ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก \ ข่าวอวกาศ

    การค้นพบใหม่บนดาวพุธ


สนามแม่เหล็กของดาวพุธยังคงปรากฏอยู่ การค้นพบปล่องภูเขาไฟอยู่รายรอบแอ่ง Caloris และดูเหมือนว่าดาวพุธหดเข้าไปในตัวของมันเองมากกว่าที่สงสัยไว้ ข้อมูลเหล่านี้เป็นผลจากการที่ยานสำรวจ แมสเซนเจอร์ (MESSENGER) ของนาซา (ซึ่งพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการฟิสิกส์ประยุกต์ APL, Applied Physics Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกิ้น) ได้โคจรผ่านดาวพุธ เมื่อกลางเดือนมกราคม ปี 2008 โดยผลจากการสำรวจในเชิงวิชาการซึ่งได้อธิบายไว้ใน 11 บทความที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร science ฉบับพิเศษ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2008 ทั้งนี้ใน 6 บทความดังกล่าวได้รายงานผลการศึกษาพื้นผิวของดาวพุธ ผิวสี แร่ธาตุ และรูปร่างทางภูมิศาสตร์ โดยสีดังกล่าวได้แสดงปล่องภูเขาไฟตามแนวแอ่ง Craloris ซึ่งเป็นแอ่งที่ใหญ่ที่สุดและอายุน้อยที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลที่เกิดจากการชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่

แอ่ง Caloris และพื้นที่รอบข้าง โดยวงสีส้มที่อยู่ด้านในของแอ่งระบุตำแหน่งที่คาดว่าจะเป็นภูเขาไฟ
ที่มา http://science.nasa.gov/headlines/y2008/03jul_mercuryupdate.htm

ยานสำรวจแมสเซนเจอร์
ที่มา http://www.windows.ucar.edu/space_missions/robotic/messenger/messenger_mercury_big.jpg

ยานสำรวจมาริเนอร์ 10
ที่มา http://www.jpl.nasa.gov/history/hires/1973/venus_mariner10.jpg

จากการรวมข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจมาริเนอร์ 10 และแมสเซนเจอร์ ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างโครงสร้างทางธรณีภายในแอ่ง Caloris ได้ทั้งหมด โดยแอ่งดังกล่าวเกิดจากการชนของดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางและก่อให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ในช่วงหนึ่งพันล้านปีแรกของระบบสุริยะจักรวาล

ในช่วงเวลาที่ภูเขาไฟเหล่านั้นมีการระเบิด มันได้พ่นลาวาและไหลลงไปในแอ่ง ซึ่งทำให้เกิดการผสมผสานในเชิงธรณีวิทยาระหว่างลาวาและส่วนที่มากับการพุ่งเข้าชน ซึ่งการค้นพบปล่องภูเขาไฟรอบๆ แอ่ง Caloris ทำให้ได้ข้อยุติที่นักวิทยาศาสตร์ได้ถกเถียงมานาน ในประเด็นที่ว่าบนดาวพุธนั้นเป็นพื้นเรียบ

ใกล้กับขอบของแอ่ง Caloris ส่วนสว่างรอบๆ รูปที่คล้ายไตแสดงบ่อที่เกิดจากการสะสมของวัตถุต่างๆ ที่ไหลมารวมกัน
โดยเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ

นอกจากนี้มีผลการสำรวจที่น่าตื่นเต้นซึ่งตีพิมพ์ในวาสาร Science นั้นก็คือ สนามแม่เหล็กของดาวพุธ โดยก่อนที่จะมีการค้นพบสนามแม่เหล็กดาวพุธในปี 1970 โดยยานสำรวจมาริเนอร์ 10 มนุษย์เข้าใจว่าโลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีสนามแม่เหล็กรอบตัวเอง โดยสนามแม่เหล็กโลกถูกสร้างขึ้นโดยขบวนการที่เรียกว่า แม็กนีติก ไดนาโม ซึ่งเป็นการไหลเวียนของของเหลว (เหล็ก) ภายในโลก

