ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก\ นักเทคโนโลยีอวกาศ

    นักเทคโนโลยีอวกาศ

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 ต่อ 2101 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด
Robert Goddard
5 ตุลาคม 1882 – 10 สิงหาคม 1945

บิดาแห่งจรวดยุคใหม่
โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด เป็นนักฟิสิกส์ชาวอเมริกัน และเป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งจรวดยุคใหม่" ทั้งนี้ก็อดดาร์ดเป็นผู้ริเริ่มการควบคุมจรวดโดยใช้เชื้อเพลิงเหลว โดยก็อดดาร์ดได้ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำแรกของโลกเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 1926 นอกจากนี้ในช่วงระหว่างปี 1930 ถึง 1935 ก็อดดาร์ดได้ทดสอบยิงจรวดหลายลำโดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาจรวดให้มีความเร็วสูงถึง 885 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้ว่าผลงานการทดสอบในภาคสนามของก็อดดาร์ดจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ แต่มีบางครั้งก็อดดาร์ดเองกลับรู้สึกขบขำในทฤษฏีที่เขาคิดค้นขึ้น ตลอดช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่นั้น ก็อดดาร์ดได้รับการสนับสนุนไม่มากนักทั้งในด้านการงานและชื่อเสียง แต่ท้ายที่สุดก็อดดาร์ดก็ได้รับการจดจำและยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งจรวดยุคใหม่

ผลงานสำคัญของโรเบิร์ต ก็อดดาร์ด
  1. ก็อดดาร์ดริเริ่มในเชิงปฏิบัติในการใช้จรวดเชื้อเพลิง เพื่อให้จรวดเดินทางได้สูงขึ้น (ปี 1912)
  2. ก็อดดาร์ดได้พิสูจน์ว่าจรวดทำงานได้ในสุญญากาศ ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อากาศในการผลักดัน
  3. ก็อดดาร์ดพัฒนาและทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลว (16 มีนาคม 1926)
  4. ก็อดดาร์ดทดสอบยิงจรวดที่มีเพย์โหลดทางวิทยาศาสตร์ (ปี 1929)
  5. ก็อดดาร์ดนำลิ้นมาใช้ในมอเตอร์จุดระเบิดเพื่อการนำร่อง (ปี 1932)
  6. ก็อดดาร์ดพัฒนาไจโรเพื่อใช้ในการควบคุมการบินของจรวด (ปี 1932)
  7. ก็อดดาร์ดจดสิทธิบัตรในหลักการของจรวดหลายสเตจ (ปี 1914)
  8. ก็อดดาร์ดพัฒนาปั๊มที่เหมาะสำหรับจรวดเชื้อเพลิง
  9. ก็อดดาร์ดยิงจรวดที่มีมอเตอร์ที่ขึ้นอยู่กิมบอล (gimbal) ซึ่งอาศัยหลักการทำงานเชิงกลของไจโร (ปี 1937)

โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด
ที่มา http://apod.nasa.gov/apod/ap010316.html


วัยเยาว์
ก็อดดาร์ดเกิดที่วอร์เชสเตอร์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ในวันที่ 5 ตุลาคม 1882 โดยก็อดดาร์ดเป็นบุตรคนเดียวของครอบครัว เนื่องจากน้องชายของก็อดดาร์ดได้เสียชีวิตลงหลังจากเกิดได้ไม่นาน ในวัยเยาว์ของก็อดดาร์ดนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเริ่มต้นใช้ระบบไฟฟ้าในชุมชนเมืองของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเรื่องของระบบไฟฟ้านี้เองที่ทำให้ก็อดดาร์ดเกิดความรู้สึกสนใจในวิทยาศาสตร์ โดยในขณะที่มีอายุได้ห้าขวบ บิดาของก็อดดาร์ดได้แสดงวิธีการสร้างไฟฟ้าสถิตบนพรมของบ้านให้เด็กชายก็อดดาร์ดได้เห็น ซึ่งเป็นการจุดประกายความอยากรู้อยากเห็นและความสนใจในวิทยาศาสตร์ โดยก็อดดาร์ดเองได้ทำการทดลองขึ้นภายใต้ความคิดที่ว่า ตัวเขาเองสามารถที่จะกระโดดได้สูงขึ้นถ้าแผ่นสังกะสีที่อยู่ในแบตเตอร์รี่ถูกทำการประจุด้วยไฟฟ้าสถิต อย่างไรก็ตามการทดลองดังกล่าวล้มเหลวไม่เป็นไปตามที่เด็กชายก็อดดาร์ดคาดหวังไว้ แต่ความล้มเหลวดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ความสนใจในวิทยาศาสตร์ของก็อดดาร์ดลดลงแต่อย่างใด

