ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย วิศิษฐ์ สุขจิตร
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 51 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


ผู้อ่านหลายท่าน คงเคยไปเที่ยวทะเลกันบ้างนะครับ นอกจากสีฟ้าครามของน้ำทะเลแล้ว เรายังสามารถสังเกตปรากฏการณ์ "น้ำขึ้นและน้ำลง" ได้อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเราน่าจะเห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ชัดเจนอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อวัน อ้าวแสดงว่ามีมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวันหรือ? ผู้อ่านคงอยากรู้เหตุผลของการเกิดน้ำขึ้นน้ำลงแล้วสิครับว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร


ปรากฏการณ์ "น้ำขึ้นน้ำลง"
ภาพจาก http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/physics1/tides/tides.htm

น้ำขึ้นน้ำลงเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่กระทำต่อโลกเราครับ แต่ผลที่เกิดจากดวงจันทร์นั้นมากกว่าดวงอาทิตย์ ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์จะมีมวลมากกว่าดวงจันทร์ถึง 27 ล้านเท่า แต่ดวงอาทิตย์อยู่ห่างไกลจากโลกถึง 93 ล้านไมล์ (ประมาณ 390 เท่าเมื่อเทียบกับระยะห่างระหว่างโลกกับดวงจันทร์) ส่วนดวงจันทร์ที่เป็นบริวารของโลกนั้น อยู่ห่างจากโลกเพียง 240,000 ไมล์ ดังนั้นแรงดึงดูดของดวงจันทร์จึงมีผลต่อโลกมากกว่าดวงอาทิตย์ และน้ำที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์จะสูงเพียงร้อยละ 46 เมื่อเทียบกับระดับน้ำที่สูงขึ้นเนื่องจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์

ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกนั้น น้ำบนพื้นโลกซึ่งเป็นของเหลว จะถูกแรงดึงดูดของดวงจันทร์ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นทั้งในทิศทางที่ดวงจันทร์ปรากฏขึ้นและในซีกโลกฝั่งตรงข้ามน้ำก็จะสูงขึ้นด้วยเพราะแรงดึงดูดของโลกกับดวงจันทร์ไปรวมในทิศทางนั้น


ผลของแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงบนโลก
ภาพจาก http://www.kidsgeo.com/geography-for-kids/

แรงดึงดูดของดวงจันทร์ที่กระทำกับโลกบริเวณที่ใกล้กับดวงจันทร์มากที่สุด จะเกิดแรงมากที่สุดด้วย ดังนั้นน้ำในมหาสมุทรจึงเคลื่อนเข้ามาในบริเวณนี้มากกว่าบริเวณอื่น ส่วนระดับน้ำด้านข้างทั้งสองของโลกก็จะลดลงและเกิดเป็นปรากฏการณ์น้ำลง ส่วนด้านตรงกันข้ามก็มีแรงกระทำเหมือนกัน แต่ว่าน้อยกว่าด้านที่ใกล้กับดวงจันทร์ มันจึงดูดน้ำจำนวนมหาศาลให้ติดกับผิวโลก แต่เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนมาทางด้านหน้าได้จึงเกิดการนูนขึ้นอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นด้านตรงกันข้าม แต่ว่าการนูนน้อยกว่าด้านใกล้กับดวงจันทร์


ผลของแรงดึงดูดจากดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง
ภาพจาก http://www.lcsd.gov.hk/CE/Museum/Space/

โดยทั่วไปแล้วช่วงเวลาระหว่างน้ำขึ้นครั้งที่หนึ่งถึงน้ำขึ้นครั้งที่สองจะใช้เวลาเท่ากับ 12 ชั่วโมง 25 นาที ทั้งนี้ปรากฏการณ์น้ำขึ้นจะไม่เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์โคจรอยู่ตรงศีรษะเรา โดยเราจะต้องรอให้เวลาผ่านไปอีก 6 ชั่วโมงจึงจะเห็นปรากฏการณ์น้ำขึ้นได้ ซึ่งมีเหตุผลมาจากแรงเสียดทานและความเฉื่อยของน้ำ รวมไปถึงยังมีปัจจัยอื่น อาทิเช่น ความลึกที่แตกต่างกันของมหาสมุทร


การวางตัวของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ในแนวเดียวกันทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงในระดับที่มากเป็นพิเศษ
ภาพจาก http://www.physicalgeography.net

การที่จะเกิดน้ำขึ้นมากเป็นพิเศษ หรือน้ำลงมากเป็นพิเศษได้นั้น ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะต้องโคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน ไม่ว่าดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์จะอยู่ข้างเดียวหรือคนละข้างกับโลก ระดับน้ำจะสูงขึ้นกว่าปกติเรียกว่า น้ำเกิด (spring tide) ซึ่งจะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง คือใกล้วันขึ้น 15 ค่ำ และวันแรม 15 ค่ำ และเมื่อใดที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวตั้งฉากซึ่งกันและกัน ระดับน้ำจะไม่สูงขึ้นแต่จะอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้ำตาย (neap tide) จะเกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับน้ำเกิด คือใกล้วันขึ้น 8 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำนั้นเอง


กรณี น้ำจะสูงขึ้นกว่าปกติ เรียกว่า น้ำเกิด (spring tide) และ
กรณี น้ำอยู่ในระดับเดิม ไม่ขึ้นไม่ลง เรียกว่า น้ำตาย ( neap tide)
ภาพจาก http://www.rise.org.au

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 5 มกราคม 2552

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]