ศูนย์รวมความรู้

กระทรวงเทคโนโลยี
สารสนเทศและการสื่อสาร

รายละเอียดแนวทางการพัฒนากิจการอวกาศ
ของประเทศไทย
 


หน่วยงานในสังกัดกระทรวงไอซีที












<< เชื่อมโยงเว็บไซต์ >>

  หน้าหลัก\ นักเทคโนโลยีอวกาศ

    นักเทคโนโลยีอวกาศ

โดย สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 140 ถนนเชื่อมสัมพันธ์ เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530
โทร 02-988-3655, 02-988-3666 ต่อ 2101 โทรสาร 02-988-4040 E-mail: [email protected]


เซอร์ไก โคโรเลฟ
Sergei Korolev
30 ธันวาคม 1906 – 14 มกราคม 1966

เซอร์ไก โคโรเลฟ ได้รับสมญานามว่าเป็น "บิดาแห่งความสำเร็จด้านอวกาศของอดีตสหภาพโซเวียต" โดยโคโรเลฟเป็นผู้ออกแบบจรวดวอสตอค ซึ่งเป็นจรวดยุคแรกของโครงการอวกาศของโซเวียต และ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการสปุคนิค ที่มีนักบินอวกาศเดินทางรอบโลกเป็นครั้งแรก จนมาถึงเป็นผู้ออกแบบจรวดโซยุซที่ใช้งานในปัจจุบัน รวมไปถึงการพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นแรกๆ ให้กับโซเวียต

โคโรเลฟได้รับการศึกษาและฝึกฝนด้านการออกแบบเครื่องบิน แต่ด้วยทักษะและความสามารถในด้านการจัดการองค์กร และ การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้โคโรเลฟได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าโครงการอวกาศของโซเวียต ทั้งนี้ก่อนที่จะเสียชีวิตลง โคโรเลฟได้รับการยกย่องว่าเป็น "หัวหน้าผู้ออกแบบ" (Chief Designer)

เนื่องจากภาระหน้าที่ของโคโรเลฟมีความสำคัญต่อโครงการอวกาศของโซเวียตเป็นอย่างมาก ทำให้สหภาพโซเวียตต้องพยายามปกปิดความสำคัญของโคโรเลฟไว้ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ต่อมาในภายหลัง ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะในฐานะผู้นำที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จด้านอวกาศของโซเวียต

วัยเยาว์
เซอร์ไก โคโรเลฟเกิดที่เมืองจีโตมีร์ (Zhytomyr) ประเทศยูเครนในปัจจุบัน มารดาเป็นชาวยูเครน ส่วนบิดาเป็นชาวรัสเซียและมีอาชีพเป็นครู เมื่อมีอายุได้เพียงสามขวบ บิดาและมารดาได้แยกทางกัน ทำให้โคโรเลฟ ต้องอยู่ในความดูแลของตาและยาย เนื่องจากมารดาของโคโรเลฟต้องเดินทางไปศึกษาที่เมืองเคียฟเป็นประจำเพื่อศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ทำให้โคโรเลฟต้องเติบโตอย่างเดียวดายกับเพื่อนเพียงไม่กี่คน อย่างไรก็ตาม โคโรเลฟก็มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนคนอื่นๆ ในปี 1916 มารดาของโคโรเลฟแต่งงานใหม่กับวิศวกรไฟฟ้า และได้นำโคโรเลฟมาอยู่ด้วย ณ เมือง โอเดสสา


ภาพการปฏิวัติรัสเซีย ในปี 1917 ณ นครเซ็นต์ ปีเตอร์เบิร์ก
ที่มา http://www.britannica.com/EBchecked/topic-art/


ในปี 1918 ขณะที่โคโรเลฟมีอายุได้ 12 ปี ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อระหว่างสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1 และเริ่มเข้าสู่ช่วงการปฏิวัติในรัสเซีย สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายแดงดำเนินไปอยู่หลายปี โดยในระหว่างดังกล่าวเกิดการขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรงในรัสเซีย ซึ่งโคโรเลฟเองก็ได้ป่วยเป็นไข้รากสาดใหญ่ในปี 1919

การศึกษา
เมื่อโคโรเลฟย้ายไปอยู่ที่เมืองโอเดสสา โคโรเลฟเริ่มศึกษาทฤษฎีการบินด้วยตนเอง (โดยโคโรเลฟมีความสนใจเรื่องเครื่องบินตั้งแต่มีอายุได้ 7 ขวบ หลังจากที่ได้ชมการแอร์โชว์) และได้เข้าทำงานกับชมรมเครื่องร่อนของเมืองโอเดสสา นอกจากนี้ฐานย่อยเครื่องบินทะเลของทหารก็ตั้งอยู่ที่เมืองโอเดสสาด้วย ยิ่งทำให้โคโรเลฟมีความสนใจในปฏิบัติการของฝูงบินดังกล่าว

ในปี 1923 โคโรเลฟ (อายุ 17 ปี) ได้เข้าร่วมกับสมาคมการบินและการนำร่องทางอากาศของยูเครนและไครมีย์ (Society of Aviation and Aerial Navigation of Ukraine and the Crimea : OAVUK) ซึ่งทำให้โคโรเลฟได้รับการศึกษาทางด้านการบินเป็นครั้งแรก และได้มีโอกาสบินในฐานะผู้โดยสารหลายครั้ง