ต่อจากนั้น ก็อดดาร์ดก็เริ่มพัฒนาความสนใจในเรื่องการบิน โดยเริ่มต้นด้วยว่าวและตามด้วยบอลลูน ในช่วงเวลานี้เองที่ก็อดดาร์ดเริ่มจดบันทึกข้อมูลการทำงานของตนเองทุกวัน ซึ่งทักษะดังกล่าวได้ส่งผลดีต่อวิชาชีพของตัวเองในภายหลัง ด้วยวัย 16 ปี ก็อดดาร์ดตั้งใจที่สร้างบอลลูนด้วยอลูมิเนียม จากการเตรียมพร้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องขั้นตอนการสร้าง และเอกสารที่จำเป็นต่อการสร้าง ก็อดดาร์ดยกเลิกการสร้างหลังจากลงมือดำเนินการไปเกือบห้าสัปดาห์ อย่างไรก็ตามความล้มเหลวดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความตั้งใจและความมั่นใจของก็อดดาร์ดลดถอยลงแต่ประการใด

หลังจากนั้นก็อดดาร์ดได้เริ่มสนใจในอวกาศเมื่อได้อ่านนวนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง The War of the Worlds ซึ่งแต่งโดย H.G. Wells ด้วยวัย 16 ปีก็อดดาร์ดก็ทุ่มเทความสนใจทั้งหมดของตนเองในเรื่องจรวด


หนังสือ The War of the Worlds แต่งโดย H.G. Wells
ที่มา http://www.doobybrain.com/2007/10/25/collection-of-the-war-of-the-worlds-book-covers/


การศึกษาและเริ่มต้นทำงาน
จากการที่เป็นคนรูปร่างผอมและมีปัญหาด้านสุขภาพหลายอย่าง อาทิเช่น โรคกระเพาะ ไข้หวัด และหลอดลมอักเสบ ทำให้ก็อดดาร์ดต้องเรียนล้าหลังเพื่อนร่วมชั้นถึงสองปี จากผลดังกล่าวทำให้ก็อดดาร์ดกลายมาเป็นคนที่ขยันอ่านหนังสือและเข้าห้องสมุดสาธารณะอยู่เป็นประจำเพื่อยืมหนังสือทางด้านฟิสิกส์ไปอ่าน หลังจากนั้น ในวัย 18 ปี ก็อดดาร์ดได้กลับเข้าเรียนระดับมัธยมปลายในวอร์เชสเตอร์

ในปี 1904 (อายุ 22 ปี) ก็อดดาร์ดเข้าเรียน ณ สถาบันโพลิเทคนิควอร์เชสเตอร์ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นในด้านวิชาการ ก็อดดาร์ดทำให้ศาสตราจารย์วิลเมอร์ ดัฟฟ์ หัวหน้าสาขาวิชาฟิสิกส์รู้สึกประทับใจในตัวของก็อดดาร์ดเป็นอย่างมากและจัดแจงนำก็อดดาร์ดมาช่วยงานในฐานะผู้ช่วยและติวเตอร์


สถาบันโพลิเทคนิควอร์เชสเตอร์
ที่มา http://imagecache2.allposters.com/images/pic/


ในขณะที่ศึกษาในระดับปริญญาตรี ก็อดดาร์ดได้เขียนบทความวิชาการที่นำเสนอวิธีการสำหรับการทำให้เครื่องบินมีความสมดุล โดยก็อดดาร์ดได้ยื่นบทความดังกล่าวไปยัง วารสาร Scientific American และได้รับการตีพิมพ์ในปี 1907 ทั้งนี้ก็อดดาร์ดได้บันทึกไว้ในไดอารีของตนเองไว้ว่า เขาเชื่อว่าบทความฉบับดังกล่าวเป็นการนำเสนอครั้งแรกที่กล่าวถึงการที่จะทำให้เครื่องบินมีเสถียรภาพในขณะทำการบิน ทั้งนี้สิ่งที่ก็อดดาร์ดนำเสนอไว้นั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นที่นำเสนอการพัฒนาไจโรสโคป

