ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ศูนย์รวมความรู้

    ศูนย์รวมความรู้

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]



ระบบตรวจวัด ติดตาม และสั่งการ (TT&C)
ที่มาของภาพ http://www.viasat.com/government-communications/information-assurance/ks-252-ttc-goe
สำหรับพันธกิจอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมสำรวจ ดาวเทียมทางวิทยาศาสตร์ สถานีอวกาศ หรือ ยานอวกาศสำรวจดวงดาวต่างๆ (โดยรวมเรียกว่า “วัตถุอวกาศ”) จำเป็นที่จะต้องมีระบบตรวจวัด ติดตาม และสั่งการ (TT&C) ดาวเทียมหรือวัตถุอวกาศที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อที่จะสถานีภาคพื้นดินสามารถตรวจวัดการทำงานของดาวเทียม ตลอดจนสุขภาพของมันว่าเป็นอย่างไร รวมไปถึงการติดตามดาวเทียมในขณะที่มันโคจรผ่านสถานภาคพื้นดิน และการสั่งการให้ดาวเทียมปฎิบัติการตามภารกิจที่ได้กำหนดไว้

TT&C คืออะไร? TT&C ย่อมาจาก Telemetry Tracking and Command ทั้งนี้หน้าที่ของ TT&C คือ จัดเตรียมช่องทางการสื่อสารที่จำเป็น (และสำคัญ) ระหว่างสถานีภาคพื้นดินและดาวเทียม ถ้าเราสืบค้นคำว่า TT&C จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วจะมีการอ้างอิงว่าเป็นระบบย่อยของดาวเทียมหรือยานอวกาศ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากหน้าที่หลักของ TT&C ก็คือ ตรวจวัด ติดตาม และสั่งการ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งระบบการสื่อสารระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดิน ดังนั้นฟังก์ชันการทำงานของ TT&C จึงไม่ได้ปรากฏอยู่แต่ในระบบย่อยของดาวเทียมหรือยานอวกาศที่เราสืบค้นเจอเท่านั้น ณ สถานีภาคพื้นดิน จำเป็นต้องมีอุปกรณ์สื่อสารและอุปกรณ์การจัดการด้านข้อมูลและคำสั่ง เพื่อทำหน้าที่ตามฟังก์ชัน TT&C ที่สอดคล้องกับการทำงานในดาวเทียมด้วย

ในเอกสาร หรือตำราทางด้านวิศวกรรมดาวเทียม จะมีอีกคำที่ปรากฏอยู่ “TC&R (Telemetry, Command and Ranging)” ซึ่งจริงๆ แล้ว ฟังก์ชันการทำงานก็เหมือนกับ TT&C ทุกประการ เนื่องจากฟังก์ชัน R (Ranging) เป็นการคำนวณระยะระหว่างดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดิน ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการติดตาม T (Tracking) นั่นเอง

นอกจากนี้ มีคำศัพท์อีกสองคำที่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึงในเบื้องต้น เพื่อเป็นการสื่อให้ตรงกัน
  • ดาวน์ลิงค์ (DL : DownLink) เป็นการสื่อสารส่งข้อมูลจากดาวเทียมกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน
  • อัพลิงค์ (UL : UpLink) เป็นการสื่อสารส่งข้อมูลหรือคำสั่งจากสถานีภาคพื้นดินไปยังดาวเทียม

ฟังก์ชันพื้นฐานของ TT&C

การตรวจวัด (DL) : ตรวจวัดข้อมูลการทำงานของดาวเทียม (สุขภาพ) หรือข้อมูลเพย์โหลด
การติดตาม (DL/UL) : คำนวณหาตำแหน่งและความเร็วของดาวเทียม
การสั่งการ (UL) : คำสั่งจากสถานีภาคพื้นดิน

โครงการด้านอวกาศที่จำเป็นต้องใช้ TT&C ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่พันธกิจของดาวเทียมในวงโคจรต่างๆ หรือ ประเภทของดาวเทียมต่างๆ ยานอวกาศสำรวจดาวเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาล หรือกระทั่งจรวดที่นำส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศขึ้นสู่อวกาศ ก็ต้องการ TT&C เช่นกัน