สถาบันโพลิเทคนิคเคียฟ
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:Kiev_Polytechnic_early-20c.jpg


ในปี 1924 โคโรเลฟได้ออกแบบเครื่องร่อนที่เรียกว่า "K-5" ซึ่งได้รับการยอมรับโดย OAVUK และในปีเดียวกันโคโรเลฟได้เข้าศึกษาต่อ ณ สถาบันโพลิเทคนิคเคียฟ (Kiev Polytechnic Institute) เพื่อศึกษาทางด้านการบิน ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเคียฟ ในระหว่างศึกษาที่เมืองเคียฟ โคโรเลฟอาศัยอยู่กับลุงและทำงานเพื่อหาค่าเรียนด้วยตนเอง ทั้งนี้ในสาขาการบินที่โคโรเลฟเรียนนั้น จะมีทั้งวิชาด้านวิศวกรรม ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์

ในปี 1925 โคโรเลฟได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนการสร้างเครื่องร่อน โดยโคโรเลฟได้รับอนุญาตให้ทำการบินเครื่องร่อนที่ใช้สำหรับฝึก แต่การบินครั้งดังกล่าวจบลงไม่ดีนักโดยเครื่องแตกออกเป็นสองส่วน อย่างไรก็ตามโคโรเลฟยังคงศึกษาทางด้านการบินต่อ และจบการศึกษาปีที่สองในปี 1926

ในเดือนมิถุนายน ปี 1926 โคโรเลฟได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่ Moscow N.E. Bauman Higher Technical School (MVTU) ณ กรุงมอสโก ทั้งนี้ครอบครัวของโคโรเลฟก็ได้ย้ายมาอยู่กับเขาที่กรุงมอสโก ในระหว่างที่ศึกษาอยู่ ณ ที่นี้ โคโรเลฟได้มีโอกาสเพิ่มพูนประสบการณ์การบินเครื่องร่อนและเครื่องบินที่มีกำลังสูง จนกระทั่งปี 1929 โคโรเลฟได้ศึกษาหัวข้อพิเศษทางด้านการบิน ซึ่งในระหว่างนี้เองที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้ประกาศว่าการศึกษาทางวิศวกรรมศาสตร์จำเป็นที่จะต้องถูกเร่งรัดเนื่องจากประเทศมีความจำเป็นที่จะต้องใช้วิศวกร ซึ่งโคโรเลฟสามารถที่จะสำเร็จระดับดิโพลมาได้โดยการออกแบบเครื่องบินที่ใช้งานในเชิงปฏิบัติได้ และแบบของเครื่องบินดังกล่าวก็แล้วเสร็จภายในสิ้นปีและได้รับการรับรอง

วัยทำงาน
ภายหลังจากสำเร็จการศึกษา โคโรเลฟเริ่มต้นทำงานที่สำนักออกแบบเครื่องบินหน่วยที่ 4 (OPO-4) ที่มีหัวหน้าเป็นชาวฝรั่งเศสชื่อว่า พอล ริชาร์ด และนักออกแบบเครื่องบินระดับแนวหน้าของรัสเซียจำนวนมาก ซึ่งโคโรเลฟเองก็ไม่ได้ดูโดดเด่นจากเพื่อนร่วมงานเลย ทั้งนี้ในระหว่างทำงานให้กับหน่วยงาน โคโรเลฟก็ยังคงทำงานส่วนตัวทางด้านการออกแบบเครื่องบิน โดยหนึ่งในนั้นคือการออกแบบเครื่องร่อนที่มีขีดความสามารถสูง

ปี 1930 โคโรเลฟได้รับเลือกเป็นหัวหน้าวิศวกรเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดหนัก ชื่อว่า Tupolev TB-3 และในปีเดียวกันโคโรเลฟได้รับใบอนุญาตนักบิน นอกจากนี้โคโรเลฟเริ่มให้ความสนใจถึงความเป็นไปได้ของเครื่องยนต์จรวดเชื้อเพลิงเหลว แต่เนื่องจากการที่ความสนใจดั้งเดิมของโคโรเลฟก็คือเครื่องบิน ดังนั้นเขาจึงมองเห็นความสามารถของเครื่องยนต์ดังกล่าวสำหรับเครื่องบิน

ในปี 1931 โคโรเลฟร่วมกับเฟดเดอร์ริก แซนเดอร์ ได้ผลักดันและก่อตั้งกลุ่มที่ชื่อว่า Jet Propulsion Research Group (GIRD) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหน่วยงานแรกเริ่มในการพัฒนาจรวดในโซเวียต โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ทั้งนี้ในเดือนพฤษภาคม 1932 โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าของ GIRD


โคโรเลฟในที่นั่งนักบิน เครื่องบิน Tupolev TB-3
ที่มา http://seedang.com/files/comments/21/217329/images/1.jpg


GIRD ได้พัฒนาระบบขับเคลื่อนถึงสามแบบ โดยที่ทางทหารได้หันมาให้ความสนใจในความมานะพยายามของ GIRD และเริ่มให้งบประมาณสนับสนุน ในปี 1933 GIRD ได้ประสบผลสำเร็จในการทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลว ที่เรียกว่า GIRD-09 ซึ่งเป็นเวลา 7 ปีหลังจากโรเบิร์ต ก็อดดาร์ดได้ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อปี 1926