ก็อดดาร์ดจบปริญญาตรีทางด้านฟิสิกส์ในปี 1908 และได้ทำงานเป็นผู้ช่วยสอนฟิสิกส์ที่สถาบันโพลิเทคนิควอร์เชสเตอร์เป็นเวลาหนึ่งปี หลังจากนั้นในช่วงปลายปี 1909 ก็อดดาร์ดได้เข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยคลาร์ค ที่อยู่ในวอร์เชสเตอร์เช่นกัน

ผลงานวิจัยของก็อดดาร์ดชิ้นแรกในเดือนกุมภาพันธ์ 1909 โดยเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลว ซึ่งในขณะนั้นก็อดดาร์ดเริ่มต้นศึกษาค้นคว้าหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของจรวดโดยใช้วิธีที่แตกต่างจากเดิมที่ใช้ผงระเบิดเป็นเชื้อเพลิง ก็อดดาร์ดเขียนบทความวิชาการเกี่ยวกับการใช้ไฮโดรเจนเหลวเป็นเชื้อเพลิงและใช้ออกซิเจนเหลวเป็นออกซิไดเซอร์ ทั้งนี้ก็อดดาร์ดเชื่อว่าประสิทธิภาพของจรวดจะเพิ่มขึ้นอีก 50 เปอร์เซ็นต์

ก็อดดาร์ดสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยคลาร์คในปี 1910 และปี 1911 ตามลำดับ ในปี 1912 ก็อดดาร์ดได้ตอบรับเป็นนักวิจัย ณ มหาวิทยาลัยปริ๊นตัน

สิทธิบัตร
ในช่วงปี 1910 เทคโนโลยีด้านวิทยุถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเป็นสาขาที่นักวิทยาศาสตร์มีโอกาสสำหรับการค้นพบสิ่งใหม่ๆ ซึ่งก็อดดาร์ดเองในขณะที่ทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยคลาร์ค ได้ค้นคว้าผลของคลื่นสัญญาณวิทยุบนฉนวน โดยก็อดดาร์ดได้ประดิษฐ์หลอดสุญญากาศที่ทำงานคล้ายกับหลอดรังสีคาโธด เพื่อสร้างสัญญาณความถี่คลื่นวิทยุ ทั้งนี้ก็อดดาร์ดได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ดังกล่าวในปี 1905

ในช่วงต้นปี 1913 ก็อดดาร์ดป่วยเป็นวัณโรค ทำให้ก็อดดาร์ดเองต้องลาออกจากตำแหน่งที่ปริ๊นตัน และกลับมาพักฟื้นที่วอร์เชสเตอร์ โดยในช่วงเวลาที่พักฟื้นนี้เองที่ก็อดดาร์ดได้เริ่มสร้างผลงานที่สำคัญ โดยในปี 1914 ผลงาน 2 ชิ้นสำคัญของก็อดดาร์ดได้รับการตอบรับจดสิทธิบัตร โดยฉบับแรก U.S. Patent 1,102,653 ได้จดสิทธิบัตรเรื่องจรวดหลายสเตจ และ ฉบับที่สอง U.S. Patent 1,103,503 จดสิทธิบัตรเรื่องจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวด้วยแก๊สโซลีนและไนตรัสอ็อกไซด์ โดยสิทธิบัตรทั้งสองฉบับในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นข้อมูลสำคัญในประวัติศาสตร์ของการพัฒนาจรวด

A Method of Reaching Extreme Altitudes
ในปี 1919 สถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution) ได้ตีพิมพ์ผลงานการวิจัยของก็อดดาร์ดที่ชื่อว่า A Method of Reaching Extreme Altitudes ซึ่งก็อดดาร์ดได้อธิบายทฤษฎีจรวดที่ตนเองคิดค้นและการทดลองด้วยเชื้อเพลิงแข็งและเหลว รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการสำรวจชั้นบรรยากาศของโลกและอวกาศ

นอกจากผลงานของก็อดดาร์ดแล้ว ผลงานคอนสแตนติน ไชออลคอฟสกี (Konstantin Tsiolkovsky) นักทฤษฎีจรวดของรัสเซียที่ชื่อว่า The Exploration of Cosmic Space by Means of Reaction Devices (พิมพ์ในปี 1903) ก็เป็นหนึ่งผลงานยุคบุกเบิกเทคโนโลยีจรวด โดยผลงานของทั้งคู่ได้มีอิทธิพลต่อนักพัฒนาจรวดในรุ่นต่อๆ มา