สนามแม่เหล็กของดาวพุธ
ที่มา http://photojournal.jpl.nasa.gov/targetFamily/Mercury?start=30

ทั้งนี้นักวิจัยเคยประสบปัญหาในปริศนาของสนามแม่เหล็กของดาวพุธ เนื่องจากแกนเหล็กที่เชื่อว่าเย็นตัวลงและหยุดการสร้างสนามแม่เหล็กเป็นเวลานานมาแล้ว แต่ผลจากข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจแมสเซนเจอร์พบว่า สนามแม่เหล็กดาวพุธยังคงปรากฏอยู่ โดยข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าสนามแม่เหล็กดาวพุธเป็นแบบสองขั้วคล้ายกับสนามแม่เหล็กโลก โดยมีขั้วแม่เหล็กเหนือและขั้วแม่เหล็กใต้ ทั้งนี้ไบรอัน แอนเดอร์สัน นักวิทยาศาสตร์ APL ได้กล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ว่าสนามแม่เหล็กดาวพุธเป็นแบบสองขั้ว โดยนักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบความผิดปกติใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสนามแม่เหล็กดังกล่าวได้ยุติลงแล้ว

แมกนีโทรสเฟียร์ของดาวพุธ
ที่มา http://astrolife.netfirms.com/mercury.htm

ลมสุริยะปะทะกับแมกนีโทรสเฟียร์ของดาวพุธ
ที่มา http://www.astronomy.pomona.edu/Projects/planetary/page21.html

อย่างไรก็ตาม ยานสำรวจแมสเซนเจอร์จะโคจรผ่านดาวพุธอีกครั้งในเดือนตุลาคมนี้ โดยนักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าสนามแม่เหล็กนั้นมาจากแกนภายในของดาวพุธ

พื้นผิวดาวพุธที่มีลักษณะเป็นรอยย่นยับ เรียกว่า "lobate scarps"

แกนกลางภายในดาวพุธประกอบด้วยมวลของดาวพุธเองถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัดส่วนที่มากเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์อื่นๆ ความเย็นที่อยู่ภายนอกรอบๆ แกนกลางเป็นสาเหตุนำไปสู่ลักษณะการหดตัวทางธรณีวิทยาบนดาวเคราะห์ ซึ่งทำให้พื้นของดาวพุธเกิดการบีบตัวคล้ายเป็นหน้าผาและบนพื้นผิวจะมีลักษณะเป็นรอยย่นยับที่เรียกว่า "lobate scarps"

พื้นดินส่วนใหญ่บนดาวพุธมีลักษณะเป็นรอยย่นยับ มีหน้าผาขนาดใหญ่ที่ปูนนูนขึ้นมา ซึ่งบ่งชี้ถึงการหดตัวของบริเวณรอบข้าง และบอกให้เราทราบถึงความสำคัญของความเย็นที่ล้อมรอบแกนกลางได้เคยปรากฏขึ้นบนพื้นผิว ทั้งนี้ภายหลังจากการระเบิดครั้งใหญ่ ความเย็นล้อมรอบแกนกลางไม่เพียงแต่เป็นเชื้อเพลิงให้แก่ขบวนการแม็กนีติกไดนาโมเท่านั้น แต่มันนำไปสู่การหดตัวของทั้งดาวเคราะห์อีกด้วย และจากข้อมูลที่ได้จากยานสำรวจแมสเซนเจอร์บ่งชี้ว่าการหดตัวทั้งหมดนั้นมีขนาดมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ไว้

นอกจากนี้ การโคจรผ่านดาวพุธของยานสำรวจแมสเซนเจอร์ยังเป็นการสำรวจเป็นครั้งแรกในการตรวจพบอนุภาคพลังงานสูงในชั้นบรรยากาศเอ็กโซสเฟียส์ของดาวพุธเอง ทั้งนี้ชั้นบรรยากาศเเอ็กโซสเฟียส์ของดาวพุธนั้นแคบมากๆ โดยโมเลกุลที่อยู่ในชั้นบรรยากาศนั้นจะแยกห่างจากกันและจะชนกับพื้นผิวของดาวพุธแทนที่จะชนกันเอง ซึ่งเป็นประเด็นที่ค่อนข้างแปลกมาก อย่างไรก็ตาม สสารที่อยู่ในชั้นบรรยากาศเอ็กโซสเฟียส์นั้นมาจากพื้นผิวของดาวพุธเป็นหลัก โดยเป็นผลของรังสีสุริยะ ลมสุริยะ และสะเก็ดดาว ที่กระแทกพื้นผิวดาวพุธ