ปี 1934 โคโรเลฟได้ตีพิมพ์ผลงานที่ชื่อว่า "Rocket Flight in Stratosphere"


GIRD ทดสอบยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลว ที่เรียกว่า GIRD-09 ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 1933
ที่มา http://waterocket.explorer.free.fr/images/25nov1933GIRDX.jpg


จากความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นของฝ่ายทหาร ทำให้ในปี 1933 รัฐบาลได้ตัดสินใจรวม GRID เข้ากับห้องปฏิบัติการพลวัตทางแก๊ส (GDL : Gas Dynamics Laboratory) ที่ตั้งอยู่ในเมืองเลนินกราด (ปัจจุบันได้เปลี่ยนกลับไปเป็นชื่อเซนต์ปีเตอร์เบิร์กตามเดิม) โดยจัดตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ภายใต้ชื่อ "สถาบันวิจัยระบบขับเคลื่อนเจ็ท" (RNII : Jet Propulsion Research Institute) ซึ่งมีวิศวกรของทหารเป็นหัวหน้า อย่างไรก็ตาม การรวมสององค์กรเข้าด้วยกันในครั้งนั้น ยังคงบุคลากรที่ทุ่มเทให้กับงานด้านจรวดอยู่ เช่น วาเลนติน กลัสซ์โค (Valentin Glushko) ทั้งนี้โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งเป็นรักษาการหัวหน้าของสถาบัน โดยเป็นผู้นำในการพัฒนาจรวดขีปนาวุธ และจรวด

ในปี 1936 โคโรเลฟได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าวิศวกรของสถาบัน RNII โดยที่วิศวกรของ RNII ก็ดำเนินงานวิจัยด้านจรวดอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในเรื่องการควบคุมการทรงตัวของจรวด การพัฒนาระบบทรงตัวอัตโนมัติที่ใช้ไจโรช่วยให้สามารถโปรแกรมวิถีการเดินทางของจรวดได้

จากการที่เป็นคนทำงานหนักและมีระเบียบวินัยในเชิงบริหารจัดการ โคโรเลฟมักจะตรวจสอบทุกขั้นตอนสำคัญของโครงการและใส่ใจในรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน ด้วยบุคลิกและความสามารถพิเศษของเขา ทำให้โคโรเลฟได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดการโครงการทางวิศวกรรมของสถาบัน

ถูกจับกุมและรับโทษในค่ายแรงงาน
ในช่วงที่โจเชฟ สตาลินเป็นผู้นำโซเวียต ได้มีการปราบปรามผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างหนักในช่วงปี 1936 ถึง 1938 และ กลางปี 1938 โคโรเลฟเองก็ถูกจับกุมโดยหน่วยงานของรัฐบาลที่ชื่อว่า NKVD ในข้อหาเปิดเผยผลงานของสถาบันวิจัยที่เขาทำงานอยู่ โคโรเลฟถูกส่งไปยังเรือนจำเพื่อการสอบสวนให้รับสารภาพ และท้ายที่สุดโคโรเลฟถูกลงโทษส่งไปยังค่ายแรงงานเป็นเวลา 10 ปี ทั้งนี้ในภายหลังโคโรเลฟได้ทราบว่าเขาถูกปรักปรำโดยวาเลนติน กลัสซ์โค ซึ่งเป็นเหตุให้ทั้งคู่กลายเป็นปรปักษ์กันอย่างชั่วชีวิต

โคโรเลฟเชื่อว่าการที่ตนเองถูกจับกุมนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่ผิดพลาด เขาจึงยื่นอุทธรณ์ต่อคนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสตาลินด้วย ในขณะเดียวกันหน่วยงาน NKVD ที่จับกุมเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง หัวหน้า NKVD คนใหม่ได้เลือกที่จะพิจารณาคดีของโคโรเลฟอีกครั้งในปี 1939 แต่ในช่วงเวลาดังกล่าว โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวจากเรือนจำไปยังค่ายแรงงานที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกไกลของไซบีเรีย


ค่ายแรงงานที่ตั้งอยู่ด้านตะวันออกไกลของไซบีเรีย สมัยสตาลิน
ที่มา http://www.adventuretravel.ru/trekking/kodar/dima/stalin_camp2.jpg


ณ ที่ค่ายในไซบีเรีย โคโรเลฟได้ใช้แรงงานในเหมืองทองคำเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะทราบว่ารัฐบาลจะพิจารณาคดีของเขาใหม่อีกครั้ง โดยในช่วงปลายปี 1939 โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวกลับมายังกรุงมอสโก แต่เขาอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บและสูญเสียฟันเกือบทั้งหมดเนื่องจากสภาพความโหดร้ายที่ค่ายแรงงาน เมื่อโคโรเลฟกลับมาถึงกรุงมอสโก โทษทัณฑ์ของเขาได้ถูกลดลงเหลือ 8 ปี ซึ่งเขาไม่จำเป็นต้องถูกส่งไปรับโทษที่ค่ายแรงงานอีก

โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวไปที่ sharashka ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในระบบการรับโทษของโซเวียต แต่เป็นสถานที่ที่นักโทษที่มีความรู้ เช่น นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร ถูกส่งตัวมารับโทษ โดยที่นักโทษจะถูกมอบหมายให้ทำงานวิจัยและพัฒนาโครงการตามที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องการ

