระนาบวงโคจร (องศา) 0 - 99 ไม่มีข้อกำหนด 0 สำหรับวงโคจรค้างฟ้า
- 5 สำหรับวงโคจร
จีโอซิงโครนัส
63.44
คาบเวลาวงโคจร 100 นาที 5 – 12 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง
ระยะเวลาต่อเนื่องที่สถานีภาคพื้นดินติดต่อได้ 10 นาที 2-4 ชั่วโมง 24 ชั่วโมง 10 – 18 ชั่วโมง
ขึ้นอยู่กับละติจูด
ที่ตั้งของสถานีภาคพื้นดิน
การประยุกต์ใช้งาน 1. สื่อสารโทรคมนาคม
2. สำรวจโลก
3. ด้านวิทยาศาสตร์และอื่นๆ
1. นำร่อง
2. สื่อสารโทรคมนาคม
1. สื่อสารโทรคมนาคม
2. สำรวจโลก
สื่อสารโทรคมนาคม

ในกรณีจำแนกวงโคจรตามฟังก์ชันการทำงาน เราสามารถจำแนกได้ ดังนี้

ประเภทวงโคจร คำอธิบาย
Injection orbit วงโคจร ณ เวลา ที่ดาวเทียมหรือยานอวกาศถูกปล่อยออกจากจรวดท่อนบนสูง
วงโคจรจอดพัก
(Parking orbit)
วงโคจร ที่ดาวเทียมหรือยานอวกาศ โคจรอยู่อย่างชั่วคราว
โดยไม่ได้ใช้ระบบขับเคลื่อนใดๆ ก่อนที่จะทำการเร่งความเร็วเพื่อโคจรเข้าไปสู่วงโคจรเป้าหมาย
วงโคจรส่งผ่าน
(Transfer orbit)
วงโคจร หรือ ส่วนหนึ่งของวงโคจรที่ส่งผ่านดาวเทียมหรือยานอวกาศ
จากวงโคจรต้นทางไปยังวงโคจรเป้าหมาย อาทิ วงโคจร GTO (geostationary transfer orbit GTO)
เป็นวงโคจรส่งผ่านดาวเทียมหรือยานอวกาศจากวงโคจรต่ำ (LEO)
ไปยังวงโคจรค้างฟ้า ทั้งนี้วงโคจร GTO มีอีกชื่อหนึ่งว่า วงโคจรโฮมันน์ (Hohmann orbit)
วงโคจรเป้าหมาย
(Target orbit)
หรือ วงโคจรสุดท้าย
(Final orbit)
วงโคจรสุดท้ายที่โครงการอวกาศนั้นๆ ได้กำหนดไว้สำหรับให้ดาวเทียมหรือยานอวกาศปฏิบัติงาน
ตามวัตถุประสงค์ของพันธกิจ
วงโคจรสุสาน
(Graveyard orbit)
วงโคจรสำหรับดาวเทียมหรือยานอวกาศที่ปลดระวาง หรือ หมดอายุการทำงาน
ทั้งนี้โดยเฉพาะดาวเทียมในวงโคจรค้างฟ้าทุกดวงจะต้องถูกขับออกจากตำแหน่งหลังจากที่พันธกิจสิ้นสุดลง
โดยจะต้องเคลื่อนออกไปสูงขึ้นอีกหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อให้ดาวเทียมดวงใหม่ได้เข้ามาแทนที่ ณ ตำแหน่งดังกล่าวที่ว่างลง


Injection Orbit
ที่มาของภาพ http://3.bp.blogspot.com/-LWd_thwU7hw/TcbtYGaGQWI/AAAAAAAAA88/ 9KbFpa3rZ44/s1600/Chapter5-Orbit_injection4.jpg


วงโคจรจอดพัก (Parking orbit) วงโคจรส่งผ่าน (Transfer orbit) และวงโคจรสุดท้าย (Final orbit)
ที่มาของภาพ http://www.agi.com/resources/academic-resources/astro-primer/images/finalorbit.gif

สำหรับ กลุ่มดาวเทียม (satellite constellation) เป็นการจัดกลุ่มเชิงรูปทรงทางเรขาคณิตของดาวเทียมอย่างน้อยสองดวงในวงโคจรที่กำหนดไว้ และดาวเทียมทั้งหมดถูกกำหนดให้มีพันธกิจเดียวกัน ทั้งนี้การออกแบบกลุ่มดาวเทียมมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการครอบคลุมบนพื้นโลกทั้งในเชิงพื้นที่และเวลา