เอกสารเรื่อง A Method of Reaching Extreme Altitudes ของก็อดดาร์ด พิมพ์โดยสถาบันสมิธโซเนียน
ที่มา http://www.manhattanrarebooks-science.com/goddard_wraps.htm


ทั้งนี้ก็อดดาร์ดได้ทำการทดลองต่อเนื่องด้วยเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งและเหลว รวมไปถึงการนำปลายกระบอกฉีดของระบบเครื่องไอน้ำ ที่เรียกว่า “นอซเซิล” (nozzle) มาใช้งาน ซึ่งเจ้านอซเซิลที่ว่านี้ ส่งผลให้เครื่องยนต์ของจรวดที่ก็อดดาร์ดพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 64 เปอร์เซ็นต์ และสามารถให้ความเร็วเหนือเสียงได้ถึง 7 มัค

งานของก็อดดาร์ดโดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นทั้งในส่วนของทฤษฎีและการทดลองความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อเพลิงและน้ำหนักของจรวด หรือ ระหว่างระบบขับเคลื่อนกับความเร็ว อย่างไรก็ตาม ในส่วนสุดท้ายของ A Method of Reaching Extreme Altitudes ที่มีชื่อว่า Calculation of minimum mass required to raise one pound to an "infinite" altitude ได้บรรยายถึงความเป็นไปได้ในการใช้จรวดไม่เพียงแต่ไปถึงชั้นบรรยากาศเท่านั้น แต่เราน่าจะใช้จรวดหนีแรงดึงดูดของโลกเพื่อเดินทางไปยังดวงจันทร์ ทั้งนี้ในบทดังกล่าว ก็อดดาร์ดได้บรรยายเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง ซึ่งสี่สิบปีหลังจากนั้น หลักการของก็อดดาร์ดได้รับการพิสูจน์โดยยานสำรวจชื่อ ลูนา 2 ของอดีตสหภาพโซเวียตได้ร่อนลงบนดวงจันทร์ เมื่อ 14 กันยายน 1959


ยานลูนา 2 ของอดีตสหภาพโซเวียต ร่อนลงบนดวงจันทร์ เมื่อ 14 กันยายน 1959
ที่มา http://www.21stcentury.co.uk/space/crash-landing.asp


คำวิจารณ์
ก็อดดาร์ดได้ส่งเอกสารให้กับสถาบันสมิธโซเนียน เมื่อเดือนมีนาคม 1920 โดยเอกสารดังกล่าวได้อธิบายถึงการเดินทางในอวกาศตามจินตนาการของก็อดดาร์ด เช่น การเดินทางไปยังดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วยยานสำรวจ การส่งข้อความไปยังดาวเคราะห์โดยใช้การจารึกข้อความและสัญลักษณ์บนแผ่นโลหะ การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ รวมไปถึงแนวความคิดในการพัฒนาระบบขับดันความเร็วสูงที่ใช้ไอออน โดยเอกสารดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์และเป็นที่สนใจของหนังสือพิมพ์ แต่เป็นการวิจารณ์ในด้านลบอย่างรุนแรง ทั้งในเรื่องความเป็นไปไม่ได้ และความน่าเชื่อถือของหลักการที่ก็อดดาร์ดนำเสนอ ถึงกับกล่าวว่าก็อดดาร์ดขาดความรู้ แต่อีกสี่สิบปีต่อมา พันธกิจอพอลโล 11 ได้พิสูจน์สิ่งที่ก็อดดาร์ดได้กล่าวไว้


ก็อดดาร์ดบรรยายงานวิจัยเรื่องจรวด ณ มหาวิทยาลัยคลาร์คในปี 1924
ที่มา http://www.nasa.gov/centers/goddard/about/dr_goddard.html


ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวครั้งแรก
ในวันที่ 16 มีนาคม 1926 ก็อดดาร์ดได้ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวครั้งแรก ที่ฟาร์มของป้า ในเมือง ออเบิร์น มลรัฐแมสซาชูเซตส์


ก็อดดาร์ดกับการทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวครั้งแรก (ของโลก) เมื่อ 16 มีนาคม 1926
ที่มา http://www.dself.dsl.pipex.com/ROSWELL/roswell.htm



โครงสร้างและการทำงานของจรวดเชื้อเพลิงเหลวของก็อดดาร์ด
ที่มา http://www.dself.dsl.pipex.com/ROSWELL/roswell.htm



ภาพจำลองการทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวครั้งแรกของก็อดดาร์ด ในปี 1926
ที่มา http://www.freewebs.com/markpaton/Goddard_1926.jpg