เนื่องจากโคโรเลฟเคยอยู่ในทีมงานที่ออกแบบ Tupolev TB-3 เครื่องบินทิ้งระเบิด เขาจึงถูกมอบหมายให้ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่น Tupolev Tu-2 และ Petlyakov Pe-2 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มที่ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิดต้องย้ายที่ทำการหลายครั้งเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมโดยกองทัพเยอรมัน

ในปี 1942 โคโรเลฟได้ถูกส่งตัวไปยัง sharashka อีกแห่ง ซึ่งอยู่ภายใต้ความดูแลของนักออกแบบจรวดชื่อวาเลนติน กลัสซ์โค ซึ่งเป็นปรปักษ์ของเขานั่นเอง โดย กลัสซ์โค เองก็ถูกจับกุมและถูกส่งตัวมาทำงานที่ sharashka แห่งนี้ โคโรเลฟทำงานอยู่ ณ ที่นี้จนถึงปี 1944 โดยในมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงและกลัวจะถูกยิงโดยสายลับของรัฐบาล


ค่าย sharashka
ที่มา http://www.nationalalliance.org/gulag/5v20013.jpg


กลางปี 1944 โคโรเลฟ กลัสซ์โค และคนอื่นๆ ได้รับการปล่อยตัวด้วยคำสั่งพิเศษของทางการ แต่ทางการยังคงข้อกล่าวหาเขาและคนอื่นๆ ไว้จนถึงปี 1957 ต่อมาสำนักออกแบบกลาง (Central Design Bureau ) ได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องอุตสาหกรรมการบินของรัฐบาล โคโรเลฟได้ทำงานให้กับสำนักดังกล่าว ในตำแหน่งนักออกแบบ และอยู่ภายใต้กลัสซ์โค โดยในระหว่างนี้โคโรเลฟได้ศึกษาแบบของจรวดต่างๆ

สำหรับสมาชิกคนอื่นๆ ของสถาบัน RNII ก็ถูกจับกุมในช่วงการปราบปรามครั้งใหญ่ และตำแหน่งในระดับหัวหน้าของ RNII ที่เป็นทหารก็ล้วนถูกประหารชีวิต รวมไปถึงคนที่รับผิดชอบหรือทำงานในระดับสำคัญก็ถูกประหารด้วย ซึ่งถือไดว่าโคโรเลฟโชคดีมากที่ยังคงมีชีวิตอยู่

ย้อนกลับมาที่โครงการของสำนักออกแบบกลาง โครงการพัฒนาจรวดได้ถูกรื้อฟื้นใหม่อีกครั้ง แต่ยังล้าหลังและห่างไกลเมื่อเทียบกับสิ่งที่เยอรมันกำลังทำอยู่ ซึ่งกล่าวได้ว่าการปราบปรามครั้งใหญ่ของสตาลินในช่วงปี 1936 ถึง 1938 ได้บั่นทอนและทำให้กองทัพโซเวียตอ่อนแออย่างรุนแรง ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นาซีจะบุกโซเวียตในปี 1941

ขีปนาวุธ
ในปี 1945 โคโรเลฟได้รับรางวัลเหรียญเกียรติยศ จากการพัฒนามอเตอร์จรวดสำหรับเครื่องบินทหาร และในปีเดียวกัน โคโรเลฟเข้ารับราชการในกองทัพบกและติดยศพันเอก โคโรเลฟและผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนได้ถูกส่งตัวไปยังเยอรมันเพื่อศึกษาเทคโนโลยีจรวด V2 ของเยอรมันที่โซเวียตยึดได้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2


จรวด V-2 ของเยอรมัน
ที่มา http://www.project1947.com/gr/grchron1.htm


โซเวียตให้ความสำคัญกับเอกสารจรวด V2 ที่สูญหายไป โดยใช้การศึกษาจากชิ้นส่วนต่างๆ ของ V2 รวมไปถึงอุปกรณ์ในโรงงานที่ผลิตและประกอบจรวด การศึกษาเทคโนโลยีจรวด V2 เป็นไปอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งปลายปี 1946 นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชาวเยอรมันร่วม 150 คนถูกส่งไปยังรัสเซีย คนเหล่านี้เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในการผลิตจรวด V2 ในช่วงสงครามโลก แต่ไม่ได้ทำงานโดยตรงกับเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ (Wernher von Braun) หัวหน้าวิศวกรผู้ออกแบบและสร้างจรวด V2


จรวด V2 ที่ฝ่ายสัมพันธมิตรยึดได้
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/Mittelwerk


โจเชฟ สตาลินได้ตัดสินใจที่จะพัฒนาและสร้างจรวดและขีปนาวุธ โดยได้ก่อตั้งสถาบันวิจัยขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 1946 โดยมีชื่อว่า NII-88 (Scientific-Research Institute No.88) ตั้งอยู่ชานเมืองของกรุงมอสโก