ในอดีตที่ผ่านมา ระบบ TT&C ที่ขึ้นอยู่กับเครื่องมือทางทหารที่มีลักษณะการทำงานเป็นแบบเรียบง่ายและเชื่อถือได้ อีกทั้งระบบการทำงานของดาวเทียมเองในอวกาศก็เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อนเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า TT&C จะมีฟังก์ชันการทำงานอย่างเรียบง่าย แต่สิ่งอำนวยการที่สถานีภาคพื้นดินกลับมีความซับซ้อนในอีกมิติหนึ่ง อาทิ การเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ เป็นไปในลักษณะจุดต่อจุด เพื่อให้มีฟังก์ชันที่เรียบง่าย แต่กลับทำให้การเดินสายสัญญาณโดยรวมของทั้งระบบมีความยุ่งเหยิง เนื่องจากมีปริมาณสายสัญญาณเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการดูแลและบำรุงรักษาต้องใช้ทั้งทรัพยากรทางด้านบุคคลและเอกสารคู่มือเป็นจำนวนมาก ซึ่งทำให้งบประมาณสำหรับการติดตั้งระบบ การปฏิบัติการ และ การดูแลระบบของสถานีภาคพื้นดิน มีมูลค่าค่อนข้างสูง

สำหรับสถานีภาคพื้นดินในปัจจุบันที่ต้องรับมือกับเทคโนโลยีดาวเทียมที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และการปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อเทียบกับพันธกิจในอดีต อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่แต่เฉพาะส่วนของ TT&C เท่านั้น การออกแบบโครงสร้างและสิ่งอำนวยการของสถานีภาคพื้นดินในปัจจุบัน กลับมีลักษณะที่เรียบง่ายเพื่อสะดวกต่อการปฏิบัติการรับมือกับพันธกิจที่ซับซ้อน อาทิ การนำระบบคอมพิวเตอร์เครือข่าย มาตรฐานการสื่อสารข้อมูล และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประยุกต์ใช้งาน เพื่อลดจำนวนสายสัญญาณ รวมไปถึงจัดการข้อมูลเพื่อสื่อสารกับดาวเทียม

ระบบของ TT&C ในอวกาศ (ดาวเทียม หรือ ยานอวกาศ) โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
  • เครื่องรับส่งสัญญาณวิทยุ (Radio Frequency Tranceiver)
  • สายอากาศ
  • วงจรอิเล็ทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่ตามฟังก์ชันของ TT&C

ระบบของ TT&C ในสถานีภาคพื้นดิน โดยทั่วไปจะประกอบด้วย
  • ศูนย์ภาคพื้นดินสำหรับการควบคุมดาวเทียม
  • ระบบติดตาม (tracking system)
  • ส่วนเชื่อมต่อการสั่งการ
  • ระบบดูแล จัดการ และวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งในส่วนข้อมูลสุขภาพของการทำงานของดาวเทียม และข้อมูลเพย์โหลด
  • ส่วนเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ ภาคพื้นดิน ที่เกี่ยวข้องกับพันธกิจ


แผนภาพแสดงการฏิบัติการ TT&C
ที่มาของภาพ : Fortescue, P., Swinerd, G., and Stark, J., Spacecraft Systems Engineering, 4th edition, John Wiley 2011.
ตัวอย่าง การฏิบัติการ TT&C ตามแผนภาพข้างต้น อาทิ สถานีภาคพื้นดินทำการส่งคำสั่ง (ที่เข้ารหัสไว้) ไปยังดาวเทียมผ่านระบบสื่อสาร เมื่อระบบย่อย TT&C ของดาวเทียมได้รับคำสั่งดังกล่าวแล้ว จะทำการถอดรหัสแล้วบรรจุคำสั่งเข้าไปอยู่ในคิวของการทำงานของมันเองหรือจะกระจายส่งคำสั่งดังกล่าวไปให้ระบบย่อยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สำหรับการตรวจสอบยืนยันแต่ละคำสั่งจะดำเนินการโดยส่งข้อความกลับมาที่สถานีภาคพื้นดินผ่านกระบวนการตรวจวัดเทเลเมทรี (telemetry) โดยปกติแล้วจะดำเนินการในแต่ละขั้นตอนของการกระจายคำสั่ง และหลังจากการดำเนินการคำสั่งนั้นไปแล้ว ทั้งนี้ข้อมูลเทเลเมทรีจะถูกตรอบสอบเพื่อยืนยันว่าการดำเนินการของแต่ละคำสั่งนั้นถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ทั้งนี้การปฏิบัติการของระบบย่อยอื่นๆ จะดำเนินการในลักษณะเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม มีบางระบบย่อยที่มีฟังก์ชันการทำงานที่สำคัญมากต่อพันธกิจ อาทิ การปล่อยอุปกรณ์หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของดาวเทียมสู่อวกาศ ได้แก่ การกางแผงเซลล์สุริยะของดาวเทียม การปล่อยบูมเพื่อการทรงตัว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีบางระบบย่อยที่มีฟังก์ชันการทำงานสำคัญ (แต่ไม่วิกฤติเท่ากับฟังก์ชันข้างต้น) อาทิ เครื่องมือวัดทางวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ดาวน์ลิงค์อีกชุดหนึ่ง (ณ อีกค่าความถี่หนึ่ง) อาจจำเป็นสำหรับดาวน์ลิงค์ข้อมูลเพย์โหลดโดยเฉพาะ ณ อัตราการรับส่งข้อมูลที่สูงกว่าดาวน์ลิงค์เทเลเมทรีทั่วๆ ไป

