ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก\ นักเทคโนโลยีอวกาศ

    นักเทคโนโลยีอวกาศ

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 ต่อ 2101 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


เวอร์นเฮอร์ ฟอน เบราน์
Wernher von Braun
23 มีนาคม 1912 – 16 มิถุนายน 1977

เวอร์นเฮอร์ ฟอน เบราน์ นักฟิสิกส์และวิศกรจรวดชาวเยอรมัน เป็นหนึ่งในยอดนักเทคโนโลยีจรวดชั้นนำของโลกในยุคทศวรรษที่ 20 ทั้งนี้ ฟอน เบราน์ในวัยปลายยี่สิบถึงต้นสามสิบปีเป็นบุคคลสำคัญของเยอรมัน โดยดำรงตำแหน่งหัวหน้าทีมวิศวกรโครงการพัฒนาและสร้างจรวด V-2 อันเลื่องชื่อในช่วงสงครามโลกที่สอง ภายหลังสงครามสิ้นสุดลงในปี 1945 ฟอน เบราน์และบางส่วนของทีมงานเขาได้เข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาในการพัฒนาจรวดเพื่อโครงการอวกาศและความมั่นคง สิบปีต่อมา ฟอน เบราน์ได้รับสัญชาติอเมริกันจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเริ่มต้นในสหรัฐอเมริกา ฟอน เบราน์ ได้ทำงานในโปรแกรมพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป ICBM (intercontinental ballistic missile) ต่อมาภายหลังได้เข้าร่วมทำงานกับนาซา โดยฟอน เบราน์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลของนาซา ที่ฮันท์วิลล์ และเป็นหัวหน้าทีมออกแบบจรวดแซทเทิร์น วี (Saturn V) ที่นำยานอวกาศอพอลโลพร้อมนักบินอวกาศเดินทางไปยังดวงจันทร์

ฟอน เบราน์ได้รับการยกย่องและเคารพว่าเป็น "บิดาของโปรแกรมด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา" (เหมือนกับ เซอร์ไก โคโรเลฟ ที่ได้รับสมญานามว่าเป็น "บิดาแห่งความสำเร็จด้านอวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต") จากความสามารถและทักษะของฟอน เบราน์ทั้งในด้านเทคนิคและการจัดการ รวมไปถึงความทุ่มเทในการพัฒนาด้านการบินอวกาศและจรวด ทำให้ ฟอน เบราน์ได้รับเหรียญวิทยาศาสตร์แห่งชาติในปี 1975

วัยเยาว์
ฟอน เบราน์ เกิดที่วิซซิสค์(Wyrzysk) มณฑลโพเซน อาณาจักรเยอรมัน ฟอน เบราน์มีพี่น้องร่วมสายเลือดเป็นชายล้วนสามคน โดยฟอน เบราน์เป็นคนที่สอง บิดาของฟอน เบราน์ (แม็กนัส ฟอน เบราน์) เป็นข้าราชการพลเรือน ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเป็นนักการเมือง แต่บิดาของฟอน เบราน์เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร


บิดาของฟอน เบราน์ (คนนั่งซ้ายมือสุด) ถ่ายรูปร่วมกับคณะรัฐมนตรี
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Magnus_von_Braun_(senior)



พี่ชายของฟอน เบราน์ ฟอน เบราน์ (คนกลาง) และน้องชายของฟอน เบราน์
ที่มา http://www.nasaimages.org/luna/servlet/detail/nasaNAS~9~9~60047~163894:


ในวัยเยาว์ ฟอน เบราน์ได้รับกล้องโทรทรรศน์จากมารดาของเขา จากนั้น ฟอน เบราน์ ก็ได้ค้นพบว่าตนเองหลงไหลไปกับการดูดาวบนท้องฟ้า ในปี 1918 เมืองวิซซิสค์ถูกมอบให้กับโปแลนด์ ครอบครัวของฟอน เบราน์ก็เหมือนกับครอบครัวเยอรมันอื่นๆ ได้ย้ายกลับไปในเขตแดนของเยอรมัน ทั้งนี้ครอบครัวของฟอน เบราน์ได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน


กรุงเบอร์ลิน ในยุคทศวรรษ 1900
ที่มา http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Schlo%C3%9Fplatz,_Berlin_1900.jpg


นอกจากนี้ ในวัยเยาว์ ฟอน เบราน์ เรียนดนตรีโดยเฉพาะเปียโนและเชลโล ทำให้เขามีความสามารถในทางดนตรีสูง โดยฟอน เบราน์สามารถเล่นเพลงของบีโธเฟนและบาคได้ ทั้งนี้ ฟอน เบราน์ใฝ่ฝันว่าจะเป็นนักแต่งเพลง โดยเขาได้เข้าเรียนกับนักแต่งเพลงชื่อดังของเยอรมัน พอล ไฮน์เดมิทซ์ โดยในปัจจุบันยังปรากฏหลักฐานเพลงที่ฟอน เบราน์ได้แต่งไว้ในสไตล์ของไฮน์เดมิทซ์

ในปี 1925 ฟอน เบราน์เข้าเรียนที่ Ettersburg และต่อมาในปี 1928 ฟอน เบราน์ได้ย้ายไปเรียนที่ Hermann-Lietz-Internat ซึ่ง ณ ที่นี่ ฟอน เบราน์ได้อ่านหนังสือชื่อ Die Rakete zu den Planetenraumen (The Rocket into Interplanetary Space) ซึ่งแต่งโดยชาวเยอรมันชื่อ เฮอร์มันน์ โอเบิร์ช ผู้บุกเบิกด้านวิศวกรรมจรวด ทั้งนี้ความคิดที่จะเดินทางไปในอวกาศได้ทำให้ฟอน เบราน์ถึงกับหลงใหล และจากจุดนี้เองที่ทำให้เขาสมัครเรียนในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์เพื่อที่จะได้สานความฝันเรื่องจรวดให้เป็นจริง


หนังสือ The Rocket into Interplanetary Space แต่งโดย เฮอร์มันน์ โอเบิร์ช
ที่มา http://www.deutsches-museum.de/fileadmin/Content/Haupthaus/Ausstellungen/Sonderausstellungen/2008/raketen1.jpg