การพัฒนาขีปนาวุธระยะไกลถูกผลักดันภายใต้การควบคุมของทหาร โคโรเลฟถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้านักออกแบบขีปนาวุธระยะไกล สำหรับสำนักงานสาขาที่ 1 ของ NII-88 ได้ถูกจัดตั้งขึ้นบนเกาะโกโรโดมยา ซึ่งห่างจากกรุงมอสโกประมาณ 200 กิโลเมตร โดยมีผู้เชี่ยวชาญชาวเยอรมันเป็นหัวหน้า จากข้อมูลพิมพ์เขียวส่วนต่างๆ ของจรวด V2 ทีมงานวิศวกรชาวเยอรมันได้เริ่มต้นในการผลิตจรวด V2 ขึ้นอีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า R-1 และมีการทดสอบครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1947 ซึ่งโซเวียตได้ทดสอบจรวดทั้งหมด 11 ลำ โดยมีจำนวน 5 ลำที่ตกสู่เป้าหมาย โดยผลลัพธ์ดังกล่าวถือว่าประสบผลสำเร็จใกล้เคียงกับที่เยอรมันได้ทำไว้


จรวด R-1 ขณะเตรียมการทดสอบยิง
ที่มา http://www.russianspaceweb.com/r1.html


นอกจากนี้ โซเวียตยังได้ใช้งานผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยี V2 ชาวเยอรมันอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันโซเวียตก็ได้พัฒนาโครงการจรวดของตนเองในทางคู่ขนาน โดยไม่ยอมให้ทีมวิศวกรเยอรมันเข้ามามีส่วนร่วม และในปี 1950 กระทรวงกลาโหมของโซเวียตได้ประกาศยุติการดำเนินงานของทีมวิศวกรชาวเยอรมันและส่งตัวกลับเยอรมันในปี 1951 และ 1953 ตามลำดับ

ย้อนกลับไปในปี 1947 สถาบัน NII-88 ภายใต้การดูแลของโคโรเลฟได้เริ่มต้นดำเนินการออกแบบจรวดขั้นสูง เพื่อปรับปรุงให้จรวดมีระยะทำการที่ไกลขึ้นและรับน้ำหนักได้มากขึ้น จรวด R-2 ได้ถูกออกแบบให้มีระยะทำการได้ไกลเป็นสองเท่าของ V2 และมีการออกแบบให้มีส่วนหัวรบที่แยกออกจากลำตัวจรวด จากนั้นทีมงานได้ออกแบบจรวด R-3 เพื่อให้มีระยะทำการได้ถึง 3,000 กิโลเมตร ซึ่งสามารถที่จะไปถึงอังกฤษได้ อย่างไรก็ตาม ทีมงานประสบปัญหาไม่สามารถที่จะหาเครื่องยนต์เพื่อพัฒนาระบบขับเคลื่อนได้ โครงการ R-3 จึงต้องยุติลงในปี 1952 แต่ในปีเดียวกัน ทีมงานได้เริ่มดำเนินการสร้างจรวด R-5 ซึ่งมีระยะทำการไม่ไกลมากนัก (1,200 กิโลเมตร) โดยการทดสอบเที่ยวบินแรกประสบผลสำเร็จในปลายปี 1953


ภาพวาดแสดงการแยกตัวระหว่างส่วนของจรวดท่อนที่หนึ่งและสองของจรวด R-3
ที่มา http://www.russianspaceweb.com/r3.html



จรวด R-5 กำลังทะยานขึ้นสู่อวกาศ
ที่มา http://www.russianspaceweb.com/r5.html


อย่างไรก็ตาม จรวดขีปนาวุธ (ICBM : intercontinental ballistic missile) รุ่นแรกที่โซเวียตผลิตได้ คือ R-7 Semyorka โดยเป็นจรวดสองสเตจที่มีระยะทำการได้ไกลถึง 7,000 กิโลเมตร และสามารถรับน้ำหนักเพย์โหลดได้ถึง 5.4 ตัน ซึ่งเพียงพอต่อการบรรทุกระเบิดปรมาณู หลังจากการทดสอบล้มเหลวมาหลายครั้ง โซเวียตประสบผลสำเร็จยิงจรวด R-7 ในเดือนสิงหาคม 1957 โดยยิงไปยัง Kamchatka Peninsula ที่อยู่ด้านตะวันออกของรัสเซีย ซึ่งการยิงในครั้งนั้นไม่ได้ติดหัวรบจริง


จรวด R-7
ที่มา http://farm4.static.flickr.com/3263/2744006859_3a446b2c45.jpg?v=0
http://www.russianspaceweb.com/r7.html


ในปี 1952 โคโรเลฟได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เพื่อที่จะของบประมาณจากรัฐบาลมาดำเนินโครงการจรวดในอนาคต และในเดือนเมษายน 1959 โคโรเลฟได้กอบกู้ชื่อเสียงของตนเอง โดยรัฐบาลได้ยอมรับว่าข้อหาที่เขาได้รับเมื่อปี 1938 นั้นไม่ยุติธรรม

โครงการอวกาศ
สปุคนิค
ในระหว่างที่โซเวียตพัฒนาและมีความก้าวหน้าในเทคโนโลยีขีปนาวุธข้ามทวีป โคโรเลฟมีความสนใจเป็นอย่างมากในการใช้จรวดสำหรับการเดินทางในอวกาศ โดยในปี 1953 โคโรเลฟเป็นคนแรกในการเสนอให้ใช้จรวด R-7 สำหรับส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ทั้งนี้โคโรเลฟได้ผลักดันความคิดดังกล่าวกับหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย รวมถึงแนวความคิดในการส่งสุนัขไปในอวกาศ ซึ่งแนวความคิดในการใช้จรวดเพื่อโครงการอวกาศนั้นมีแรงเสียดทานจากฝ่ายทหารและสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งท้ายที่สุดแนวความคิดของโคโรเลฟได้รับการสนับสนุน

