ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวอวกาศ

    เจาะเวลาตามล่าซูเปอร์โนวา


บทนำ
นักดาราศาสตร์มีความเข้าใจมาเป็นเวลานานแล้วมาว่า ซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นในทางช้างเผือกเรา 2 หรือ 3 ครั้งในรอบ 100 ปี โดยความเข้าใจดังกล่าวมาจากการเฝ้าสังเกตกาแล็กซีอื่นๆ ที่คล้ายกับเรา และการนับจำนวนดวงดาวที่มีการระเบิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้นำไปสู่ความลี้ลับไม่สามารถอธิบายหรือทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน โดยครั้งสุดท้ายที่เห็นการเกิดซูเปอร์โนวาในทางช้างเผือกคือ ปี 1680 ซึ่งเป็นเวลาล่วงมาแล้วถึง 330 ปี แต่นักวิทยาศาสตร์และนักดาราศาสตร์ต่างก็มีคำถามว่า ในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้น จริงๆ แล้วอาจจะมีซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นอีกหลายครั้งหลังจากปี 1680 แต่ทำไมเราจึงไม่เห็น เราพลาดอะไรไป?

แต่แล้วเราก็ได้พบซูเปอร์โนวาหนึ่งในหลายๆครั้งที่เกิดขึ้น โดยนักดาราศาสตร์ใช้หอดูดาวรังสีเอ็กซ์ของนาซา ชื่อจันทรา ที่โคจรในอวกาศ และ NRAO's Very Large Array ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ในรัฐนิวเม็กซิโก ทำการตรวจจับหาส่วนที่เหลืออยู่ของซูเปอร์โนวาครั้งล่าสุด ซึ่งซ่อนอยู่ในสนามก๊าซและฝุ่นที่มีความหนาแน่นสูงใกล้กับศูนย์กลางของกาแล็กซี โดยบทความนี้เป็นการอธิบายถึงความเพียรพยายามร่วมทศวรรษในการตามล่าซูเปอร์โนวา

ซูเปอร์โนวา (supernova) : การระเบิดรุนแรงของดาวฤกษ์ แผ่พลังงานมหาศาลอาจมากเท่ากับดาราจักร (galactic) ทั้งดาราจักร โดยเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์หมดเชื้อเพลิงสำหรับปฏิกิริยานิวเคลียร์ แกนกลางจึงหดตัวและเกิดคลื่นกระแทกเป็นระเบิดออกมา

ที่มา : พจนานุกรมศัพท์ดาราศาสตร์ อังกฤษ-ไทย, สมาคมดาราศาสตร์ไทย, 2548


เนื้อหา
การเกิดซูเปอร์โนวาครั้งล่าสุดของกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราได้เกิดขึ้นเมื่อ 140 ปีที่ผ่านมา โดยที่ก่อนหน้านั้น นักวิทยาศาสตร์คาดว่ามีซูเปอร์โนวาเกิดขึ้นราวในปี 1680 ซึ่งก็คือกลุ่มดาวแคสซิโอเปีย (เป็นกลุ่มดาวที่ ทิโค บราห์ พบซูเปอร์โนวา และเป็นแหล่งกำเนิดคลื่นวิทยุรุนแรง ที่มีชื่อว่า แคสซิโอเปียเอ) โดยการตรวจจับว่าเกิดซูเปอร์โนวาหรือไม่นั้นจะอาศัยการสังเกตการณ์การขยายตัวของตัวกาแล็กซีนั่นเอง

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ามีซูเปอร์โนวาที่มีอายุน้อยที่ชื่อว่า "G1.9+0.3." โดยตัวเลขดังกล่าวบ่งถึงตำแหน่งในระบบพิกัดดาราจักรซึ่งอยู่ลึกในศูนย์กลางของทางช้างเผือก โดยที่การระเบิดดังกล่าวไม่สามารถสังเกตเห็นได้เนื่องจากมันเกิดขึ้นในสนามของก๊าซและฝุ่นที่หนาแน่น แต่เราสามารถที่จะสังเกตได้โดยกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์และโทรทรรศน์สัญญาณวิทยุ


ซูเปอร์โนวา G1.9+0.3 ถูกซ่อนในสนามก๊าซและฝุ่น ณ ศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก


หอดูดาวรังสีเอ็กของนาซาที่ชื่อว่าจันทรา (NASA's Chandra X-ray Observatory) และศูนย์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ (National Radio Astronomy Observatory's Very Large Array) เป็นแหล่งที่จะช่วยให้นักดาราศาสตร์ได้ทำความเข้าใจถึงความถี่ในการเกิดซูเปอร์โนวาในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราในกรณีดังกล่าว

สตีเฟน เรย์โนลด์ แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาสเตท ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาจันทรา ได้กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้วเราสามารถสังเกตเห็นบางซูเปอร์โนวาได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์แบบปกติได้กว่าค่อนจักรวาล แต่ในกรณีของ G1.9+0.3 ที่ถูกซ่อนในสนามก๊าซและฝุ่น เราไม่สามารถมองเห็นได้ อย่างไรก็ตาม นับว่าเราโชคดีที่การขยายตัวของกลุ่มก๊าซจากการระเบิดได้ส่องแสงสว่างในย่านคลื่นวิทยุและรังสีเอ็กซ์เป็นเวลานับพันปี ทั้งนี้โทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์และโทรทรรศน์สัญญาณวิทยุสามารถที่จะมองทะลุสิ่งที่บดบังและทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ ที่เราเคยพลาดไป

เดวิด กรีน แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดซ์ กล่าวว่า นักดาราศาสตร์คนอื่นๆ ต่างก็เฝ้าสังเกตซูเปอร์โนวาในกาแล็กซีอื่นๆ เป็นประจำ โดยจากข้อมูลที่มีอยู่นั้น นักวิจัยประมาณว่ามีการเกิดซูเปอร์โนวาในทางช้างเผือก 3 ครั้งทุกๆ 100 ปี ดังนั้นถ้าการประมาณดังกล่าวถูกต้อง ก็ควรจะต้องมีอีก 10 ซูเปอร์โนวาที่มีอายุน้อยกว่าแคสซิโอเปียเอ โดยจะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าเราสามารถติดตามได้หนึ่งในซูเปอร์โนวาเหล่านั้น โดยกรีนได้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า "Very Large Array" โดยใช้จานรับสัญญาณรับสัญญาณคลื่นวิทยุวางเรียงตัวกันเพื่อตรวจจับสัญญาณคลื่นวิทยุจากอวกาศ ตั้งแต่ปี 1985 เพื่อระบุการระเบิดซูเปอร์โนวาใกล้กับศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยคาดหวังว่าผลที่ได้มานั้นเป็นผลจากซูเปอร์โนวาที่เกิดการระเบิดมาแล้ว 400 ถึง 1000 ปีที่แล้ว

2 ปีถัดมา หอดูจันทราได้เผยให้เห็นว่าซูเปอร์โนวาได้ขยายตัวออกถึง 16 เปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่ปี 1985 ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์โนวาดังกล่าวมีอายุน้อยกว่าที่เข้าใจก่อนหน้านี้


ภาพถ่ายโดยจันทราในปี 2007 เผยให้เห็นว่าซูเปอร์โนวามีการขยายตัวออก
โดยวงกลมที่วงไว้เป็นขนาดที่ประมาณไว้ในปี 1985


ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ยังได้ผลยืนยันในเร็วๆนี้ จากการการรับสัญญาณคลื่นวิทยุตามเทคนิค Very Large Array โดยผลการเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่าซูเปอร์โนวามีอายุอยู่ที่ 140 ปี หรืออาจจะน้อยกว่านั้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นอายุที่น้อยที่สุดเท่าที่บันทึกไว้ของกาแล็กซีทางช้างเผือก

นอกจากเป็นสถิติที่อายุน้อยที่สุดแล้ว ซูเปอร์โนวานี้จะถูกให้ความสนใจในด้านอื่นๆ อีกด้วย อาทิเช่น ความเร็วการขยายตัวที่สูง และอนุภาคพลังงานสูงที่ปลดปล่อยออกมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่าศึกษาในเชิงลึก ซึ่งก็จะเป็นหน้าที่ของทั้งจันทรา และ Very Large Array

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข่าววันที่ 19 พฤษภาคม 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]