เฮอร์มันน์ โอเบิร์ช ผู้บุกเบิกด้านวิศวกรรมจรวดของเยอรมัน
ที่มา http://cache.eb.com/eb/image?id=25507&rendTypeId=4


ในปี 1930 (อายุ 18 ปี) ฟอน เบราน์เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งกรุงเบอร์ลิน (Technical University of Berlin) ที่ซึ่งฟอน เบราน์เข้าร่วมกับสมาคมการบินอวกาศ (VfR : Verein fur Raumschiffahrt) และมีส่วนช่วย เฮอร์มันน์ โอเบิร์ช ในการทดสอบมอเตอร์จรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว นอกจากนี้ ฟอน เบราน์ ยังเข้าศึกษา ณ สถาบัน ETH ที่ซูริค ถึงแม้ว่าหลายปีต่อมา ฟอน เบราน์จะทำงานให้กับโครงการจรวดของกองทัพ (เยอรมัน และ สหรัฐอเมริกา) เป็นหลัก แต่การเดินทางไปในอวกาศยังคงเป็นความสนใจหลักและอยู่ในใจฟอน เบราน์มาตลอด


มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งกรุงเบอร์ลิน
ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/76/Bundesarchiv_Bild_146-2006-0130%2C_Berlin%2C_Humboldt_Universit%C3%A4t.jpg



การทดลองจรวดของ VfR ในปี 1930 ฟอน เบราน์ คนที่สองจากขวามือของภาพ
ที่มา http://www.droopsnoot.co.uk/Photos/VfR.jpg



สถาบัน ETH ซูริค
ที่มา http://www.gmw06.ch/English/Bilder/Semper-Bau-Raemi-b.gif


นักจรวดทำงานให้กับนาซี
ในระหว่างที่ ฟอน เบราน์ กำลังทำวิจัยสำหรับการจบปริญญาเอก พรรคนาซีก็ได้รับการเลือกตั้งเข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศ และเรื่องของจรวดก็เป็นเรื่องพรรคนาซีให้ความสำคัญโดยยกให้เป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ ผู้บังคับการกองปืนใหญ่ วอลเตอร์ ดอร์นเบอร์เกอร์ ได้จัดการให้หน่วยงานวิจัยของกรมสรรพาวุธให้ทุนวิจัยแก่ ฟอน เบราน์ และ ฟอน เบราน์ ได้ร่วมทำงานกับดอร์นเบอร์เกอร์ที่คูมเมอร์ซดอฟ (Kummersdorf) ซึ่งเป็นสถานที่ทดสอบจรวดเชื้อเพลิงแข็ง


ฟอน เบราน์ และดอร์นเบอร์เกอร์ (ซ้ายมือของฟอน เบราน์)
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Bundesarchiv_Bild_146-1978-Anh.024-03,_Peenem%C3%BCnde,_Dornberger,_Olbricht,_Leeb,_v._Braun.jpg


ในวันที่ 27 กรกฎาคม 1934 ดัวยวัยเพียง 22 ปี ฟอน เบราน์ ได้รับปริญญาเอกสาขาฟิสิกส์ ด้านวิศวกรรมการบินอวกาศ (aerospace engineering) จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน โดยเขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องการทดสอบการเผาไหม้ (About Combustion Tests ) โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาคือ อิริค ชูมันน์ (Erich Schumann)


ส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ของฟอน เบราน์
ที่มา http://adamant.typepad.com/photos/uncategorized/2007/12/12/450932bi10.jpg


อย่างไรก็ตามวิทยานิพนธ์ของฟอน เบราน์เป็นแค่ส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่เขาทำ ทั้งนี้ผลงานฉบับสมบูรณ์ของเขามีชื่อว่า Construction, Theoretical, and Experimental Solution to the Problem of the Liquid Propellant Rocket (ฉบับวันที่ 16 เมษายน 1934) โดยมันได้ถูกเก็บไว้เป็นความลับโดยกองทัพ และไม่ได้รับการเผยแพร่จนกระทั่งถึงปี 1960

ภายในปี 1934 ทีมงานของฟอน เบราน์ประสบผลสำเร็จในการทดลองยิงจรวดสองลำขึ้นสู่ท้องฟ้า โดยทำความสูงได้ 2.2 และ 3.5 กิโลเมตรตามลำดับ

ณ เวลานั้น เยอรมันได้ให้ความสนใจในงานวิจัยของนักฟิสิกส์ชาวอเมริกันที่ชื่อว่า โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด ทั้งนี้ในช่วงเวลาก่อนปี 1939 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันได้ติดต่อกับก็อดดาร์ดตามโอกาสที่อำนวยเพื่อสอบถามคำถามทางเทคนิค ทั้งนี้ ฟอน เบราน์ได้ใช้แผนของก็อดดาร์ดจากการรวบรวมมาจากวารสารทางวิชาการที่ ก็อดดาร์ดได้ตีพิมพ์ไว้ แล้วนำข้อมูลของก็อดดาร์ดและของเขาเองมาผสมผสานในการออกแบบและสร้างจรวด A (Aggregat) โดยเป็นที่ทราบดีว่าจรวด A-4 ก็คือเจ้าจรวด V-2 นั่นเอง


โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Robert_H._Goddard



จรวด V-2
ที่มา http://news.bbc.co.uk/nol/shared/spl/hi/pop_ups/04/sci_nat_manned_space_flight/img/1.jpg



ซากชิ้นส่วนของจรวด V-2
ที่มา http://forums.canadiancontent.net/news/71194-britains-fury-germans-name-school.html


ในปี 1963 ฟอน เบราน์ ได้สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางด้านจรวด โดยได้กล่าวถึงผลงานของก็อดดาร์ด "จรวดของก็อดดาร์ดอาจจะดูไม่ดีเมื่อเทียบกับมาตรฐานในปัจจุบัน แต่จรวดเหล่านั้นได้แสดงและนำทางให้เราได้นำข้อดีเหล่านั้นมาใช้ในการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่และยานอวกาศ" ซึ่งผลงานของก็อดดาร์ดได้เคยพิสูจน์มาแล้วอย่างชัดเจนโดยฟอน เบราน์ ในปี 1944 เมื่อนาซียิงจรวด V-2 เข้าใส่เกาะอังกฤษ อย่างไรก็ตาม มีจรวด V-2 ลำหนึ่งตกลงที่สวีเดน และชิ้นส่วนของมันได้ถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการแอนนาโปลิสที่ซึ่งก็อดดาร์ดกำลังทำวิจัยให้กับกองทัพเรือ ก็อดดาร์ดได้เขียนในรายงานว่าตัวเขาจดจำชิ้นส่วนเหล่านั้นได้เป็นอย่างดีเพราะมันผลงานการคิดค้นของเขาเองและไม่คิดว่าผลงานของเขาจะกลับกลายเป็นอาวุธ