โดยทั่วไป ระบบการปฏิบัติงานจะมีหลายโหมดเพื่อให้ครอบคลุมกับการปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเริ่มตั้งแต่โหมดปลอดภัย (safe mode) ไปจนถึงโหมดการปฏิบัติการเต็มประสิทธิภาพของแพลทฟอร์มและเพย์โหลด (fully performing mode) ทั้งนี้ในโหมดปลอดภัย ดาวเทียมจะพยายามรักษากำลังไฟฟ้า การควบคุมอุณหภูมิ การรับคำสั่งและการดาวน์ลิงค์เทเลเมทรีที่สำคัญภายใต้สถานการณ์ที่ไม่ปกติ


แผนภาพตัวอย่างโครงสร้างของ TT&C ณ สถานีภาคพื้นดิน
ที่มาของภาพ :Underwood, C., Satellite Engineering, Hand Out, Surrey Space Centre, University of Surrey, 2000.
จากแผนภาพข้างต้นแสดงตัวอย่างหนึ่งของโครงสร้าง TT&C สำหรับสถานีภาคพื้นดิน ที่มีส่วนเชื่อมต่อกับผู้ดูแลระบบ (หรือผู้ปฏิบัติการในสถานีภาคพื้นดิน) ได้แก่
  • ส่วนวิเคราะห์ข้อมูลเพย์โหลด (payload analysis) โดยทั่วไป ข้อมูลเพย์โหลดจะถูกแยกจัดเก็บจากข้อมูลระบบดาวเทียม อย่างไรก็ตาม ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพย์โหลดนั้น ในบางกรณีอาจจะต้องนำข้อมูลของระบบดาวเทียมมาร่วมในการวิเคราะห์ด้วย เพื่อบ่งชี้และหาสาเหตุ อาทิ การถ่ายภาพที่ใช้กล้องออพติค นอกจากข้อมูลภาพถ่ายแล้ว ในการวิเคราะห์อาจจะต้องนำค่าเวลาการเปิดหน้ากล้อง มุมของระบบควบคุมการทรงตัวของดาวเทียมหรือของตัวกล้อง เป็นต้น มาร่วมในการวิเคราะห์
  • ส่วนแสดงผลของการปฏิบัติการ (operator displays) สำหรับการแสดงผลการปฏิบัติการของดาวเทียม รวมไปถึงแสดงข้อมูลสุขภาพของดาวเทียม ณ เวลาหนึ่งๆ
  • ส่วนเก็บข้อมูลสำคัญ (Data Archiving) ทั้งนี้เป็นที่เก็บข้อมูลคำสั่งและข้อมูลเทเลเมทรี เพื่อใช้สำหรับวิเคราะห์การปฏิบัติการของดาวเทียม โดยข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญมากโดยเฉพาะในกรณีที่ดาวเทียมทำงานผิดปกติ เราสามารถนำข้อมูลการปฏิบัติการมาวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุและหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว
  • ส่วนสั่งการดาวเทียม (Data Command Link)

ทั้งนี้ทั้งสี่ส่วนจะเชื่อมต่อกับส่วนควบคุมและอำนวยการ (TT&C facility and controller) ซึ่งทำหน้าเชื่อมต่อกับส่วนระบบสายอากาศ (antenna system หรือ tracking computer) และส่วนควบคุมการส่งคำสั่งและรับข้อมูลเทเลเมทรี (housekeeping controller)