ปรากฏการณ์ในชั้นเอ็กโซสเฟียส์ของดาวพุธ

ยานสำรวจแมสเซนเจอร์ได้สำรวจชั้นบรรยากาศเอ็กโซสเฟียส์ของดาวพุธในสามบริเวณ ได้แก่ บริเวณที่เป็นเวลากลางวัน บริเวณที่แบ่งครึ่งกลางวันและกลางคืน และส่วนหางโซเดียม(sodium tail) ที่มีความยาวถึง 40,000 กิโลเมตร ทั้งนี้อะตอมของไฮโดรเจน ฮีเลียม โซเดียม โปตัสเซียม และแคลเซียมได้ถูกพบในชั้นเอ็กโซสเฟียส์ โดยอะตอมเหล่านี้จะถูกเร่งออกไปจากดาวพุธโดยความดันของรังสีสุริยะ โดยอะตอมเหล่านั้นจะจัดรูปเป็นหาง แต่หางดังกล่าวจะปรากฏเด่นชัดหรือไม่นั้นจะขึ้นอยู่กับว่า ณ เวลาดังกล่าวเป็นกลางวัน หรือกลางคืน รวมไปถึงผลของสนามแม่เหล็กและลมสุริยะ อีกทั้งละติจูดก็มีผลด้วย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ประหลาดใจในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นเอ็กโซสเฟียส์

หางโซเดียม(sodium tail) ของดาวพุธ
ที่มา http://www.bu.edu/phpbin/news/releases/display.php?id=1511

นอกจากผลในข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่ได้สร้างความประหลาดใจให้กับนักวิทยาศาสตร์ โดยเกี่ยวข้องกับแมกนีโทสเฟียร์ของดาวพุธ ซึ่งเป็นฟองของสนามแม่เหล็กที่ล้อมรอบดาวเคราะห์ ทั้งนี้ Thomas Zurbuchen แห่งมหาวิทยาลัยมิชิแกน กล่าวว่า แมกนีโทสเฟียร์ของดาวพุธนั้นเต็มไปด้วยทั้งอะตอมและโมเลกุลจำนวนมาก โดยที่เนบิวลา(กลุ่มแก๊สและฝุ่นอวกาศที่เรืองแสงได้) ของดาวพุธมีความซับซ้อนมากกว่าดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดีมาก ทั้งนี้ส่วนประกอบของเนบิวลาดังกล่าวไม่ได้ตรงกับลมสุริยะเลย ทำให้นักวิจัยสรุปว่าวัตถุเหล่านั้นมาจากพื้นผิวของดาวเคราะห์ ซึ่งถือได้ว่าการสำรวจในช่วงต้นปี 2008 เป็นการมองหาส่วนประกอบของพื้นผิวบนดาวพุธก็ว่าได้

ข้อมูลจากยานสำรวจแมสเซนเจอร์เผยให้เห็นถึงส่วนประกอบของกลุ่มแก๊ซของดาวพุธ

จากข้อมูลและผลที่ได้รับนั้น นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น พวกเขากำลังเฝ้ารอการโคจรของยานแมสเซนเจอร์ที่จะผ่านดาวพุธอีกสองครั้ง โดยกำหนดการผ่านจะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2008 และเดือนกันยายน 2009 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะได้ข้อมูลเพิ่มเติมในการทำความเข้าใจดาวพุธได้มากยิ่งขึ้น สำหรับยานแมสเซนเจอร์นั้นจะเดินทางเข้าสู่วงโคจรรอบดาวพุธในปี 2011

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ข่าววันที่ 19 สิงหาคม 2551

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]