หลังจากสมาคมการบินอวกาศ VfR ต้องปิดตัวลง ก็ไม่มีสมาคมจรวดในเยอรมันได้รับอนุญาตให้มีกิจกรรม และการทดสอบจรวดโดยพลเรือนก็เป็นสิ่งต้องห้ามภายใต้การปกครองโดยนาซี มีเพียงการพัฒนาโดยกองทัพเท่านั้นที่ได้รับอนุญาต และเพื่อการนี้โดยเฉพาะ กองทัพเยอรมันได้จัดสถานที่ขนาดใหญ่เพื่อการพัฒนาและทดสอบจรวดขึ้นที่ พีนีมุนเดอร์ (Peenemunde) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเยอรมันบนคาบสมุทรบอลติค


พีนีมุนเดอร์ สถานที่พัฒนาและทดสอบจรวด V-2
ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/ac/Peenem%C3%BCnde_V2_Testgel%C3%A4nde.jpg





การทดสอบยิงจรวด V-2
ที่มา http://www.sa-telephone.net/link/sat.html


ณ พีนีมุนเดอร์ ดอร์นเบอร์เกอร์กลายมาเป็นผู้บัญชาการ โดยมีฟอน เบราน์เป็นผู้อำนวยการด้านเทคนิค ด้วยความร่วมมือกับ Luftwaffe ทีมงานที่ พีนีมุนเดอร์ ได้พัฒนาเครื่องยนต์ของจรวดเชื้อเพลิงเหลวสำหรับเครื่องบินและสำหรับช่วยการขึ้นของเครื่องเจ็ท นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกล A-4 และจรวดต่อต้านขีปนาวุธ

จากหลักฐานของสหรัฐอเมริกาวันที่ 23 เมษายน 1947 ระบุว่าฟอน เบราน์ได้เข้าร่วมกับเอสเอส ตั้งแต่ปี 1937 (เอสเอสเริ่มต้นเป็นแค่หน่วยอารักขาฮิตเลอร์แต่ต่อมามีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีขนาดใหญ่เท่ากองทัพ จนมีการกล่าวว่า เอสเอสเป็นกองทัพของฮิตเลอร์ที่ซ้อนกองทัพบกเยอรมัน) ซึ่งฟอน เบราน์ได้กล่าวในภายหลังว่า ตัวเขาเองจำเป็นต้องเข้าร่วมเนื่องจากการปฏิเสธจะส่งผลให้ตัวเขาไม่สามารถทำงานด้านจรวดต่อไปได้ อีกทั้งการเป็นสมาชิกของเขาก็ไม่ได้เกี่ยวข้อใดกับกิจกรรมทางการเมือง อีกทั้งดอร์นเบอร์เกอร์ได้ยืนยันว่า การปฏิเสธเข้าร่วมกับเอสเอสจะทำให้ตัวเขาไม่สามารถทำงานต่อไปได้ เขาจึงไม่มีทางเลือก


นายทหารระดับสูงของเอสเอสในการตรวจเยี่ยมที่พีนีมุนเดอร์
ที่มา http://waterocket.explorer.free.fr/images/von07.jpeg


ในวันที่ 22 ธันวาคม 1942 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ลงนามสั่งการให้ผลิตจรวด A-4 เพื่อใช้ในเป็นอาวุธแก้แค้นฝ่ายสัมพันธมิตรโดยมีเป้าหมายคือกรุงลอนดอน ต่อมาในวันที่ 7 กรกฎาคม 1943 ฟอน เบราน์ได้บรรยายด้วยภาพบันทึกวิดีโอสีที่แสดงการยิงจรวด A-4 ทำให้ฮิตเลอร์รู้สึกพอใจเป็นอย่างมากและตั้งฟอน เบราน์เป็นศาสตราจารย์ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติเป็นอย่างมากที่วิศวกรอายุเพียง 31 ปีจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว


อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำของเยอรมัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่มา http://www.bushywood.com/adolf_hitler.htm


ในเวลาเดียวกันนั้น สายลับของอังกฤษและโซเวียตได้ตระหนักและล่วงรู้ถึงโปรแกรมจรวดและทีมงานของฟอน เบราน์ที่พีนีมุนเดอร์ จึงมีการโจมตีพีนีมุนเดอร์โดยสัมพันธมิตรตลอดคืนวันที่ 17 และ 18 สิงหาคม 1943 โดยใช้เครื่องบินจำนวน 596 ลำ ทิ้งระเบิดถึง 1,800 ตัน แต่เยอรมันสามารถขนย้ายสิ่งอำนวยการและทีมนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตราย ยกเว้นนักออกแบบเครื่องยนต์และหัวหน้าวิศวกรได้เสียชีวิตจากการโจมตี และทำให้โปรแกรมจรวดต้องล่าช้าออกไปอีก

จรวด A-4 หรือ V-2 (Vergeltungswaffe 2 "Retaliation/Vengeance Weapon 2") ลำแรกได้ถูกยิงเข้าใส่อังกฤษในวันที่ 7 กันยายน 1944 โดยนับแล้วเป็นเวลาเพียง 21 เดือนที่โครงการจรวดเยอรมันได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ

ที่มา http://www.astrocentral.co.uk/race1.html
ที่มา http://forums.canadiancontent.net/news/71194-britains-fury-germans-name-school.html


ที่มา http://www.annefrankguide.com/en-GB/bronnenbank.asp?aid=37626
ที่มา http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?p=27064582
จรวด V-2 ถล่มกรุงลอนดอน

ฟอน เบราน์สนใจในจรวดโดยเฉพาะการนำไปใช้ในการเดินทางไปในอวกาศ เมื่อเขาได้รับข่าวจากลอนดอน เขาถึงกับพูดว่า "จรวดทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบสำหรับการร่อนลงบนดาวเคราะห์ที่ผิดดวง" นอกจากนี้เขายังกล่าวกับตนเองว่าวันนั้นเป็น "วันที่มืดมิด"