ในปี 1957 ซึ่งเป็นปีแห่งธรณีฟิสิกส์นานาชาติ ได้แนวความคิดที่จะส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศปรากฏขึ้นในสื่อของประเทศสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐอเมริกายังลังเลที่จะใช้งบประมาณหลายล้านดอลลาร์เพื่อกิจกรรมดังกล่าว ทำให้แนวความคิดดังกล่าวถูกแช่แข็งเป็นระยะๆ ในขณะเดียวกันกลุ่มของโคโรเลฟได้ติดตามข่าวดังกล่าวจากสื่อตะวันตก และมีความมั่นใจว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ โดยการเสนอให้โซเวียตทดลองส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศเป็นชาติแรก


ดาวเทียมสปุคนิค
ที่มา http://www.russianspaceweb.com/images/sputnik_buda_1.jpg


โดยข้อเท็จจริงแล้ว ดาวเทียมสปุคนิคถูกสร้างขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ทั้งนี้ดาวเทียมดังกล่าวถูกออกแบบอย่างง่ายๆ โดยภายในตัวดาวเทียมที่เป็นรูปทรงกลมขนาดที่ใหญ่กว่าหม้อต้มข้าวต้มเพียงเล็กน้อยประกอบไปด้วยตัวส่งสัญญาณวิทยุ พร้อมแบตเตอร์รี่ และอุปกรณ์วัดความร้อน ทั้งนี้โคโรเลฟเป็นผู้ประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยตัวเขาเองและการทดสอบผ่านไปได้อย่างใจหายใจคว่ำ ท้ายที่สุดวันสำคัญก็มาถึง เมื่อจรวดได้ถูกยิงขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 4 ตุลาคม 1957 และประสบผลสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร

จากความสำเร็จในการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร ทำให้เกิดความต้องการของฝ่ายการเมืองที่ต้องการเฉลิมฉลองความสำเร็จครบรอบ 40 ปี ของการปฏิวัติเดือนตุลาคม ทั้งนี้เพียงระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนหลังจากการส่งดาวเทียมสปุคนิคเข้าสู่วงโคจร โซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุคนิค 2 ขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 3 พฤศจิกายน 1957 ซึ่งดาวเทียมสปุคนิค 2 นี้มีน้ำหนักมากกว่าดวงแรกถึง 6 เท่าและบรรทุกสุนัขเพศเมียชื่อ "ไลกา" ขึ้นไปด้วย แต่เนื่องจากในการออกแบบดาวเทียมในครั้งนั้นไม่ได้พิจารณาและคำนึงถึงการนำสุนัขกลับมายังโลก ผลก็คือ ไลกาเสียชีวิตลงหลังจากที่อยู่ในอวกาศได้เพียง 6 ชั่วโมง


ดาวเทียมสปุคนิค 2 และไลกา
ที่มา http://laughingsquid.com/wp-content/uploads/laika-sputnik-2.jpg


วันที่ 15 พฤษภาคม ปีถัดมา (1958) โซเวียตได้ส่งดาวเทียมสปุคนิค 3 ขึ้นสู่อวกาศพร้อมกับเครื่องมือวัดหลายชิ้น แต่ระบบเทปสำหรับบันทึกข้อมูลบนดาวเทียมทำงานล้มเหลว ทำให้การสำรวจและค้นพบแถบแวน อัลเลน (Van Allan belts) ถูกช่วงชิงไปโดยดาวเทียมสำรวจ Explorer 4 ของสหรัฐอเมริกา ในเดือนกรกฎาคม ปี1958

ดวงจันทร์
หลังจากการส่งสปุนิคประสบความสำเร็จเหนือสหรัฐอเมริกา โคโรเลฟได้หันเหความสนใจของเขาไปยังดวงจันทร์ โดยโคโรเลฟได้ปรับปรุงจรวด R-7 เพื่อนำส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ โดยในปี 1958 โซเวียตส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ 3 ลำ แต่ประสบความล้มเหลว

พันธกิจลูนา 1 (Luna 1) ในปี 1959 ถูกกำหนดให้เข้าชนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่พลาดไปถึง 6,000 กิโลเมตร พันธกิจลูนา 2 (Luna 1) ประสบผลสำเร็จในการเข้าชนดวงจันทร์ และทำให้โซเวียตได้รับการบันทึกว่าส่งยานสำรวจไปยังดวงจันทร์ได้เป็นชาติแรกของโลก และที่น่าจดจำต่อมาก็คือ พันธกิจลูนา 3 (Luna 3) ได้ถ่ายภาพด้านไกลของดวงจันทร์เป็นครั้งแรก


ยานสำรวจลูนา 1 และ ลูนา 2
ที่มา http://lettres-histoire.ac-rouen.fr/histgeo/luna-1.jpg