ฟังก์ชัน TT&C ของสถานีภาคพื้นดิน
  • ติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเทียมหรือวัตถุอวกาศด้วยระบบสายอากาศ
  • ขยายสัญญาณเทเลเมทรีด้วยสายอากาศที่มีอัตราการขยายสูง
  • ประมวลและวิเคราะห์ข้อมูลเทเลเมทรี
  • ส่งคำสั่งไปยังดาวเทียมด้วยกำลังส่งที่สูงเพื่อมิให้การอัพลิงค์คำสั่งถูกปิดกั้นจากสภาพแวดล้อมรอบสถานีภาคพื้นดิน รวมไปถึงสัญญาณรบกวณ ณ ย่านความถี่ของการอัพลิงค์
  • สถานีภาคพื้นดินมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการในโหมดต่างๆ อาทิ โหมดปลอดภัย โหมดปฏิบัติการเต็มกำลัง
  • พยายามรักษาช่องทางการสื่อสารกับดาวเทียมไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด ทั้งนี้ อาจจะต้องมีระบบกำลังไฟฟ้าสำรอง การสำรองอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนที่วิกฤตและมีความสำคัญ หรือถ้าพันธกิจมีความสำคัญมาก อาจจะต้องพิจารณามีระบบ TT&C สำรองทั้งระบบแต่มีขนาดย่อส่วน เพื่อให้ปฏิบัติการได้อย่างต่อเนื่อง
  • การกระจายข้อมูล (data distribution) อาทิ ข้อมูลสุขภาพของดาวเทียมไปยังศูนย์ควบคุม ข้อมูลเพย์โหลดไปยังผู้ใช้ ข้อมูลการทดลองไปยังนักวิเคราะห์ การส่งข้อความแจ้งเตือนแก่ผู้ดูแลระบบได้รับทราบถึงสภาวะการทำงานของ TT&C รวมไปถึงเมื่อเกิดสภาวะที่ผิดปกติกับดาวเทียม


แผนภาพตัวอย่างโครงสร้างของ TT&C ณ สถานีภาคพื้นดิน
ที่มาของภาพ : Underwood, C., Satellite Engineering, Hand Out, Surrey Space Centre, University of Surrey, 2000.
จากแผนภาพข้างต้น จะสังเกตได้ว่าสายอากาศ TT&C ของส่วนที่อยู่ในอวกาศจะเป็นแบบ โอมนิ (omni antenna) ซึ่งแพท เทิร์นอัตราการขยายสัญญาณของสายอากาศ (antenna gain pattern) จะมีลักษณะกระจายรอบทิศทาง ทำให้ไม่ว่าดาวเทียมจะมีการทรงตัวในลักษณะใดก็ตามหรือกระทั่งสูญเสียการทรงตัว สายอากาศแบบโอมนิ ยังสามารถรับสัญญาณวิทยุหรือคำสั่งที่ส่งมาจากสถานีภาคพื้นดินได้

โดยทั่วไป ในส่วนของดาวเทียมจะมีชุดรับคำสั่งจากสถานีภาคพื้นดิน (TC receiver) และชุดส่งข้อมูลดาวเทียมกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน (TM transmitter) อย่างละ 2 ชุด โดยชุดที่สองจะเป็นชุดสำรองในกรณีที่ชุดหลักไม่สามารถทำงานได้ ทั้งนี้จะมีส่วนเชื่อมต่อสัญญาณ เพื่อทำการแปลงคำสั่งเป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปยังระบบย่อยปลายทาง หรือเข้ารหัสข้อมูลดาวเทียมเพื่อส่งกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน

ฟังก์ชัน TT&C ของดาวเทียม
  • พยายามรักษาพื้นที่ครอบคลุมโลกสำหรับสายอากาศ TT&C
  • รับคำสั่งปฏิบัติการจากสถานีภาคพื้นดินที่มีสิทธิ์สั่งการควบคุม
  • ส่งข้อมูลสุขภาพและสถานะของระบบย่อยต่างๆ ของดาวเทียมกลับมายังสถานีภาคพื้นดิน
  • พยายามรักษาช่องทางการสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด


จรวดอารยัน 5 กำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศ เพื่อนำส่งยานอวกาศ เฮอร์เชลและพลังค์ (Herschel and Planck)
ที่มาของภาพ http://www.redorbit.com/news/space/1692954/herschel_planck_commissioning_has_begun/
ปฏิบัติการ TT&C (TT&C Operations)