ถูกจับและปล่อยโดยนาซี
ตั้งแต่เดือนตุลาคม 1943 ฟอน เบราน์ ถูกสายลับของเอสเอสเฝ้าติดตาม ทั้งนี้ ฟอน เบราน์และเพื่อนร่วมงานได้แสดงความคิดและความเสียใจ ณ บ้านพักของวิศวกรในค่ำคืนหนึ่ง โดยพวกเขาคิดว่าไม่ได้ทำงานเพื่อสร้างยานอวกาศและรู้สึกว่าสงครามกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ไม่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกพิจารณาว่าเป็นทัศนคติของผู้แพ้ ทั้งนี้มีการปรักปรำว่า ฟอน เบราน์เป็นพวกคอมมูนนิสต์และมีความประสงค์ที่จะทำให้โปรแกรม V-2 ล้มเหลว อีกทั้งฟอน เบราน์ มีทักษะและเคยผ่านการสอบเป็นนักบินมาแล้ว ทำให้เกิดความระแวงว่าฟอน เบราน์จะหนีไปอังกฤษ จากข้อระแวงทั้งหมดนำไปสู่การจับกุมฟอน เบราน์โดยตำรวจลับเกตตาโปในวันที่ 14 มีนาคม 1944 ฟอน เบราน์ถูกนำตัวไปที่สำนักงานของเกตตาโปในโปแลนด์และถูกคุมขังเป็นเวลาสองสัปดาห์โดยไม่ทราบว่าโดนจับกุมด้วยข้อหาอะไร อย่างไรก็ตามด้วยความช่วยเหลือของดอร์นเบอร์เกอร์และรัฐมนตรีที่ดูแลเรื่องอาวุธสำหรับสงครามได้เกลี่ยกล่อมให้ฮิตเลอร์ปล่อยตัวฟอน เบราน์เพื่อให้โปรแกรมจรวด V-2 เดินหน้าต่อ และฟอน เบราน์ก็ได้รับการปล่อยตัว

จำนนต่ออเมริกา

กองทัพโซเวียตกำลังรุกคืบหน้าเข้าไปในเยอรมัน
ที่มา http://pro.corbis.com/images/HU061101.jpg?size=67&uid=CDC72842-9415-4B82-B059-6282EDDCD857


ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1945 กองทัพโซเวียตอยู่ห่างจากพีนีมุนเดอร์เพียง 160 กิโลเมตร ฟอน เบราน์ประชุมกับทีมงานของเขาและถามว่าทีมงานว่าควรจะจำนนต่อฝ่ายใด สหรัฐอเมริกาหรือโซเวียต โดยความกลัวต่อโซเวียตที่ทารุณต่อนักโทษสงคราม ฟอน เบราน์และทีมงานของเขาตัดสินใจที่จะจำนนต่อสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น มีคำสั่ง 2 คำสั่งที่ขัดแย้งกันส่งมายัง ฟอน เบราน์ โดยคำสั่งแรกสั่งโดยนายพลฮันซ์ คามม์เลอร์แห่งหน่วยเอสเอสสั่งให้ทีมงานของ ฟอน เบราน์เคลื่อนย้ายลงไปยังบริเวณที่อยู่ตอนกลางของเยอรมัน ในขณะที่อีกคำสั่งออกโดยผู้บัญชาการกองทัพบกสั่งให้ทีมงานของ ฟอน เบราน์เข้าร่วมกับกองทัพเพื่อต่อสู้กับโซเวียต แต่ฟอน เบราน์เลือกที่จะทำตามคำสั่งแรกซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อทีมงานเขา ฟอน เบราน์ขนย้ายเอกสารและทีมงานของเขาจำนวน 500 คน ไปยัง Mittelwerk ที่ซึ่งโรงงานผลิตจรวด V-2 ตั้งอยู่ (โรงงานตั้งอยู่ใต้ดิน โดยมีสองอุโมงค์ แต่ละอุโมงค์มีความยาว 1.6 กิโลเมตร)


กองทัพสหรัฐอเมริกาเข้ายึดและควบคุมจรวด V-2 ได้ในอุโมงค์ใต้ดิน ที่ Mittelwerk
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Mittelwerk


ด้วยความกลัวว่าเอกสารจะถูกทำลายโดยหน่วยเอสเอส ฟอน เบราน์ได้สั่งให้เก็บซ่อนแบบพิมพ์เขียวของจรวด V-2 ไว้ที่เหมืองร้างแห่งหนึ่งในเทือกเขา Harz


เทือกเขา Harz
ที่มา http://media-2.web.britannica.com/eb-media/69/114669-004-5875CB10.jpg


ย้อนกลับไปในเดือนมีนาคม 1945 ระหว่างเดินทางไปราชการรถยนต์ของฟอน เบราน์ เกิดอุบัติเหตุเนื่องจากพลขับหลับใน ฟอน เบราน์ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณไหล่และแขนซ้าย ถัดมาในเดือนเมษายน ขณะที่พันธมิตรกำลังรุกคืบเข้าไปในเยอรมันอย่างรวดเร็ว นายพลฮันซ์ คามม์เลอร์แห่งหน่วยเอสเอสสั่งการให้ทีมนักวิทยาศาสตร์เคลื่อนย้ายไปยังเมือง Oberammergau ในเทือกเขาเอลป์ในแคว้นบาวาเรีย ที่ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์จะได้รับการคุ้มกันโดยทหารของเอสเอส อย่างไรก็ตาม ก็มคำสั่งให้ยิงทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ถ้าพวกเขาจะต้องตกไปอยู่ในมือของศัตรู อย่างไรก็ตาม ฟอน เบราน์ได้กล่อมให้นายทหารของเอสเอสกระจายกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ไปยังหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงเพื่อจะได้ไม่เป็นเป้าโจมตีโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดของสหรัฐอเมริกา

ในวันที่ 2 พฤษภาคม 1945 น้องชายของฟอน เบราน์ขับจักรยานเข้าไปหาพลทหารของกองทหารราบที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา และกล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า พี่ชายของเขาคือเวอร์นเฮอร์ ฟอน เบราน์ คนที่สร้างจรวด V-2 และทีมงานต้องการยอมจำนน