กลุ่มดาวเทียมที่มีการสร้างขึ้น

กลุ่มดาวเทียม วงโคจร พันธกิจ สถานภาพ ณ ปัจจุบัน
(เมษายน 2556)
อิริเดียม
(Iridium)
LEO
ดาวเทียม 66 ดวง
สื่อสารโทรคมนาคม ยังให้บริการอยู่
(กลุ่มดาวเทียมชุดที่สอง Iridium NEXT จะขึ้นสู่อวกาศ ปี 2015-2017)
โกลบอลสตาร์
(Globalstar)
LEO
ดาวเทียม 48 ดวง
สื่อสารโทรคมนาคม ยังให้บริการอยู่
(กลุ่มดาวเทียมชุดที่สอง อยู่ในวงโคจรเรียบร้อยแล้ว)
ออร์บคอมม์
(Orbcomm)
LEO
ดาวเทียม 29 ดวง
สื่อสารโทรคมนาคม ยังให้บริการอยู่
(กลุ่มดาวเทียม ชุดที่สอง อยู่ในระหว่างการดำเนินสร้าง)
เทเลดีซิค
(Teledesic)
LEO
ดาวเทียม 288 ดวง
สื่อสารโทรคมนาคม ส่งดาวเทียมทดสอบเพียง 1 ดวง
ขึ้นสู่วงโคจร หลังจากนั้นบริษัทเจ้าของโครงการได้ยุติโครงการ
เรปปิดอาย
(RapidEye)
LEO
ดาวเทียม 5 ดวง
ภาพถ่ายดาวเทียม ยังให้บริการอยู่
จีพีเอส
(GPS)
สหรัฐอเมริกา
MEO
ดาวเทียม 36 ดวง
ระบุตำแหน่งและนำร่อง ดาวเทียมที่ปฏิบัติงานในอวกาศเป็นรุ่น IIA(9 ดวง)
IIR(12 ดวง) IIR-M(8 ดวง) และ IIF(3 ดวง) รวม 32 ดวง
ส่วนดาวเทียมรุ่นใหม่ (III)อยู่ในระหว่างการดำเนินสร้าง
โกลนาส
(GLONASS)รัสเชีย
MEO
ดาวเทียม 24 ดวง
ระบุตำแหน่งและนำร่อง ดาวเทียมที่ปฏิบัติงานในอวกาศเป็นรุ่น M (31 ดวง)
และ รุ่นใหม่ K (1 ดวง)
กาลิเลโอ
(Galileo)
กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป
MEO
ดาวเทียม 30 ดวง
ระบุตำแหน่งและนำร่อง ดาวเทียมที่ปฏิบัติงานในอวกาศเป็นดาวเทียมทดสอบ รุ่น GIOVE 2 ดวง
และรุ่น IOV 4 ดวง เพื่อทดสอบการแพร่สัญญาณนำร่อง
ไบ่โด๋ (Beidou)หรือ
คอมพาส (Compass)จีน
MEO
ดาวเทียม 30 ดวง
และ GEO
ดาวเทียม 5 ดวง
ระบุตำแหน่งและนำร่อง ดาวเทียม 14 ดวง
ในวงโคจรคาดว่าจะครบตามที่ออกแบบไว้ภายในปี 2020


กลุ่มดาวเทียมกาลิเลโอ
ที่มาของภาพ http://esplab.epfl.ch/files/content/sites/esplab/files/shared/Galileo-Constellation.jpg


กลุ่มดาวเทียมไบ่โด๋
ที่มาของภาพ http://news.nost.org.cn/wp-content/uploads/2012/12/Beidou-constellation.jpg

นอกจากนี้ ในห้วงต้นทศวรรษ 2000 มีหลักการที่เรียกว่า satellite formation flying เป็นหลักการที่นำดาวเทียมหลายดวงทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มดาวเทียมเพื่อบรรลุพันธกิจหนึ่งๆ ตามที่ต้องการ ซึ่งแต่เดิมนั้นจะต้องใช้ดาวเทียมขนาดที่ใหญ่มากและมีราคาที่แพงมาก ทั้งนี้ ดาวเทียมหลายดวงเหล่านี้ จะถูกออกแบบให้มีวงโคจรที่ใกล้และสัมพันธ์กัน


ดาวเทียมเรดาห์ TanDEM-X โคจรข้างๆดาวเทียมแฝด TerraSAR-X
ในรูปแบบของ formation flying โดยมีระยะห่างกันเพียง 350 เมตร
ที่มาของภาพ http://spacefellowship.com/news/art23156/terrasar-x-and-tandem-x-flying-in-close-formation.html


Satellite formation flying
ที่มาของภาพ http://www.cnes.fr/imagezoom.php?
location=public&file=p2849_5aa5dd6f8e860c2134fab517e9148443ROUE2.jpg
&label=Formation+flying.+Cr%E9dits+%3A+CNES%2FIll.+P.+Carril

เอกสารอ้างอิง

copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]