ยานลูนา 3 และ ภาพถ่ายด้านไกลของดวงจันทร์
ที่มา http://www.zarya.info/Diaries/Luna/Luna3cosmus.jpg
http://nssdc.gsfc.nasa.gov/imgcat/html/object_page/lu3_phc6.html


นอกจากนี้คณะทำงานของโคโรเลฟยังคงทำงานในโครงการที่ท้าทาย ได้แก่ พันธกิจสำรวจดาวอังคารและดาวศุกร์ การส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจร การสื่อสารในขณะการส่งดาวเทียม ดาวเทียมจารกรรม รวมไปถึงพัฒนาระบบร่อนลงแบบนุ่มนวลบนดวงจันทร์ ทั้งนี้ศูนย์ระบบสื่อสารสำหรับการควบคุมดาวเทียมถูกสร้างขึ้นในไคร์เมีย

ยานอวกาศสำหรับนักบินอวกาศ
โคโรเลฟได้วางออกแบบยานอวกาศสำหรับนักบินอวกาศไว้ตั้งแต่ปี 1958 ซึ่งก็คือยานวอสตอค โดยยานดังกล่าวได้ถูกออกแบบไว้สำหรับนักบินอวกาศเพียง 1 คน โดยในห้องแคปซูลซึ่งเป็นห้องโดยสารสำหรับนักบินจะมีกลไกดีดตัวในกรณี่เกิดปัญหาก่อนการจุดระเบิดของจรวด รวมไปถึงระบบร่อนลงอย่างนุ่มนวล


ยานวอสตอค
ที่มา http://www.falkenberg.eu/uploads/pics/Vostok_spacecraft.jpg


ทั้งนี้ในวันที่ 15 พฤษภาคม 1960 ยานต้นแบบที่ไร้นักบินได้ถูกทดสอบในอวกาศ โดยโคจรรอบโลก 64 รอบแต่ประสบความล้มเหลวในการเดินทางกลับสู่โลก จากนั้นการทดสอบอีกสี่ครั้งได้ถูกดำเนินการพร้อมกับการส่งสุนัขขึ้นไปกับยานอวกาศ โดยสองครั้งสุดท้ายประสบความสำเร็จ หลังจากที่รัฐบาลอนุมัติโครงการ จรวด R-7 รุ่นที่ถูกปรับปรุงได้ถูกนำมาใช้ในการส่งนักบินอวกาศคนแรกของโลก "ยูริ กาการิน" พร้อมกับยานวอสตอคขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 12 เมษายน 1961 และโคจรรอบโลก ทั้งนี้กาการินได้เดินทางกลับสู่โลกอย่างปลอดภัย


นักบินอวกาศชายคนแรกของโลก ยูริ กาการิน
ที่มา http://en.wikipedia.org:80/wiki/Yuri_Gagarin


หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการส่งนักบินอวกาศชาย โซเวียตยังได้ส่งนักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก "วาเลนตินา เทอเรสโควา" ซึ่งโดยสารไปกับยานวอสตอค 6


นักบินอวกาศหญิงคนแรกของโลก วาเลนตินา เทอเรสโควา
ที่มา http://en.wikipedia.org:80/wiki/Valentina_Tereshkova


จากความสำเร็จของยานวอสตอค โคโรเลฟได้วางแผนต่อเนื่องถึงยานโซยุซซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับยานลำอื่นในอวกาศได้เพื่อการเปลี่ยนถ่ายนักบินอวกาศ นอกจากนี้ในช่วงที่มีการแข่งขันกันระหว่างโซเวียตและสหรัฐอเมริกาในการสำรวจดวงจันทร์ โคโรเลฟและทีมงานได้ออกแบบจรวด N1 ซึ่งมีขนาดใหญ่มาก


จรวด N1 (ส่วนแรกของจรวดประกอบด้วยเครื่องยนต์ 30 ชุด)
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:N1-1.jpg


ชื่อของโคโรเลฟถูกนำไปเปรียบเทียบกับเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ (Wernher von Braun หัวหน้าทีมวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างจรวด V-2 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเข้าร่วมกับสหรัฐอเมริกาก่อนสงครามสิ้นสุดลง) โดยทั้งคู่ต่างเป็นผู้นำของแต่ละฝ่าย (โซเวียตและสหรัฐอเมริกา)ในช่วงระหว่างการแข่งขันด้านอวกาศ ทั้งนี้โคโรเลฟแตกต่างจากวอร์นบราวน์ทั้งในแง่ที่โคโรเลฟต้องเอาชนะคู่แข่ง "วลาดิเมียร์ เชโลไมล์" ซึ่งเป็นอีกคนหนึ่งที่เสนอแผนการเดินอวกาศไปยังดวงจันทร์ นอกจากนี้โคโรเลฟต้องทำงานกับเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยน้อยกว่าฝ่ายสหรัฐอเมริกาโดยเฉพาะเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์


เวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ และ เซอร์ไก โคโรเลฟ
ที่มา http://info.skydream.cn/uploadfile/200712/20071209123254672.jpg