นายทหารระดับสูงทราบดีว่า การจับเวอร์นเฮอร์ ฟอน เบราน์และทีมงานได้นั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากฟอน เบราน์เป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศกรอันดับสูงสุดที่อยู่ในบัญชีดำและเป็นเป้าหมายที่ทางการสหรัฐอเมริกาต้องการได้ตัว

ที่มา http://www.etsu.edu/math/gardner/
sputnik/braun-surrender.gif
ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/
commons/b/b0/Dornberger-Axter-von_Braun.gif
ฟอน เบราน์ มอบตัวต่อสหรัฐอเมริกา


กองทัพโซเวียตบุกยึดกรุงเบอร์ลิน
ที่มา http://www.history.neu.edu/fac/burds/hst3390_files/image001.jpg


ในวันที่ 19 มิถุนายน 1945 สองวันก่อนกำหนดการที่จะต้องส่งมอบพื้นที่ให้กับโซเวียต นายทหารระดับสูงของสหรัฐอเมริกานำตัวฟอน เบราน์และดอร์นเบอร์เกอร์จากการ์มิสซ์ไปยังมิวนิค จากนั้นฟอน เบราน์ได้ตกเป็นของสหรัฐภายใต้ปฏิบัติการที่ชื่อว่า Operation Overcast


ฟอน เบราน์และทีมงานเยอรมันได้รับอนุมัติให้ทำงานกับกองทัพบกสหรัฐอเมริกา
ที่มา http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/4e/Project_Paperclip_Team_at_Fort_Bliss.jpg


นักจรวดทำงานให้กับสหรัฐอเมริกา: เริ่มต้นที่กองทัพบกสหรัฐอเมริกา
สหรัฐอเมริกาได้ประกาศเป็นทางการเมื่อเดือนตุลาคม 1945 ว่าอนุมัติการรับโอนตัว ฟอน เบราน์และทีมงานจากเยอรมันเข้าทำงานให้กับกองทัพบกสหรัฐอเมริกา

ในช่วงเริ่มต้น กองทัพบกจัดเตรียมสถานที่ที่ Fort Bliss มลรัฐเทกซัสให้ แและทีมงานจากเยอรมันทำการศึกษาและทำวิจัยเรื่องจรวดสำหรับทางทหารภายใต้ชื่อว่า โครงการเฮอเมส (Hermes project) ทั้งนี้ฟอน เบราน์และทีมงานได้ทำการประกอบและทดลองยิงจรวด V-2 จำนวนหลายลำ (ชิ้นส่วนของมันถูกยึดได้โดยสหรัฐอเมริกา) เพื่อนำผลมาพัฒนาต่อไป

ในปี 1950 ณ เวลาเดียวกันกับการเกิดสงครามเกาหลี ฟอน เบราน์และทีมงานได้ถูกโอนย้ายมาอยู่ที่ฮันท์วิลล์ มลรัฐอลาบามา (ที่ซึ่งเป็นบ้านใหม่ของพวกเขาตลอด 20 ปีต่อมา) ระหว่างปี 1950 ถึง 1956 ฟอน เบราน์เป็นผู้นำทีมพัฒนาจรวดของกองทัพบกที่ Redstone Arsenal โดยเขาและทีมงานได้สร้างจรวดชื่อ “เรดสโตน” ซึ่งถูกใช้สำหรับทดสอบขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียลูกแรกโดยสหรัฐอเมริกา


ฟอน เบราน์ ณ Redstone Arsenal
ที่มา http://www.redstone.army.mil/history/archives/personnel/toftoy_von_braun_01.jpg


ในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการแผนการปฏิบัติการพัฒนาของ ABMA (Army Ballistic Missile Agency) ฟอน เบราน์และทีมงาน ได้พัฒนาจรวดจูปิเตอร์-ซี ซึ่งปรับปรุงมาจากจรวดเรดสโตน โดยจูปิเตอร์-ซี ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐอเมริกา "เอ็กโปรเลอร์ 1" ขึ้นสู่อวกาศและโคจรรอบโลกในวันที่ 31 มกราคม 1958 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถือว่าเป็นการกำเนิดของโปรแกรมทางด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา


ฟอน เบราน์ ณ แผนการปฏิบัติการพัฒนาของ ABMA
ที่มา http://www.redstone.army.mil/history/archives/vonbraun/abma_dev_op_div_01.jpg


ถึงแม้ว่าฟอน เบราน์และทีมงานจะทำงานให้กับกองทัพเป็นเวลาร่วม 12 ปี ตั้งแต่ปี 1945 ถึง 1957 และสร้างจรวดเรดสโตนรวมไปถึงจรวดจูปิเตอร์-ซี ที่กู้หน้าสหรัฐอเมริกาไว้ ในการส่งดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐอเมริกา “เอ็กโปรเลอร์ 1” ขึ้นสู่อวกาศ และโคจรรอบโลกได้เป็นผลสำเร็จ (เนื่องจากจรวดแวนการ์ดที่สหรัฐอเมริกายิงในวันที่ 6 ธันวาคม 1957 เพื่อต้องการส่งดาวเทียมแข่งกับโซเวียตที่ประสบผลสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุคนิกโคจรรอบโลก โดยจรวดแวนการ์ดพุ่งขึ้นสูงจากฐานยิงเพียง 1.2 เมตรและเกิดการระเบิดขึ้น โดยดาวเทียมขนาดเล็กที่อยู่บนส่วนหัวของจรวดนั้นตกลงมาและม้วนกลิ้งไปหยุดที่พุ่มไม้ใกล้กับฐานยิงและเริ่มทำการส่งสัญญาณวิทยุออกมา เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความอับอายต่อหน้าชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก) แต่ฟอน เบราน์และทีมงานก็รู้สึกท้อแท้และเบื่อหน่ายเนื่องจากทางการสหรัฐอเมริกาไม่ค่อยสนใจในงานที่ฟอน เบราน์และทีมงานดำเนินการอยู่ แต่กลับไปสนใจโปรแกรมจรวดอื่นๆ ที่เสนอโดยคนอื่น อีกทั้งในโซเวียตนั้นมี เซอร์ไก โคโรเลฟและทีมนักวิทยาศาสตร์พร้อมกับทีมวิศวกรดำเนินการล้ำหน้ากว่าสหรัฐอเมริกาด้วยการพัฒนาจรวดรุ่นใหม่ๆ รวมไปถึงโปรแกรมสปุคนิก นอกจากนี้สื่อในสหรัฐอเมริกาพยายามที่จะขุดคุ้ยเรื่องในอดีตที่ฟอน เบราน์เป็นสมาชิกของหน่วยเอสเอสและการใช้แรงงานเชลยสงครามในการสร้างจรวด V-2