จรวดที่ก็อดดาร์ดสร้างขึ้นนั้น (ถูกตั้งชื่อว่า "นีล") มีมอเตอร์ติดตั้งอยู่บนส่วนหัวของจรวด ส่วนถังเชื้อเพลิงอยู่ด้านล่างของจรวด โดยลำตัวของจรวดมีความยาว 3.4 เมตร และมีน้ำหนักรวม 4.6 กิโลกรัม

ในการทดสอบยิง จรวดถูกจุดอยู่บนแท่นยิงเป็นเวลา 20 วินาที และเมื่อระบบขับดันเอาชนะน้ำหนักของงเชื้อเพลิงได้ ก็เริ่มทำให้จรวดลอยตัวขึ้น โดยบินไปได้ความสูง 12.5 เมตร ในเวลา 2.5 วินาที โดยไปตกห่างจากแท่นยิง 56 เมตร ทั้งนี้ระบบขับดันมีแรงขับประมาณ 40 นิวตัน

ถึงแม้ว่าการทดสอบยิงในครั้งนั้นจะได้ผลที่ค่อนข้างสั้น (ความสูง 12.5 เมตร ในเวลา 2.5 วินาที) แต่กลับมีสำคัญมาก เนื่องจากเป็นแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้เชื้อเพลิงเหลวสำหรับจรวด

ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ก่อนหน้าการทดสอบครั้งประวัติศาสตร์ ก็อดดาร์ดได้พัฒนาสร้างจรวดเชื้อเพลิงเหลวอีกรุ่นหนึ่ง ที่เรียก "regeneratively cooled engine" แต่ด้วยความที่การออกแบบรุ่นดังกล่าวมีความซับซ้อนมาก ก็อดดาร์ดจึงยุติพัฒนารุ่นดังกล่าว


แผ่นโลหะติดตั้ง ณ สถานที่ที่ก็อดดาร์ดทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวครั้งแรก ณ เมืองออเบิร์น มลรัฐแมสซาชูเซตส์
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:DrGoddardPark.jpg


พัฒนาจรวดที่โรสเวล มลรัฐนิวเม็กซิโก
ในเดือนกันยายน 1931 ก็อดดาร์ดได้พัฒนาสร้างจรวดที่เป็นไปตามหลักการออกแบบทางอากาศพลศาสตร์ นอกจากนี้ ก็อดดาร์ดเริ่มพัฒนาการนำร่องจรวดด้วยไจโรสโคป ซึ่งติดตั้งบนกิมบอลที่ควบคุมการหมุนของลิ้นไอเสีย ทั้งนี้การทดสอบการบินด้วยระบบดังกล่าวในเดือนเมษายน 1932 ไม่ประสบผลสำเร็จ (อีก 10 ปีต่อมา จรวด V-2 ของเยอรมันก็ใช้หลักการนี้)


ไจโรสโคป
ที่มา http://www2.eng.cam.ac.uk/~hemh/gyroscopes/images/lg-gyroscope.jpg


ในปี 1934 ก็อดดาร์ดได้พัฒนาจรวดที่เรียกว่า "ซีรี่ส์เอ" ที่มีความยาว 4 ถึง 4.5 เมตร และใช้เชื้อเพลิงเหลว โดยที่ระบบควบคุมมีไจโรสโคปซึ่งถูกติดตั้งตรงกลางลำของจรวดระหว่างถังเชื้อเพลิง การทดสอบยิงจรวด A-5 มีขึ้นที่โรสเวล มลรัฐนิวเม็กซิโก ในวันที่ 28 มีนาคม 1935 และประสบผลสำเร็จอย่างมาก โดยไต่ระดับความสูงถึง 1.46 กิโลเมตร ด้วยความเร็วระดับซูเปอร์โซนิค


จรวดซีรีส์เอ
ที่มา http://rocketry.wordpress.com/2007/10/



การทดสอบยิงจรวดที่โรสเวล ช่วงระหว่างปี 1930 - 1940
ที่มา http://www.dself.dsl.pipex.com/ROSWELL/roswell.htm