ผู้สืบทอดการทำงานต่อจากโคโรเลฟในโครงการอวกาศของโซเวียตก็คือ วาซิลี มิสฮิน ผู้ซึ่งเป็นวิศวกรที่มีความสามารถสูงและถือได้ว่าเป็นแขนขวาของโคโรเลฟ ทั้งนี้หลังจากโคโรเลฟเสียชีวิตลง มิสฮินได้รับช่วงต่อเป็นหัวหน้าผู้ออกแบบ แต่ผลของการสร้างจรวด N1 ยังมีข้อบกพร่องโดยการทดสอบยิงทั้งสี่ครั้งล้มเหลวทำให้เขาถูกไล่ออกในปี 1972 และวาเลนติน กลัสซ์โค (ปรปักษ์ของโคโรเลฟ) ได้เข้ามารับหน้าที่ต่อ ซึ่งในห้วงเวลาดังกล่าวสหรัฐอเมริกาประสบผลสำเร็จในการเดินทางไปยังดวงจันทร์ (อพอลโล 11)

เกียรติยศ
โคโรเลฟได้รับรางวัลวีรบุรษของพรรคสังคมนิยมแรงงานถึงสองครั้งในปี 1959 และ 1961 รางวัลเลนินในปี 1971 และรางวัล Order of Lenin ถึง 3 ครั้ง ในปี 1958 ได้รับเลือกเป็นราชบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ของรัสเซีย


รางวัล Order of Lenin


ที่ทำการราชบัณฑิต ณ กรุงเซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก
ที่มา http://en.wikipedia.org/wiki/File:University_Embakment_5.jpg


ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของถนนสายหนึ่งในกรุงมอสโก และในปัจจุบันนี้เรียกว่า "Ulitsa Akademika Korolyova" (Academician Korolyov Street) นอกจากนี้บ้านที่โคโรเลฟพำนักอยู่ในช่วงปี 1959 ถึง วาระสุดท้ายนั้น (กรุงมอสโก เลขที่ 2/28 ถนน 6th Ostankinsky Lane) ได้ถูกทำเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี 1975


รูปปั้นโคโรเลฟ ณ ไบคูนัวร์
ที่มา http://en.wikipedia.org:80/wiki/File:S.P.Korolev_monument_in_Baykonur_city_03.2006.JPG


ในปี 1976 ชื่อของโคโรเลฟได้ถูกจารึกไว้ในหอเกียรติยศอวกาศนานาชาติ นอกจากนี้ภาพของโคโรเลฟยังได้รับเกียรติปรากฏบนแสตมป์ของโซเวียตในปี 1969 และ 1986


ที่มา http://wpcontent.answers.com/wikipedia/commons/thumb/b/b4/Soviet_Union-1969-Stamp-0.10._Sergei_Korolev.jpg/250px-Soviet_Union-1969-Stamp-0.10._Sergei_Korolev.jpg

เมืองคาลินกราด ซึ่งถือว่าเป็นบ้านของ RSC Energia (บริษัทอวกาศที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย) โดยในปี 1996 ประธานาธิบดีของรัสเซีย บอริส เยลท์ซิน ได้เปลี่ยนชื่อเมืองคาลินกราดเป็นชื่อโคโรเลฟ และในปัจจุบันได้มีการจัดสร้างรูปปั้นของโคโรเลฟและถูกตั้งไว้ที่จัตุรัสของเมือง นอกจากนี้ชื่อของบริษัท RSC Energia ถูกเปลี่ยนเป็นS.P. Korolev Rocket and Space Corporation Energia

นอกจากนี้ชื่อของโคโรเลฟ ยังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของหลุมที่อยู่ด้านไกลของดวงจันทร์ หลุมบนดาวอังคาร และดาวเคราะห์น้อย 1855

หนังสือชื่อ The Right Stuff แต่งโดย ทอม วูลฟ์ ซึ่งต่อมาได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ ได้กล่าวถึงโคโรเลฟ ว่าเป็น "หัวหน้าผู้ออกแบบ" ของโครงการอวกาศโซเวียต

ในปี 2005 รายการเชิงสารคดีของสถานีบีบีซี (อังกฤษ) ที่ชื่อว่า "การแข่งขันทางด้านอวกาศ (space race)" ได้เจาะจงบรรยายการทำงานด้านจรวดและโครงการของโคโรเลฟ ควบคู่กับการทำงานของเวอร์นเฮอร์ วอร์นบราวน์ที่ทำให้สหรัฐอเมริกา

จากนโยบายทางการเมืองของสตาลินและต่อเนื่องมาถึงผู้นำคนอื่นๆ ชื่อเสียงของโคโรเลฟไม่เคยถูกเปิดเผยจนกระทั่งโคโรเลฟเสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 14 มกราคม 1966 โดยอัฐิของโคโรเลฟได้รับเกียรติให้บรรจุอยู่ในกำแพงเคลมลิน


พิธีแห่ศพของโคโรเลฟไปยังกำแพงเคลมลิน


โคโรเลฟ และ ยูริ กาการิน
ที่มา http://visualrian.com/images/item/87171


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

แก้ไขล่าสุด 31 มีนาคม 2552

หมายเหตุ สำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ จัดทำเว็บไซต์ www.space.mict.go.th เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านกิจการอวกาศ
หากท่านใดจะนำข้อมูลของเว็บไซต์ไปใช้ กรุณาอ้างอิงเว็บไซต์ด้วย

กลับไปด้านบน


copyright © 2016 กองโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
ชั้น 7 อาคาร B ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
โทรศัพท์ 0-2141-6877 โทรสาร 0-2143-8027 e-mail: [email protected]