จรวดแวนการ์ดพุ่งขึ้นสูงจากฐานยิงเพียง 1.2 เมตรและเกิดการระเบิดขึ้น
ที่มา http://history.nasa.gov/SP-4406/chap3.html



จรวดจูปิเตอร์ ซีทะยานขึ้นสู่อวกาศเพื่อนำส่งดาวเทียมเอ็กโปรเลอร์ 1
ที่มา http://www.allpar.com/photos/military/jupiter-C.jpg



ฟอน เบราน์ และโมเดลดาวเทียมเอ็กโปรเลอร์ 1
ที่มา http://history.nasa.gov/SP-4406/chap3.html



ขนาดเปรียบเทียบจรวดจูปิเตอร์ จรวดเรดสโตนของสหรัฐอเมริกาที่พัฒนาและสร้างโดยฟอน เบราน์
กับ จรวดวอสตอคของโซเวียตที่นำส่งดาวเทียมสปุคนิก
ที่มา http://www.nasa.gov/worldbook/rocket_worldbook.html


แนวความคิดที่มนุษย์สามารถท่องอวกาศ
ฟอน เบราน์ชอบที่จะมอบความสุขให้แก่ทีมงานของเขาโดยเฉพาะความฝันในเรื่องการท่องอวกาศของมนุษย์ โดยในหนังสือพิมพ์ของฮันท์วิลลล์ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 1950 ได้พาดข่าวหน้าหนึ่งว่า “ดร.ฟอน เบราน์ กล่าวว่า เป็นไปได้ที่จรวดสามารถเดินทางไปถึงดวงจันทร์” และต่อมาในปี 1952 ฟอน เบราน์ได้เขียนบทความเกี่ยวกับมนุษย์ในสถานีอวกาศ เรื่อง Crossing the last frontier ตีพิมพ์ในวารสาร Collier's Weekly ภายใต้ชื่อรวม Man Will Conquer Space Soon! ซึ่งแนวความคิดของฟอน เบราน์ โดยเฉพาะทิศทางของวิวัฒนาการเชิงเทคนิคในด้านการบินอวกาศได้กลายมาเป็นจริงในภายหลังต่อมา


ที่มา http://home.flash.net/~aajiv/bd/colliers.html


ที่มา http://www.centauri-dreams.org/?p=1246
บทความ Crossing the last frontier ของฟอน เบราน์ ตีพิมพ์ในวารสาร Collier's Weekly เมื่อ 22 มีนาคม 1952


นอกจากนี้ ฟอน เบราน์นำเสนอแนวความคิดเรื่องสถานีอวกาศเพื่อเป็นฐานสำหรับการสำรวจดวงจันทร์ โดยฟอน เบราน์จินตนาการว่าการสำรวจดังกล่าวเป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่ใช้นักบินอวกาศถึง 50 คน เดินทางด้วยยานอวกาศ 3 ลำ (สองลำบรรทุกนักบินอวกาศ และ หนึ่งลำสำกรับสัมภาระ) โดยยานอวกาศแตรละลำมีขนาดความยาว 49 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 33 เมตร ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เจท 30 ชุด เมื่อเดินทางไปถึงดวงจันทร์ นักบินอวกาศก็จะตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ในบริเวณ Sinus Roris โดยใช้ยานสัมภาระที่ว่างเป็นที่พัก (ขนของออก) และใช้เวลาแปดสัปดาห์ในการสำรวจบริเวณรอบๆ ในรัศมี 400 กิโลเมตร โดยใช้ยานสำรวจโรเวอร์ไปยังหลุม Harpalus และ เนินเขา Mare Imbrium


Baby Space Station โดยฟอน เบราน์
ที่มา http://history.nasa.gov/SP-4221/ch2.htm



หนังสือ First Men to the Moon เขียนโดยฟอน เบราน์ 1960
ที่มา http://www.reformation.org/general-groves.html


ฟอน เบราน์ยังได้ทำงานบนแนวความคิดของการสำรวจดาวอังคารโดยใช้สถานีอวกาศเป็นฐาน โดยฟอน เบราน์เสนอว่าต้องใช้ยานสำรวจขนาดใหญ่สิบลำ โดยเก้าลำบรรทุกนักบินอวกาศ 70 คน และอีกหนึ่งลำสำหรับสัมภาระ เนื่องจากเป็นพันธกิจขนาดยักษ์ ทำให้จำเป็นที่ต้องมีการคำนวณพารามิเตอร์ในเชิงวิศวกรรมและการบินอวกาศ เพื่อให้ใช้พลังงานน้อยที่สุดในการเปลี่ยนวงโคจรสำหรับการเดินทางไปยังดาวอังคารและเดินทางกลับมายังโลก


หนังสือโครงการดาวอังคาร
ที่มา http://www.press.uillinois.edu/books/images/9780252062278.jpg


นอกจากนี้ ฟอน เบราน์ได้มีส่วนร่วมในการดึงความสนใจของผู้คนให้มีต่อโปรแกรมทางด้านอวกาศโดยการทำงานร่วมกับวอลท์ ดิสนีย์ และ ดิสนีย์สตูดิโอ ในฐานะผู้อำนวยการด้านเทคนิค เริ่มต้นด้วยภาพยนตร์บนโทรทัศน์สามเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจอวกาศ โดยที่เรื่องแรกชื่อ มนุษย์ในอวกาศ (man in space) ออกอากาศเมื่อ 9 มีนาคม 1955

ที่มา http://www.cehwiedel.com/blogs/
darkspark-pix/2007/10/DisneyAndBraun.png
ที่มา http://www.heise.de/tp/r4/
artikel/18/18585/18585_3.gif
วอลท์ ดิสนีย์และฟอน เบราน์ ในความร่วมมือกันผลิตรายงานโทรทัศน์เพื่อการศึกษาด้านอวกาศ
(ในปี 1954 ถ่ายร่วมกับแบบจำลองยานอวกาศ)