เมื่อจรวดเริ่มทะยานขึ้นจากฐานยิงเพื่อนำส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศสู่อวกาศนั้น ปฏิบัติการ TT&C ก็จะเริ่มดำเนินการ โดยเข้าสู่ขั้นตอนที่เรียกว่า LEOP (Launch and Early Orbit Phase) เมื่อเสร็จจาก LEOP แล้วจะเข้าสู่ขั้นตอนของการทดสอบดาวเทียมในวงโคจร หรือที่เรียกว่า IOT (In Orbit Test Phase) โดยจะมีการทดสอบทั้งในส่วนของแพลทฟอร์ม (ระบบต่างๆ ของดาวเทียม) และเพย์โหลด

ทั้งนี้ทั้งสองขั้นตอนข้างต้น โดยทั่วไปแล้วจะใช้ระยะเวลา 1-2 เดือน เพื่อเป็นการตรวจสอบให้มั่นใจว่าระบบต่างๆของดาวเทียมทำงานได้ถูกต้อง ก่อนที่จะปฏิบัติการตามภารกิจที่กำหนดไว้แบบเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาดังกล่าว การทดสอบทั้งสองเฟสจะใช้ปฏิบัติการ TT&C อย่างมากทั้งในส่วนที่อยู่ในอวกาศ (ดาวเทียม) และส่วนที่อยู่ในสถานีภาคพื้นดิน

เมื่อทั้งสองขั้นตอนดำเนินการเสร็จสิ้นลง กระบวนการต่อไป OSO (On Station Operations) จะเป็นการปฏิบัติการตามพันธกิจที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งจะดาวเทียมจะใช้เวลาตลอดช่วงอายุการทำงานปฏิบัติการตามพันธกิจดังกล่าว อย่างไรก็ตาม TT&C ยังคงมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการเฝ้าตรวจติดตามสุขภาพของดาวเทียม และการดำเนินการของเพย์โหลด

เมื่ออายุการทำงานของดาวเทียมจะสิ้นสุดลง หรือการปฏิบัติการของดาวเทียมประสบปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ปฏิบัติการ TT&C ก็จะเริ่มดำเนินกระบวนการที่เรียกว่า spacecraft decommissioning หรือ end missions โดยถ้าเป็นดาวเทียมหรือยานอวกาศที่โคจรอยู่ใกล้โลก การสั่งการให้ปรับวงโคจรให้ลดต่ำลงเพื่อให้ดาวเทียมหรือยานอวกาศเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก เพื่อการทำลายโดยการเผาไหม้ อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งเพื่อลดปัญหาเรื่องที่จะก่อให้เกิดขยะอวกาศ อาทิ สถานีอวกาศเมียร์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องได้ผ่านการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดี เพื่อให้ชิ้นส่วนบางชิ้นที่เผาไหม้ไม่หมด ตกลงในพื้นที่ที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่บนพื้นโลก

สำหรับในกรณีของดาวเทียมสื่อสารในวงโคจรค้างฟ้า TT&C จะส่งการให้ตัวดาวเทียมเคลื่อนไปอยู่ในวงโคจรที่เรียกว่า วงโคจรสุสาน เพื่อหลีกทางให้ดาวเทียมดวงใหม่เข้าประจำการในตำแหน่งประจำของดาวเทียมดังกล่าว


ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมดาวเทียมของ องค์การอวกาศยุโรป (ESA : European Space Agency)
ที่มาของภาพ http://www.redorbit.com/media/uploads/2012/07/ESOC-MCR-Pos-1-12032012_34x50cm-0184-JuergenMai_large0-617x416.jpg


เอกสารอ้างอิง
    [1] Fortescue, P., Swinerd, G., and Stark, J., Spacecraft Systems Engineering, 4th edition, John Wiley 2011.
    [2] Maral, G., and Bousquet, M., Satellite Communications Systems, 5th edition, John Wiley 2010.
    [3] Evans, B.G., Satellite Communications Systems, 3rd edition, IEE, 1999.
    [4] Underwood, C., Satellite Engineering, Hand Out, Surrey Space Centre, University of Surrey, 2000.
    [5] Handbook on Satellite Communications, 3rd edition, John Wiley 2002.

    แก้ไขล่าสุด 7 ตุลาคม 2556

    กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]