ในช่วงปี 1936-1939 ได้ก็อดดาร์ดพัฒนาจรวดรุ่น K และ L ซึ่งมีน้ำหนักมากขึ้น และถูกออกแบบให้ไต่ระดับความสูงที่สูงมากๆ แต่ก็อดดาร์ดประสบปัญหากับเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็อดดาร์ดได้นำเครื่องยนต์ "regeneratively cooled engine" ที่เคยออกแบบไว้เมื่อปี 1922 มาปรับปรุงใหม่ ซึ่งทำงานได้ดีกับจรวดที่ไม่ใหญ่มากขึ้น โดยการทดสอบจรวด L-13 จรวดสามารถทำระดับความสูงถึง 2.7 กิโลเมตร ซึ่งเป็นสถิติสูงที่สุดของก็อดดาร์ด

ในช่วงปี 1941 ก็อดดาร์ดได้เสนอโครงการพัฒนาจรวดกับกองทัพบกสหรัฐอเมริกา แต่ได้รับการปฏิเสธ โดยในห้วงเวลาดังกล่าว กองทัพนาซีของเยอรมันได้พัฒนาจรวดขึ้นเช่นกัน โดยมีเวอร์นเฮอร์ วอร์น บราวน์ (Wernher von Braun) เป็นหัวหน้าทีมวิศวกร โดยวอร์น บราวน์ได้พัฒนาจรวด A-1 A-2 และ A-4 (หรือ V-2) ตามลำดับ ทั้งนี้มีเอกสารหลายชิ้นบ่งชี้ว่าสายลับเยอรมันในสหรัฐอเมริกาได้ส่งข้อมูลการพัฒนาของก็อดดาร์ดไปสู่มือของเยอรมัน รวมไปถึงการที่กองทัพบกสหรัฐอเมริกาได้ให้ทุนวิจัยแก่บุคคลอื่นในการพัฒนาจรวดสำหรับช่วยในการบินขึ้นของเครื่องบิน ซึ่งบุคคลดังกล่าวเคยสนทนาและมาเยี่ยมก็อดดาร์ด ณ สถานที่ทำงานของก็อดดาร์ด

หลังจากถูกปฏิเสธโดยกองทัพบก ก็อดดาร์ดเข้าร่วมงานวิจัยกับกองทัพเรือ โดยในขณะนั้นเป็นช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 (ปี 1944 - 1945) จรวด V-2 ลำหนึ่งของกองทัพเยอรมันตกลงในสวีเดน และถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการแอนนาโพลิสของกองทัพเรือที่ก็อดดาร์ดทำงานอยู่

ก็อดดาร์ดได้ตรวจสอบชิ้นส่วนของจรวด V-2 พบว่ามีอุปกรณ์หลายชิ้นที่ตนเองเป็นผู้คิดค้น และรู้สึกเศร้าในสิ่งที่ตนเองคิดค้นไว้ถูกนำไปใช้ในการสังหารผู้คน โดยในปี 1944 ก็อดดาร์ดกล่าวถึงจรวด V-2 ว่า วอร์น บราวน์ใช้ผลงานที่คิดค้นของเขาในจรวดดังกล่าว

ก็อดดาร์ดเสียชีวิตลงในวันที่ 10 สิงหาคม 1945 ที่บัลติมอร์ มลรัฐแมรีแลนด์ โดยร่างของก็อดดาร์ดได้ถูกฝังไว้ที่สุสานโฮป ในวอร์เชสเตอร์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์

เกียรติประวัติ
  1. รัฐบาลสหรัฐอเมริกา จัดตั้งศูนย์การบินอวกาศ ณ กรีนเบลท์ มลรัฐแมรีแลนด์ ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1959 และตั้งชื่อศูนย์ดังกล่าวว่า "ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด" (Goddard Space Flight Center)


    ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ด
    ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Goddard_Space_Flight_Center


  2. สภาคองเกรส มอบเหรียญทองเพื่อเป็นเกียรติแก่ ศาสตราจารย์ ดร.โรเบิร์ต ก็อดดาร์ด เมื่อวันที่ 16 กันยายน 1959
  3. ภาพวาดใบหน้าของโรเบิร์ต ก็อดดาร์ดได้รับเกียรติพิมพ์ลงสแตมป์สำหรับการส่งไปรษณีย์ทางเครื่องบิน


    ที่มา http://commons.wikimedia.org/wiki/File:Stamp-robert_h_goddard.jpg

  4. ผลงานของก็อดดาร์ดได้รับการจดสิทธิบัตรมากถึง 214 ฉบับ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 28 กุมภาพันธ์ 2552

หมายเหตุ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์ www.space.mict.go.th เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านกิจการอวกาศ
หากท่านใดจะนำข้อมูลของเว็บไซต์ไปใช้ กรุณาอ้างอิงเว็บไซต์ด้วย

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]