รายการโทรทัศน์ เรื่อง man in space
ที่มา http://www.geschichteinchronologie.ch/atmosphaerenfahrt/11_Walt-Disney-Wernher-von-Braun-ENGL.html


นาซา

ฟอน เบราน์กับประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้ ณ Redstone Arsenal ในปี 1963
ที่มา http://www.redstone.army.mil/history/archives/vonbraun/kennedy_vonbraun_19may63_02.jpg


จากการที่กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาต้องการจะสร้างจรวดเพื่อส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ แต่ผลการยิงจรวดแวนการ์ดล้มเหลว อีกทั้งโซเวียตประสบความสำเร็จในการยิงดาวเทียมสปุคนิกขึ้นสู่อวกาศและโคจรรอบโลกในเดือนตุลาคม 1957 ยิ่งทำให้เกิดความรูสึกเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐอเมริกาว่าตัวเองกำลังล้าหลังสหภาพโซเวียตในการแข่งขันด้านอวกาศ ทำให้รัฐบาลอเมริกันได้หันมาใช้ประโยชน์ประสบการณ์ของฟอน เบราน์และทีมงานเยอรมันในการสร้างจรวดส่งยานอวกาศ

นาซาได้ถูกจัดตั้งขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคม 1958 หนึ่งวันหลังจากการยิงจรวดเรดสโตนประสบความสำเร็จครั้งที่ 50 สองปีต่อมา นาซาจัดตั้งศูนย์อวกาศแห่งใหม่ชื่อว่า ศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล ที่เรดสโตน อาเซนอล ในฮันท์วิลล์ มลรัฐอลาบามา และทีมพัฒนาของ ABMA ที่นำโดยฟอน เบราน์ได้ถูกโอนย้ายไปยังนาซา

ในการพบปะกันระหว่าง ฟอน เบราน์และเฮิร์บ ยอร์ค ที่ตึกแพนทากอนของกระทรวงกลาโหม ฟอน เบราน์ ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการที่จะร่วมงานกับนาซาเท่านั้นถ้าการพัฒนาจรวดแซทเทิร์นดำเนินการต่อ ซึ่งจากเดือนกรกฎาคม 1960 ถึงกุมภาพันธ์ 1970 ฟอน เบราน์ได้กลายมาเป็นผู้อำนวยการคนแรกของว่า ศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล


พิธีการถ่ายโอนจากกองทัพบกไปเป็นศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล เมื่อ 1 กรกฎาคม 1960
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Army_nasa_transfer_01.jpg



ศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Msfc_aerial_view.jpg


โปรแกรมแรกของศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลภายใต้การดูแลของฟอน เบราน์ ก็คือการพัฒนาและสร้างจรวดแซทเทิร์นสำหรับบรรทุกเพย์โหลดขนาดใหญ่สู่วงโคจรรอบโลกและใกล้ออกไปจากโลก ซึ่งจากนี้ไปโปรแกรมอพอลโลสำหรับนำนักบินอวกาศไปยังดวงจันทร์ก็จะมีการพัฒนา ทั้งนี้ฟอน เบราน์เป็นผู้ริเริ่มผลักดันหลักการทางวิศวกรรมการบินโดยเรียกเทคนิคดังกล่าวว่า “การพบกันของยานอวกาศสองลำในวงโคจรโลก (Earth orbit rendezvous)” แต่ในปี 1962 ฟอน เบราน์ได้เปลี่ยนความคิดไปเป็น การพบกันของยานอวกาศสองลำในวงโคจรดวงจันทร์ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า แต่หลักการดังกล่าวก็เป็นจริงในภายหลังโดยถูกใช้จริงในโปรแกรมอพอลโลเพื่อนำนักบินอวกาศเดินทางกลับสู่โลก


ฟอน เบราน์ กับเครื่องยนต์ F-1 ของจรวดแซทเทิร์น วี (ท่อนแรก)
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:S-IC_engines_and_Von_Braun.jpg



เปรียบเทียบขนาดระหว่างจรวดวอสตอคของโซเวียตและจรวดแซทเทิร์น วี ของสหรัฐอเมริกา
ที่มา http://www.nasa.gov/worldbook/rocket_worldbook.html


ทั้งนี้ฝันของฟอน เบราน์ได้ช่วยให้ความฝันของมนุษยชาติที่ต้องการก้าวเดินบนดวงจันทร์ได้กลายมาเป็นความจริง โดยในวันที่ 16 กรกฎาคม 1969 จรวดแซทเทิร์น วี ที่พัฒนาโดยทีมงานของฟอน เบราน์ ณ ศูนย์การบินอวกาศมาร์แชลได้ทะยานขึ้นสู่อวกาศและได้นำนักบินอวกาศของอพอลโล 11 สร้างพันธกิจ 8 วันประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ตลอดโปรแกรมอพอลโล จรวดแซทเทิร์น วีได้นำนักบินอวกาศ 6 ชุดเดินทางไปถึงพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งกล่าวได้ว่าในช่วงปลายทศวรรษ 1960 ฟอน เบราน์มีบทบาทสำคัญมากในการพัฒนาด้านอวกาศของสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้โต๊ะทำงานของฟอน เบราน์ที่เขานั่งทำงานและนำอเมริกาเข้าสู่การแข่งขันด้านอวกาศยังคงตั้งแสดงที่ศูนย์จรวดและอวกาศในฮันท์วิลล์

ที่มา http://www.geschichteinchronologie.ch/
atmosphaerenfahrt/11_Walt-Disney-Wernher-von-Braun.html
ที่มา http://history.nasa.gov/SP-4106/ch2.htm
ที่มา http://www.victoriaheilshorn.com/images/
President_Kennedy_Tours_Marshall_with_von_Braun.jpg
ที่มา http://www.staynehoff.net/
0-briefing-to-pres-kennedy2.jpg
ฟอน เบราน์ และประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคเนดี้


ฟอน เบราน์ และ จรวดแซทเทิร์น วี
ที่มา http://www.moonhoax.com/images/von%20braun%20nasa.jpg



ฟอน เบราน์ มีท่าทีผ่อนคลายที่ศูนย์ควบคุมการปล่อยจรวดแซทเทิร์น วี ที่นำยานอพอลโล 11 ขึ้นสู่อวกาศ เมื่อ 1 กรกฎาคม 1969
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Apollo_11_Mission_Official_Relax_After_Apollo_11_Liftoff_-_GPN-2002-000026.jpg



นักบินอวกาศอพอลโล 11 เดินสำรวจบนดวงจันทร์
ที่มา http://www.jpl.nasa.gov/images/apollo11-browse.jpg


วันที่ 16 มกราคม 1969 ฟอน เบราน์ได้เขียนบันทึกข้อความที่เผยแพร่ภายในศูนย์การบินอวกาศมาร์แชล โดยระบุว่า ตัวเขาจะอยู่เป็นผู้อำนวยการของศูนย์ฯ ที่ฮันท์วิลล์ จนถึงโปรแกรมอพอลโล และเพียงไม่กี่เดือนต่อมา ยานอพอลโล 11 ก็ได้นำนักบินอวกาศร่อนลงบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์โลก ฟอน เบราน์ได้กล่าวต่อสาธารณะว่า ระบบการบรรทุกของจรวดแซทเทิร์น วี สามารถที่จะถูกพัฒนาต่อเพื่อสนับสนุนพันธกิจที่นำนักบินอวกาศไปยังดาวอังคารในทศวรรษ 1980

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 1 มีนาคม 1970 ฟอน เบราน์พร้อมด้วยครอบครัวของเขาได้ย้ายไปอยู่ที่กรุงวอซิงตัน ดีซี โดยเขาได้รับตำแหน่งระดับสูงด้านการวางแผนที่สำนักงานใหญ่ของนาซา หลังจากเกิดความขัดแย้งในการทำงานและการยุติโครงการอพอลโล เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ฟอน เบราน์ได้ลาออกจากนาซาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 1972 (เกือบ 3 ปีหลังจากยานอพอลโล 11 เยือนดวงจันทร์) ไม่เพียงแต่กลายมาเป็นสิ่งที่ปรากฏอย่างชัดเจนในปัจจุบันว่า วิศัยทัศน์ในด้านการบินอวกาศของฟอน เบราน์และของนาซานั้นไปด้วยกันไม่ได้ ทั้งนี้หลังจากโปรแกรมอพอลโลที่ไปเยือนดวงจันทร์แล้ว โปรแกรมสำรวจอวกาศโดยมีมนุษย์เดินทางไปด้วยนั้นได้ลดถอยเสื่อมลง

อาชีพหลังออกจากนาซา
หลังจากออกจากนาซาแล้ว ในเดือนกรกฎาคม 1972 ฟอน เบราน์ได้เข้ารับตำแหน่งรองประธานด้านวิศวกรรมและการพัฒนาของบริษัท Fairchild Industries จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการบินอวกาศ

ในปี 1973 จากการตรวจสุขภาพประจำปีพบว่า ฟอน เบราน์เป็นมะเร็งที่ไต ซึ่งในปีต่อมาได้รับการผ่าตัดแต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม ฟอน เบราน์ยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเท่าที่เป็นไปได้ รวมไปถึงการรับเชิญไปบรรยายยังมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งฟอน เบราน์ยินดีและกระตือรือร้นที่จะบรรยายเรื่องจรวดและการบินอวกาศที่มีมนุษย์ให้แก่นักศึกษาและวิศวกรรุ่นใหม่ๆ

ในปี 1975 ฟอน เบราน์ได้ช่วยก่อตั้งและประชาสัมพันธ์สถาบันอวกาศแห่งชาติ และดำรงตำแหน่งประธานคนแรก ในปี 1976 ฟอน เบราน์ได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาแก่ซีอีโอของ OTRAG และเป็นกรรมการบริหารของ Daimler-Benz อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยสุขภาพที่ทรุดโทรมลง ทำให้ฟอน เบราน์ต้องลาออกจาก Fairchild ในปลายปี 1976

ในช่วงต้นปี 1977 ฟอน เบราน์ได้รางวัลเหรียญนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติประจำปี 1975 แต่เขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลและไม่สามารถเข้าร่วมพิธีดังกล่าวที่ทำเนียบขาว

วาระสุดท้าย
วันที่ 16 มิถุนายน 1977 ฟอน เบราน์วัย 65 ปี ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ในอเล็กซานเดีย เวอร์จิเนีย ร่างของฟอน เบราน์ได้ถูกฝังไว้ที่สุสานไอวี้ อิล ในอเล็กซานเดีย มลรัฐเวอร์จิเนีย


ที่ฝังร่างของฟอน เบราน์ถูกฝังไว้ใต้ต้นโอ๊ค ณ สุสานไอวี้ อิล ในอเล็กซานเดีย มลรัฐเวอร์จิเนีย
ที่มา http://www.findagrave.com/cgi-bin/fg.cgi?page=gr&GRid=4323


เกียรติยศ
ในเดือนกุมภาพันธ์ 1970 ฮันท์วิลล์ อลาบามา ได้เชิดชู ฟอน เบราน์ ในฐานะผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองและสหรัฐอเมริกา โดยมีแผ่นสลักจารึกเป็นเกียรติแก่ฟอน เบราน์


ฮันท์วิลล์ อลาบามา ได้เชิดชู ฟอน เบราน์ ในฐานะผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้กับเมืองและสหรัฐอเมริกา

ปี 1967 เหรียญ Langley Medal โดยสถาบันสมิทโซเนียน

ปี 1969 เหรียญ Distinguished Service Medal โดยนาซา

ปี 1975 เหรียญ National Medal of Science โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกา


National Medal of Science
ที่มา http://www.cuhk.edu.hk/cpr/pressrelease/081007e.htm



ฟอน เบราน์ ในหน้าปกของนิตสารไทม์ ฉบับเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 1958
ที่มา http://www.geschichteinchronologie.ch/atmosphaerenfahrt/11_Disney-Braun-d/1958-02-17-Wernher-v-Braun-auf-titelblatt-Time-raketenmann.jpg


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 22 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์ www.space.mict.go.th เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านกิจการอวกาศ
หากท่านใดจะนำข้อมูลของเว็บไซต์ไปใช้ กรุณาอ้างอิงเว็บไซต์ด้วย

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]